ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)
Showing posts with label books. Show all posts
Showing posts with label books. Show all posts

2011-04-21

เทคโนโลยี-ภาพลวงตา

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติของสหรัฐ บอกว่าเทคโนโลยีทำให้คนทำอะไรโง่ ๆ

ผมว่ามันน่าสนใจดี เทคโนโลยีทำให้คนมั่นใจเกินเหตุ

คนที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่กล้าปีนเขา ไม่กล้าทำอะไรบางอย่าง เพราะประสบการณ์ยังไม่พอ ความสามารถยังไม่ถึง พอมีเครื่องมืออะไรช่วยที่ทำให้เขามั่นใจ เขาก็จะกล้า

ด้านดีมันก็มี คือมันก็เปิดโอกาส เปิดพรมแดนใหม่ ๆ ลดกำแพงการเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ

ด้านแย่ก็คือ เออ บางทีมันมั่นใจเกินเหตุ สร้าง illusion ไปว่า กูแน่ กูทำได้

ผมสนใจว่า ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต การสื่อสาร ฯลฯ เนี่ย มันทำให้คนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มั่นใจอะไรเกินเหตุไปไหม ว่าเทคโนโลยีจะมาช่วยให้กิจกรรมกิจการอะไรต่าง ๆ มันไปได้ง่ายดาย เราทำได้ ฯลฯ คือมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นน่ะ มันก็ยังต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ด้วย จะพึ่งเทคโนโลยีซะเยอะคงไม่ไหว

ทำคลิป ทำอะไร ๆ มันก็ทำได้แล้วแหละ มือถือถ่ายรูป ทำข่าว ทำรายงานต่าง ๆ

แต่สุดท้ายคลิปที่ถ่าย ๆ มา ก็โดนศอฉ.เอาไปใช้ พากษ์ทับเป็นอีกอย่าง ใช่ไหม ?

The Net Delusion โดย Evgeny Morozov เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง ที่พยายามจะพูดถึงประเด็นนี้ อินเทอร์เน็ตไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบ "เสกได้" แน่นอนว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ไม่ใช่เพียงฝ่ายก้าวหน้า ฝ่ายปฏิวัติ "ฝ่ายประชาชน" "ฝ่ายสว่าง" จะใช้มันได้ ฝ่ายอำนาจนำ ฝ่ายรัฐ "ฝ่ายมืด" ก็ใช้มันได้เหมือนกัน และอาจจะใช้ได้เก่งกว่า มีประสิทธิภาพกว่าด้วยซ้ำ

Morozov คุยถึงเนื้อหาจากหนังสือเล่มนี้ กับอาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกสองคน ที่ Open Society Institute นิวยอร์ก:

Morozov คุยหัวข้อเดียวกัน ที่ Carnegie Council (วีดิโอ + บันทึกเป็นข้อความ)

รีวิวหนังสือที่ The Economist, The Observer, The Independent, The Telegraph, NPR

Cory Doctorow เขียนถึง (โต้): We need a serious critique of net activism (ลิงก์จาก @Fringer)

อนิเมชั่นเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและอินเทอร์เน็ต พากษ์โดย Morozov:

2009-11-29

[1-pager] What's so new about new social movements? โดย David Plotke (1990)

[อัปเดต 2009.12.03: เพิ่มลิงก์ บ่อนอก-หินกรูด]

จากสรุปอ่านเอกสารเทอมที่แล้ว คาบที่เกี่ยวกับ ขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movements)

Plotke, David. 1990. What's so new about new social movements? Socialist Review. 20:91-102.

บทความนี้ลองสำรวจข้ออ้าง ความใหม่ ต่าง ๆ ของ ขบวนการทางสังคมใหม่ ว่ามันมีอะไรใหม่จริงหรือ, และถ้าใหม่จริง แล้วมันยังใหม่อยู่ไหมสำหรับตอนนี้ และในบริบทไหน ที่มันจะไม่ใหม่อีกต่อไป.

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจสำหรับบทความชิ้นนี้ คือการพูดถึง กระบวนการแปะป้ายหรือตราหน้า (stigmatize) แนวคิดที่ผู้แปะป้ายไม่เห็นด้วย และ การสร้างคู่ตรงข้ามแบบสุดขั้ว (polarization และ radicalization) เพื่อบังคับให้สังคม[ต้อง]เลือก[อย่างเต็มใจ]ในทางที่ผู้กำหนดขั้วได้ออกแบบเอาไว้.

----

บทความชิ้นนี้ David Plotke ผู้เขียน สำรวจข้อถกเถียงหลักในวาทกรรมขบวนการทางสังคมใหม่ ในบริบทสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกาช่วง 1960s-1980s และเสนอว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับขบวนการทางสังคมใหม่นั้นให้ราคา “ความใหม่” (novelty) กับขบวนการทางสังคมใหม่มากเกินไป และการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้โดยไม่ดูบริบทแวดล้อมว่าเหมาะสมหรือไม่ ก็มีแต่จะทำให้เพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายตรงข้าม. ในตอนท้ายบทความ ผู้เขียนเสนอการรื้อสร้างความหมายเพื่อต่อสู้ทางวาทกรรม.

แนวคิดขบวนการทางสังคมใหม่ (New Social Movements; NSM) ซึ่งพัฒนาขึ้นในยุโรปตะวันตก ถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกาในช่วง 1960s-1980s และหนึ่งในปัญหาของมันก็คือ การนำมาใช้อย่างไม่วิพากษ์ในบริบทของสหรัฐอเมริกาซึ่งต่างจากยุโรปมาก. แนวคิดนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1960s เป็นต้นมา ประสบความสำเร็จพอสมควรในการต่อสู้ประเด็นสิทธิพลเมือง และต่อมาในประเด็นต่อต้านสงคราม สิทธิผู้หญิง/เฟมินิสต์. ความ “ใหม่” ของขบวนการทางสังคมใหม่นั้น คือความใหม่ที่ปฏิเสธ orthodox Marxism – ซึ่งผู้เขียนมองว่า มันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (relevant) กับสภาพสังคมการเมืองยุโรปในขณะนั้น ที่ orthodox Marxism เป็นกระแสใหญ่ของสังคม, แต่ไม่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (irrelevant) อีกต่อไปกับสภาวะสังคมตั้งแต่ทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา โดยเฉพาะกับบริบทสังคมการเมืองอเมริกัน ที่แนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservative) ได้ขึ้นแทนที่เป็นพลังที่ครอบนำสังคมไปแล้ว.

คำว่า “ใหม่” ใน “ขบวนการทางสังคมใหม่” นั้นถูกอ้างว่า มีความหมายต่างไปจากที่ใช้ในขบวนเสรีนิยมที่เคลื่อนด้วยกลุ่มผลประโยชน์และที่ใช้ในแนวคิดสังคมนิยมคลาสสิก. ความ “ใหม่” ของมันไม่เพียงหมายถึง ประเด็นเป้าหมายใหม่ที่พ้นไปจากการปฏิรูปการเมืองที่ทำเป็นกิจวัตรเท่านั้น, แต่ยังหมายถึง ช่องทางใหม่ ๆ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นซึ่งไม่สามารถจะบรรลุได้ด้วยช่องทางทางการเมืองแบบดั้งเดิมด้วย. ผู้เขียนอ้างถึง มิเชล ฟูโกต์ และมองว่ากรอบของฟูโกต์ เกี่ยวกับรูปแบบของการต่อต้าน (forms of resistance) สามารถนำมาพิจารณาขบวนการทางสังคมใหม่ได้ โดยมองว่าเป็นการต่อสู้ขัดแย้งกับ ‘government of individualization’ ซึ่งทำผ่านความรู้. คำถามที่ตั้งจึงเป็นการตั้งคำถามต่อวิธีที่ความรู้หมุนเวียนและกระทำการ, ความสัมพันธ์ของมันกับอำนาจ. สิ่งเหล่านี้เป็นการต่อต้านการสร้างและต่อต้านการทำลายอัตลักษณ์ของตัวเองโดยผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน ด้วยมีความต้องการจะนิยามอัตลักษณ์ของตัวเอง. โดยสรุปก็คือ ขบวนการทางสังคมใหม่นั้น ไม่ได้ต่อต้านตัว สถาบัน อำนาจ กลุ่ม หรือ ชนชั้น มากนัก แต่สิ่งที่มันต่อต้านอย่างเต็มที่ คือ เทคนิคและรูปแบบของอำนาจ.

Claus Offe เปรียบเทียบความคิดหรือกระบวนทัศน์ (paradigm) ของการกระทำการทางการเมืองแบบเก่าและใหม่ เอาไว้ว่า กระบวนทัศน์เก่านั้นอยู่กับประเด็น การเติบโตและการกระจายตัวทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคมและการทหาร และการควบคุมสังคม, ในขณะที่แบบใหม่นั้นอยู่กับประเด็น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน สันติภาพ, หรือพูดรวม ๆ ก็คือ คุณภาพในการใช้ชีวิต [ประเด็นนี้น่าจะคล้าย บ่อนอก-หินกรูด]. ตัวผู้กระทำการในกระบวนทัศน์เก่านั้น เป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจสังคมที่กระทำการในฐานะกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม, ในขณะที่แบบใหม่ แม้จะเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจสังคมเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้กระทำการในฐานะกลุ่มนั้น ๆ แต่ในฐานะกลุ่มที่เกิดมาจากการสร้างร่วมกันระหว่างการเคลื่อนไหว (ascriptive collectivities). แนวคิดนี้ต่างจาก Marx และ Gramsci ที่ว่าต้องมีสำนึกทางชนชั้นมีอัตลักษณ์ก่อนแล้วค่อยร่วมขบวนการ.

กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ประสบความสำเร็จในการสร้างวาทกรรม “การทำให้ทันสมัยเชิงอนุรักษ์” (conservative modernization). ในทศวรรษ 1970 และ 1980 กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ประสบความสำเร็จในการตราหน้า (stigmatize) ขบวนการทางสังคมใหม่ที่เริ่มต้นในทศวรรษ 1960 โดยอาศัยทัศนคติความเท่าเทียมทางกฎหมายที่คับแคบอยู่ในขณะนั้น, บวกกับความคิดเสรีนิยมกระแสหลักในสังคมช่วงหลังสงคราม ที่ความคิดเรื่อง ความเติบโต เสรีภาพ ระบบระเบียบ และอำนาจระหว่างประเทศ กำลังได้รับความนิยม, สร้างขั้วตรงข้าม: เติบโต/ไม่เติบโต, เสรีภาพ/รัฐนิยม, อำนาจบริหารที่เชื่อถือได้/ประชาธิปไตยตกขอบ, ระเบียบ/ปัจเจกนิยมอย่างบ้าคลั่ง, ชุมชน/ความแตกแยก, อำนาจระหว่างประเทศ/ความอ่อนแอของประเทศ. การกำหนดขั้วตรงข้ามแบบนี้ โดยอัตโนมัติ ได้ทำให้ทางเลือกแบบการทำให้ทันสมัยเชิงอนุรักษ์ เป็นทางเลือกที่ถูกต้องตามหลักการและมีเหตุผล (legitimate, rational) และทางเลือกของขบวนการทางสังคมใหม่ เป็นทางเลือกที่ไร้เหตุผลและไม่เป็นประชาธิปไตย (irrational, anti-democratic). ที่สำคัญก็คือ ขบวนการทางสังคมใหม่ไม่สามารถตอบโต้วาทกรรมดังกล่าวได้เลย หรือตอบโต้ว่าแนวคิดของพวกตนนั้น เป็นอุดมคติ ซึ่งยิ่งทำให้ทางเลือกแบบ conservative modernization มีน้ำหนักมากขึ้น ว่าแม้จะไม่หวือหวาแต่ก็เป็นทางเลือกที่ยอมรับได้มากกว่า.

ผู้เขียนเสนอว่า ขบวนการทางสังคมใหม่จำเป็นต้องดูบริบททางสังคมและวัฒนธรรมด้วย โดยชี้ถึงความแตกต่างของความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานในยุโรปเทียบกับสหรัฐอเมริกา และความแตกต่างของพื้นที่ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่(กระจัด)กระจายไม่ได้รวมศูนย์แบบยุโรป (ซึ่งหมายถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยอัตโนมัติ). พร้อมเสนอว่าในการต่อสู้ทางวาทกรรม ขบวนการทางสังคมใหม่จำเป็นต้องรื้อวาทกรรมขั้วตรงข้ามของอนุรักษ์นิยมใหม่ แล้วสร้างความหมายใหม่ที่เอื้อต่อการต่อสู้ของตัว.

----

ใครที่สนใจเรื่องขบวนการทางสังคม ประภาส ปิ่นตบแต่ง (ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพิ่งออกหนังสือ แนวการวิเคราะห์การเมืองแบบขบวนการทางสังคม (เห็นครั้งแรกเมื่องานหนังสือที่ผ่านมา) มีทั้งส่วนที่สำรวจทฤษฎีขบวนการทางสังคมสำนักต่าง ๆ และส่วนที่สำรวจงานศึกษาขบวนการทางสังคมในประเทศไทย

ทั้งเล่มนี้ ดาวน์โหลดไปอ่านได้ฟรี จากหน้าเว็บของอ.ประภาส เช่น บทที่ 7 ขบวนการทางสังคมใหม่ (pdf, 18 หน้า)

และอีกบทความจาก ผาสุก พงษ์ไพจิตร (ที่เขียนคำนำให้หนังสือเล่มข้างบน) ทฤษฎีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใช้กับสังคมไทยได้หรือไม่? (doc, 13 หน้า)

technorati tags: , , ,

2009-10-24

เข้านอก ออกใน วัฒนธรรมศึกษา หลังนวยุค งานหนังสือ

วันนี้ไปงานหนังสือ

ตอนไปตั้งใจว่าจะซื้อแค่เล่มเดียว คือ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 (ประชา สุวีรานนท์; สำนักพิมพ์อ่าน; 2552) (อ่านบทวิจารณ์เล่มแรก โดย สุภาพ พิมพ์ชน, @Duangruethai, @birdwithnolegs, ฯลฯ)

สุดท้ายตัดสินใจ ยังไม่ซื้อ ดีไซน์+คัลเจอร์ 2 ด้วยเหตุอยากจำกัดงบไม่ให้บาน และคิดว่าไว้ซื้อวันหลังได้ วันนี้เลยขอเฉพาะหนังสือที่คิดว่า คงหาซื้อตามร้านที่ปกติจะไป-ไม่ได้ พวกหนังสือเก่า หนังสือจากสำนักพิมพ์เล็ก ๆ (ซึ่งผมคิดว่า นี่เป็นความดีงามอย่างหนึ่ง[หรือหนึ่งอย่าง?]ของงานหนังสือ ผมได้รู้จัก สถาบันสถาปนา ก็จากงานหนังสือสมัยคุรุสภานี่แหละ เขาเอามาเลหลังลดราคา)

ได้สามเล่มนี้มา:
ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา ปรัชญาหลังนวยุค
เข้านอก/ออกใน

ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา (สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ บรรณาธิการ; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร; 2552)
เล่มที่ 3 ในชุด ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรมศึกษา รวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7 เล่มนี้มีบทความของ ธีระ นุชเปี่ยม, ชาตรี ประกิตนนทการ, วรสิทธิ์ ตันตินิพันธุ์กุล, นิติ ภวัครพันธุ์ คิดว่าจะใช้ชิ้นของคนที่สองในงานที่กำลังเขียนอยู่ เลยหยิบ [280 บาท เหลือ 224 บาท. บูธสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โซน C ชั้นล่าง]

เข้านอก/ออกใน: รวมบทสัมภาษณ์และบทความศิลปะร่วมสมัย (พ.ศ. 2546-48) (กฤษณะพล วัฒนวันยู บรรณาธิการ; สำนักพิมพ์สเกล; 2548)
หยิบมาเพราะมันน่าอ่านด้วยก็หนึ่ง ขนาดกะทัดรัด และโดยเฉพาะว่ามันมีบทความของ นพพร ประชากุล อยู่ และเมื่อกลับมาถึงบ้าน เราก็พบอีกว่า นพพร เป็นบรรณาธิการที่ปรึกษาเล่มนี้ด้วย [195 บาท เหลือ 100 บาท. บูธวารสารหนังสือใต้ดิน โซน C ชั้นล่าง - เจอ เมธี โมเดิร์นด็อก ที่บูธนี้ด้วย]

ปรัชญาหลังนวยุค: แนวคิดเพื่อการศึกษาแผนใหม่ (กีรติ บุญเจือ; สำนักพิมพ์ดวงกมล; 2545)
หลัก ๆ นี่เอามาดูศัพท์เลย มีศัพท์บัญญัติที่ไม่เคยเห็นเยอะมาก (หลังนวยุคภาพ = postmodernity !!) รวมทั้งการออกเสียง/สะกดไทยชื่อนักคิดนักเขียนชาวต่างประเทศด้วย เจอพี่ grappa บนรถไฟฟ้า เธอก็ว่าศัพท์เยอะดีนะ น่าสนใจ [250 บาท เหลือ 100 บาท. บูธร้านหนังสือเก่า โซน C ชั้นบน บนหัวผู้จัดการASTV พอดี]

พูดถึงหนังสือแล้ว เมื่อวาน ที่มหาลัย เจอเจ้านี่ บนตู้รับบริจาคหนังสือ:

บริจาคหนังสือ NetWare!

แนวทางการแก้ไขปัญหาในระบบ NetWare ครับ สุดยอด ... ผมว่าน่าจะบริจาคเข้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์นะ เอาไปเข้าห้องสมุดโรงเรียนนี่ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ดูที่ซ้อน ๆ กันอยู่ มี ไมโครโปรเซสเซอร์, ไมโครคอมพิวเตอร์, การอินเทอร์เฟส IBM PC ด้วย

อืม เมืองไทยมีไหมอ่ะ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ อยากให้มีจัง

ตอนผมเรียนได้เรียน history of computing นิดเดียวเอง เป็นส่วนหนึ่งของวิชา intro to computer science ผมว่าวิชาพวกนี้สำคัญนะ ความเป็นมาในเรื่องของแนวคิดต่าง ๆ history of computing, philosophy of computer science เวลาทำอะไรมันจะได้รู้ที่มาที่ไป ทำไมปัญหาแบบนี้ถึงแก้แบบนี้ ไม่ใช่ว่าก็ทำไปตาม handbook, cookbook มีแต่เทคโนโลยี ไม่มีวิทยาศาสตร์ รู้ตำรา แต่ออกนอกตำราไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตำรามันอยู่บนฐานไหน แล้วเราจะอยู่บนฐานไหน ในการโต้หรือฉีกออกไป

technorati tags: , , , ,

2009-05-31

[review] Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache.

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัปบล็อก เอาของเก่ามาหากินละกัน :p นี่เป็นการบ้านของวิชาหนึ่งในเทอมที่ผ่านมา คือ วิชามานุษยวิทยาภาษา (linguistic anthropology). งานในวิชานี้มีวิจารณ์หนังสือ 2 เล่ม กับรายงานจบเทอมชิ้นหนึ่ง. ด้านล่างนี้เป็นบทวิจารณ์หนังสือเล่มที่สอง คือหนังสือ Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso. ส่วนเล่มแรกที่วิจารณ์คือ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เคยวิจารณ์หนังสือที่ Keith Basso เขียน ไปแล้วเล่มหนึ่ง คือ Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache. ทั้งสองเล่มเกี่ยวกับชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ใน Cibecue เหมือนกัน.


บทวิจารณ์หนังสือ Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith H. Basso, ภาพประกอบโดย Vincent Craig, บทนำโดย Dell Hymes. เกี่ยวกับการเลียนล้อ (joking imitation) โดยชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ และมุมมองทางมานุษยวิทยาภาษา.

“นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ
โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น
ฟังเพลงเดิมๆ ที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน”

“ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” เพลงดังโดยวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ถูกนำมาร้องในลีลาใหม่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ “สายลับจับบ้านเล็ก” (และดังกว่าต้นฉบับ).

ด้วยภาพคนขาวในเรื่องตลกของชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ ที่ถูกนำมาเล่าในภาษาของคนขาว, หนังสือเล่มนี้ปล่อยให้ (อย่างไม่ตลกเท่าต้นฉบับ) ภาพของคนขาวในความคิดของชาวเวสต์เทิร์นอาปาเช่ พาเราไป “รู้จักเธอ เพื่อจะรู้จักฉัน” – ผ่านการมองเข้าไปใน การมองคนขาวของชาวอาปาเช่.

บาสโซกล่าวว่าการตีความการล้อเล่น/เลียนล้อ (joking imitation) ของเขาในหนังสือเล่มนี้นั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานสองอย่างคู่กัน นั่นคือ การล้อเล่นเป็นการเล่นละครรูปแบบหนึ่ง และ การเล่นละครนั้นมีลักษณะที่จะต้องเป็นสิ่งที่มันอยากเป็นโดยที่มันจะต้องไม่เป็น. การเล่นละครนั้นถูกกำหนดโดยตัวแบบของการ ‘ไม่เล่นละคร’ ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่มันจะสื่อสารนั้น จะไม่สามารถสื่อสารได้เลย หากถูกสื่อสารออกมาในแบบที่ไม่มีลูกเล่น (น. 37). การล้อเล่นในฐานะรูปแบบหนึ่งของการเล่นละคร จึงเป็นการสื่อสารแบบหนึ่ง ที่เพื่อจะส่งสารที่ต้องการ มันจะ ‘ล้อ’ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ หากต้อง ‘เล่น’ ด้วย. ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถที่จะอ่านหรือเข้าใจการล้อเล่นจากเพียงที่เห็นตรงหน้าได้.

เรื่องล้อเล่น (banagozdi’ / jokes) นี้ในวัฒนธรรมเวสต์เทิร์นอาปาเช่ถูกจัดเป็นอีกประเภทหนึ่งของเรื่องตลก (dabagodlohé yalti’ / humorous speech) เลย โดยต่างจากเรื่องขำขัน (dabagodlohé nagoldig’ / funny stories) และคำพูดล้อจิกกัดถากถาง ('enit 'ii / teasings, barbs). บาสโซเสนอว่าลักษณะของเรื่องล้อเล่นที่ต่างจากเรื่องตลกอื่นๆ ก็คือ มันมีลักษณะของการใช้อุปลักษณ์ (metaphor) อยู่ โดยจัดเรื่องล้อเล่นเป็น “เรื่องตลกเชิงอุปลักษณ์” (metaphorical humorous speech) (น. 100-101).

[Review] Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache. โดย Keith H. Basso ภาพประกอบโดย Vincent Craig. (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) - ดาวน์โหลด PDF

technorati tags: , , , , , ,

2009-02-18

ร้อยภาพ-พันคำ

“ในเวียดนาม มีช่างภาพเพียงไม่กี่คนที่มีการรวบรวมผลงานออกตีพิมพ์ในชื่อของตน แม้ผมจะใช้ความพยายามอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่เคยพยเห็นวางขายในร้านหนังสือท้องถิ่นเลย ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ผมพอจะนึกออกก็คงมาจากการที่รัฐบาลเวียดนามยังคงเข้มงวดกับภาพลักษณ์ของสงครามที่ต้องการให้ปรากฏต่อหน้าสาธารณชน ซึ่งว่ากันอันที่จริงแล้ว พวกเราชาวอเมริกันก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ...”

(จากย่อหน้ารองสุดท้ายของบทความ ภาพถ่ายที่ล้างด้วยน้ำจากลำธาร, คอลัมน์ ร้อยภาพ-พันคำ, หน้า 52, เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 872 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552)

ผมอ่านบทความดังกล่าวมาเรื่อย ๆ ก็สนุกดี มางงเอาตอนท้ายนี่แหละ คือคิดไปได้สองอย่าง อย่างแรกคือ คุณบัญชร ชวาลศิลป์ ผู้เขียน เป็นชาวอเมริกัน (ซึ่งเป็นไปได้) หรือไม่บทความนี้ก็เป็นบทความแปล (แต่ในหน้าคอลัมน์ทั้งหน้า ก็ไม่มีส่วนไหนที่ระบุไว้ว่าเป็นบทความแปลเลย)

แล้วก็ทำนึกถึงเรื่องที่ได้ผ่านตาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากทวิตเตอร์ เรื่องหนังสือถ่ายภาพ (ถ่ายภาพให้ได้อย่างมือโปร) โดยคุณอนันต์ จิรมหาสุวรรณ (เลขาธิการ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2550-2552) ที่ดูเหมือนจะแปลมาจากภาษาอังกฤษทั้งเล่ม (Learning to See Creatively: Design, Color & Composition in Photography, by Bryan Peterson) ซึ่งเป็นประเด็นอยู่ในเว็บบอร์ดพันทิป.คอม http://www.pantip.com/cafe/camera/topic/O7516316/O7516316.html

technorati tags: ,

2008-12-03

If I Were a Carpenter

ควรจะหาไม้มาทำชั้นหนังสือได้แล้ว

ก่อนจะไม่มีที่นั่ง

ไปซื้อแถวไหนดีครับ เอาถูก ๆ ไม้บอร์ดธรรมดา ๆ ก็ได้ แค่วางหนังสือได้ก็พอแล้ว ไปดูโฮมโปรมันไม่มีแฮะ จะไปหาแถวไหนดี

มีเว็บช่างไม้แนะนำมั๊ยครับ เอาของไทย

technorati tags: , ,

2008-09-29

ReadCamp started (some how), call for SELF-organization ;)

คอนเซปต์ของ ReadCamp หรือ “กางมุ้งอ่าน” ก็ยังตามที่ทวีตคุย ๆ กัน และที่โพสต์ถามลงใน Culture Lab คือจะเป็นงานลักษณะ unconference ทำนอง BarCamp ที่ชวนผู้ร่วมงานมาเสนอเรื่องการ “อ่าน” แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน

อ่าน หนังสือ. อ่าน หนัง. อ่าน เพลง. อ่าน โปสเตอร์. อ่าน โฆษณา. อ่าน เสื้อยืด. อ่าน พฤติกรรม. อ่าน trend. อ่าน วัฒนธรรม. อ่าน ปุ่มบนไมโครเวฟ user interface. อ่าน ตึก สถาปัตยกรรม. อ่าน การ์ตูน. อ่าน ภาพวาด งานศิลปะ. ... ...

นั่นคือ เป็น "อ่าน" ในความหมายที่กว้างที่สุดนั่นเอง. ทั้งการอ่านตามตัวบท ตีความ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือกระทั่งรื้อแล้วเล่าใหม่.

การอ่านในความหมายกว้างนี้ เชิญชวนหรือเอาเข้าจริงก็อาจจะถึงขั้นเรียกร้องให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาอ่าน. ทำไมเขาถึงอ่านได้เช่นนั้น. อะไรทำให้เขามีทัศนคติหรือวิจารณ์งานชิ้นใดอย่างที่เขาทำ. ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร อะไรที่ทำให้ผู้เขียนสื่อเช่นนั้น. ไม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ก็ตาม แต่การตั้งคำถามนี้จะนำไปสู่ความตระหนักที่ว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ด้วยเหตุผลบางสิ่งเพื่อตอบคำถามบางอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างไร้เดียงสา -- อย่างน้อยความหมายที่เราให้กับมันก็ไม่เคยไร้เดียงสา.

ด้วยการแสดงให้เห็น-ด้วยการลงมืออ่านด้วยกัน เราจะเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่าง/ขัดแย้งมากมายในการอ่าน และประสบการณ์จะค่อย ๆ ทำให้เราตระหนักว่าไม่มีการอ่านแบบใดหรือความหมายแบบไหนที่ถูกต้องที่สุด-ดีที่สุด. อำนาจในการอ่านเป็นของผู้อ่านแต่ละคน ไม่ใช่ของผู้ผูกขาดการอ่านรายไหน หรือกระทั่งผู้เขียน. ถ้าไม่ชอบใจเรื่องที่เขาเล่ามา เราก็รื้อมันซะ แล้วเล่าใหม่. ทำได้ และจริง ๆ เราก็ทำมันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว (ทีวีเล่าข่าวจากนสพ.ให้เราฟัง เราไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง .. ในทุกขั้นจริง ๆ แล้วมันก็มีการเขียนใหม่ - เลือกที่จะเล่าอะไร และไม่เล่าอะไร เพิ่มอะไรเข้าไป หรือเปลี่ยนลำดับเรื่องและวิธีการเล่า).

สิ่งต่าง ๆ ไม่ไร้เดียงสา. ผู้เขียน/สร้างก็ไม่ไร้เดียงสา และผู้อ่าน/ใช้ก็ไม่ไร้เดียงสา. ในทุก ๆ การอ่านมีการต่อรองอำนาจกันอยู่. เพื่อก้าวไปสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง ผู้อ่าน-ซึ่งอันที่จริงก็เป็นผู้เขียนในคนเดียวกัน-จำต้องหลุดไปจากอำนาจการอ่านของผู้อื่น และเปิดพรมแดนการอ่านและให้ความหมายของตัวเอง. เพราะ เสรีภาพในการอ่าน คือเสรีภาพขั้นต้นในการสร้างสรรค์.

งาน ReadCamp นี้ที่เราวางแผนกันนี้ ก็หวังว่าจะเป็นเวทีให้คนมาแลก "การอ่าน" ของตัวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศและขยายพรมแดนความคิดสร้างสรรค์.

งานนี้จะใช้ชื่อหลักว่า “ReadCamp” (รีดแคมป์) ล้อกับ BarCamp, โดยมีชื่อรองภาษาไทยว่า "ทุกอย่างอ่านได้". โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงปลายพฤศจิกายนนี้. เว็บไซต์อยู่ที่ http://culturelab.in.th/readcamp/

ใครสนใจ มาร่วมจัดกันครับ - ติดต่อพูดคุยกันได้ที่เมลกลุ่ม youfest (at) googlegroups.com (ต้องสมัครสมาชิกก่อนจึงจะส่งได้ ถ้าส่งแล้วมีปัญหาได้ไม่ได้อย่างไร ติดต่ออีเมล arthit (at) gmail (dot) com ได้ครับ)

[ โพสต์ครั้งแรก 2008.09.29 ใน ReadCamp ]

technorati tags: , , ,

2008-08-19

[review] Doing Ethnographies. (assignment)

ส่งการบ้านวิจารณ์หนังสืออีกแล้ว

Doing Ethnographies. โดย Mike Crang และ Ian Cook (Sage Publications, 2007)

ด้วยรูปร่างหน้าตาเผิน ๆ เหมือนหนังสือ “ฮาวทู” แต่เมื่ออ่านช่วงต้นก็รู้สึกแว่บว่า “ต่อต้านฮาวทู” จนอ่านต่อก็รู้สึกว่า “อาจจะฮาวทู”, Doing Ethnographies เป็นหนังสือที่ควรอ่านมากกว่าหนึ่งรอบ ในวาระ วิธี ลำดับ และทิศทางต่าง ๆ กัน. ด้วยการสะกิดผู้อ่านให้นึกถึงทางเลือกยุ่บยั่บย้อนแย้งอยู่ทุกระยะ แครงก์และคุกสองผู้เขียนไม่เพียงแต่เล่าเรื่องราวยุ่งเหยิงในการ(จะไป)ทำชาติพันธุ์วรรณนาที่ไม่ค่อยจะมีใครเล่านัก แต่ยังทำให้เรารู้สึกสับสน อย่างที่เราควรจะรู้ว่ามันจะสับสนอย่างไรในสนาม. ผู้เขียนเสนอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์นั้นก็คือตัว ความสัมพันธ์ของมนุษย์ นั้นเอง. ไม่เพียงผู้ไขประตูสู่สนามเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ แต่รวมถึงผู้ที่ถูกศึกษาและผู้ศึกษาด้วย, เหล่านี้นำไปสู่ประเด็นจริยธรรมและความเป็นภววิสัยของการศึกษา และสิ่งที่ผู้เขียนย้ำคือ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ข้อมูลดิบ” ทุกอย่างล้วนถูกประกอบสร้าง-โดยตัวผู้สังเกตก็มีส่วนกำหนด ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีอิทธิพลในการประกอบสร้างข้อมูลดังกล่าวเสมอ และความคิดต่าง ๆ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากความคิดก่อนหน้าอื่น ๆ. จงเป็นมนุษย์ที่ปรับตัวและรู้ตัวในทุกขณะ อาจเป็นคำแนะนำที่ไม่มีข้อยกเว้นเพียงอย่างเดียวของหนังสือ “อาจจะฮาวทู” เล่มนี้.

บทวิจารณ์ (PDF, 5+1 หน้า จัดหน้าใหม่ เพิ่มขนาดฟอนต์ กลายเป็น 7 หน้า) เป็น CC-by-3.0

ฉบับดั้งเดิมของหนังสือเล่มนี้ (1995 เขียนระหว่างที่ผู้เขียนทั้งสองกำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่) สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ Durham e-Prints

technorati tags: , ,

2008-07-02

[review] Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache (assignment)

การบ้านวิจารณ์หนังสือชิ้นแรก เสร็จแล้ว ส่งไปเมื่อวาน เป็นการเขียนหลังจากอ่านไปประมาณ 60-70% ได้ ข้ามไปข้ามมา ฉบับที่ให้ดาวน์โหลดนี้ แก้นิดหน่อยจากที่ส่งไป

เป็นบทวิจารณ์ หนังสือเรื่อง Wisdom Sits in Places: Landscape and Language Among the Western Apache ซึ่งเขียนโดย Keith H. Basso นักมานุษยวิทยาที่สนใจเรื่องชนพื้นเมืองอเมริกัน เอาเข้าจริง ๆ ไม่อยากจะเรียกว่าวิจารณ์เท่าไหร่ เพราะมันเหมือนสรุปหนังสือให้ฟังเสียมากกว่า ไม่ได้วิจารณ์อะไรเลย ทั้ง ๆ ที่การบ้านเขาให้วิจารณ์

แม้เรื่อง “สถานสัมผัส” (sense of place) หรือการที่คนเราจะรับรู้ถึงสถานที่ (place) อย่างไรนั้น เป็นเรื่องสำคัญในการจะเข้าใจว่าผู้คนและชุมชนจะให้ความหมายและความสำคัญทางสังคมกับสถานที่อย่างไร รวมถึงความเข้าใจในอัตลักษณ์ทางบุคคลและอัตลักษณ์ทางสังคม, โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่มีความปั่นป่วนไร้ระเบียบในเรื่องสถานที่มากขึ้น, แต่บาสโซพบว่างานชาติพันธุ์วรรณนากลับไม่ให้ความสำคัญกับสถานที่และสิ่งที่ผู้คนทำกับสถานที่เสียเท่าไหร่. งานชาติพันธุ์วรรณนามักพูดถึงสถานที่ในฐานะเพียงตัวผ่านไปสู่เรื่องอื่น แค่ปูพื้นฉากหลัง หรือบอกที่มาของบุคคล สิ่งของ (น. xiv, 105). แนวคิดทางมานุษยวิทยาในหนังสือเล่มนี้ได้รับอิทธิพลจาก คลิฟฟอร์ด เกียร์ซ (Clifford Geertz), ทางสังคมวิทยาจาก เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving Goffman), และทางภาษาศาสตร์สังคมจาก เดลล์ ไฮมส์ (Dell Hymes) (น. xv). ส่วนการศึกษาเรื่องชื่อสถานที่ (place-names, toponym) และระบบการตั้งชื่อสถานที่ (place-naming, geographical nomenclatures) นั้นได้ตามแนวที่ ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas) ริเริ่มไว้ (น. 43). ประเด็นในหนังสือเล่มนี้แม้จะศึกษากับชาวเวสเทิร์นอาปาเช่ แต่บาสโซเชื่อว่าเรื่องสถานที่และชื่อสถานที่นี้เป็นเรื่องค่อนข้างสากล, เช่นเดียวกับที่เราพบว่าชื่อสถานที่นั้น เป็นประเภทของคำที่พบได้ในภาษาจำนวนมาก.

sikkha(tr) อ่านแล้วบอกว่า นี่มันไม่ได้วิจารณ์อะไรเลยนี่นา และให้คำปรึกษาว่า ถ้าจะวิจารณ์อะไร มันต้องมีจุดยืนในการวิจารณ์ก่อน ว่าจะมองจะวิจารณ์จากมุมไหน ถ้ายังไม่มี ก็วิจารณ์ไม่ได้

ถ้าอยากรู้เรื่องแบบไม่เพี้ยน อันเกิดจากการตีความของผม อ่าน บทคัดย่อ ดีกว่า ส่วนถ้าอยากอ่านบทวิจารณ์ ลองดูบทวิจารณ์ใน The Journal of American Folklore

ส่วนถ้าใครสนใจจะลองอ่านของผมก็ยินดีมากครับ อยากให้ช่วยวิจารณ์ด้วย ผมไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้เลย สัปดาห์ที่แล้วอาจารย์ให้ความเห็นมาว่า งานครั้งก่อน ๆ ที่ส่งไป มันไม่อ่านแล้วไม่ค่อยเป็นความเรียงอย่างที่เขาตั้งใจจะให้เขียน มันดูเป็นหัวข้อ ๆ แยก ๆ กัน เหมือนประมาณ bullet point ในสไลด์ซะมากกว่า

(ขอบคุณคนรอบ ๆ ตัวที่เป็นห่วงเป็นใย เห็นผมเหมือนเครียด ๆ จริง ๆ ไม่ได้เครียดอะไรมาก แต่มันแนว ๆ ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังเสียมากกว่า รู้สึกงานมันเยอะ แล้วก็อยากให้ทุก ๆ อันมันออกมาดี ๆ กันหมด แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้นนะ)

technorati tags: , , ,

2008-06-08

Two Bits (book)

หนังสือ Two Bits: The Cultural Significance of Free Software โดย Christopher M. Kelty อาจารย์มานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยไรซ์

อ่านฟรี (PDF - ครีเอทีฟคอมมอนส์ by-nc-sa)

คำบรรยายสรรพคุณ จากใบปลิว:

Drawing on ethnographic research that took him from an Internet healthcare start-up company in Boston to media labs in Berlin to young entrepreneurs in Bangalore, Kelty describes the technologies and the moral vision that bind together hackers, geeks, lawyers, and other Free Software advocates. In each case, he shows how their practices and way of life include not only the sharing of software source code but also ways of conceptualizing openness, writing copyright licenses, coordinating collaboration, and proselytizing. By exploring in detail how these practices came together as the Free Software movement from the 1970s to the 1990s, Kelty also considers how it is possible to understand the new movements emerging from Free Software: projects such as Creative Commons, a nonprofit organization that creates copyright licenses, and Connexions, a project to create an online scholarly textbook commons.

[ ผ่าน anthropologi.info ]

technorati tags: , ,

2008-05-10

The Future of the Internet--and How to Stop It

อนาคตของอินเทอร์เน็ต และจะหยุดมันอย่างไร

เจอหนังสือเล่มนี้จากเว็บ EFF (มูลนิธิ Electronic Frontier Foundation — องค์กรต่างชาติ!)

The Future of the Internet—and How to Stop It
โดย Jonathan Zittrain
ศาสตราจารย์ด้านการปกครองและการวางระเบียบอินเทอร์เน็ต ที่ Oxford Internet Institute

หนังสือนี้อธิบายถึงกลจักรสำคัญที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเติบโตและแพร่หลายไปทั่วอย่างทุกวันนี้ และเผยให้เห็นว่า ปัญหาต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ ก็เกิดมาจากความสำเร็จอย่างรวดเร็วของอินเทอร์เน็ตเอง และโดยไม่รู้ตัว ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกันเองนี่แหละ ที่จะนำมันไปสู่ระบบที่ถูกล็อก ทำให้นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ก็จะถึงจุดจบ และนั่นก็จะนำไปสู่การควบคุมอินเทอร์เน็ตโดยคนไม่กี่กลุ่ม

หนังสือยกตัวอย่างถึง ไอพอด ไอโฟน เครื่องเล่นเกม เอกซ์บ็อกซ์ และกล่องรับทีวี ทิโว ซึ่งเป็นคลื่นลูกแรกของเครื่องใช้ที่ต่อกับอินเทอร์เน็ต ที่ไม่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปแก้ไขดัดแปลงมันได้โดยง่าย เว้นแต่จะเป็นผู้แทนจำหน่ายเท่านั้น “เครื่องใช้ที่ถูกพันธนาการ” นี้ ไม่ค่อยเป็นที่รู้กันนักว่าเกิดขึ้น แต่สิ่งที่มันทำนั้น ไม่ธรรมดา -- จีพีเอสถูกตั้งค่าใหม่ให้ดักรายงานความเคลื่อนไหวของผู้ใช้ตลอดเวลา เครื่องอัดวิดีโอดิจิทัลถูกสั่งให้ทำลายตัวเองจากระยะไกลหลังจากคดีฟ้องร้องผู้ผลิต แม้แต่แพลตฟอร์ม เว็บ 2.0 อย่าง กูเกิลแมชอัพ และ เฟซบุ๊ก โปรแกรมต่าง ๆ บนนั้น ก็สามารถถูกจับตามอง และถูกสั่งทำลาย จากศูนย์กลางได้เหมือน ๆ กัน และเนื่องจาก โปรแกรมและเครื่องใช้ที่ถูกพันธนาการเหล่านี้ กำลังเบียด เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปเรื่อย ๆ ธรรมชาติสูงสุดของอินเทอร์เน็ต - ความสามารถในการผลิตสร้างสิ่งใหม่ ๆ หรือนวัตกรรม - ก็อยู่ในความเสี่ยง

ทิศทางของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างหนึ่ง ความอยู่รอดปลอดภัยของมันนั้น Zittrain บอกว่า ขึ้นอยู่กับผู้ใช้นับล้าน ๆ ของมันเอง ด้วยตัวอย่างจากเทคโนโลยีผลิตสร้างต่าง ๆ เช่น วิกิพีเดีย ที่จนถึงตอนนี้ยังรอดพ้นจากความสำเร็จของตัวเองมาได้ หนังสือเล่มนี้แสดงว่า เราจะสร้างเทคโนโลยีและโครงสร้างทางสังคมใหม่อย่างไร ที่จะอนุญาตให้ผู้ใช้ ทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ และสามารถร่วมมือ มีส่วนร่วมในทางแก้ต่าง ๆ และกลายเป็น “พลเน็ต” (netizen) อย่างแท้จริง

มีใครได้อ่านแล้ว (เมืองไทยมีขายที่ไหนมั่ง ?) หรือสนใจเรื่องเหล่านี้ คุยกันได้เลยครับ

ลิงก์ :

technorati tags: , , ,

2008-04-09

lost in the jungle of books, very happily

สงครามยังไม่จบ แต่เราก็นับศพทหารไปเรื่อย ๆ ... เนื่องในโอกาสงานหนังสือ - หนังสือที่ได้มาเมื่อราวสองสามเดือนที่ผ่านมา (พยายามเรียงตามลำดับที่ได้มา ยิ่งบนยิ่งใหม่):

งานหนังสือ ครั้งแรก/2551:

(โฉบผ่าน open แบบรีบ ๆ คนเยอะมาก เลยขอบาย ครั้งนี้ซื้อหนังสือเก่าเยอะ)

  • ดีไซน์ + คัลเจอร์ - ประชา สุวีรานนท์ - ฟ้าเดียวกัน [310 หน้า สี่สีทั้งเล่ม ราคา 300 บาท! งานนี้ทำ “เอากล่อง”! จริง ๆ ครับ ในงานลดอีก 20% เหลือ 240 บาท ไม่อยากจะเชื่อ] [พระเอกของงาน]
  • 101 Thai Forms - วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร - 4d
  • What is art ? - ลีโอ ตอลสรอย เขียน, สิทธิชัย แสงกระจ่าง แปล - โอเพ่นบุ๊คส์
  • นิทเช่ [ชุด Introducing] - Laurence Gane เขียน, Kitty Chan ภาพประกอบ, เทพทวี โชควศิน แปล - มูลนิธิเด็ก
  • ลัช ฉบับคร่อมข้ามวัฒนธรรม ปีที่ 4 ฉบับที่ 8 มีนาคม 2551 - หวีกล้วย
  • Underground Buleteen #1, 2, 13 - วารสารหนังสือใต้ดิน
  • เศรษฐกิจของทรัพย์สินเชิงสัญลักษณ์ - ปิแยร์ บูร์ดิเยอ เขียน, ชนิดา เสงี่ยมไพศาลสุข แปล, นพพร ประชากุล บรรณาธิการ - คบไฟ
  • ตามใจฉัน-ตามใจท่าน: ว่าด้วยการวิจารณ์และการวิจัย - เจตนา นาควัชระ - คมบาง
  • สื่อมวลชนบนเส้นทางทุนนิยม - ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ บรรณาธิการ - ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม: บันทึกของทูตญี่ปุ่นผู้เห็นเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 - ยาสุกิจิ ยาตาเบ เขียน, เออิจ มูราซิมา และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ แปล - ศิลปวัฒนธรรม/มติชน
  • ทางแพร่งและพงหนาม: ทางผ่านสู่ประชาธิปไตย - เกษียร เตชะพีระ - มติชน
  • ทักษิณา-ประชานิยม - เอนก เหล่าธรรมทัศน์ - มติชน [50%]
  • ทักษิโณมิกส์: ทักษิโณมิกส์และ CEO ประเทศไทย - ปราณ พิสิฐเศรษฐการ - มติชน [50 บาท!]
  • ทักษิโณมิกส์ 2: ทักษิโณมิกส์กับนโยบายสังคม - ปราณ พิสิฐเศรษฐการ - มติชน [50 บาท!]
  • ทักษิโณมิกส์ 3: ทักษิโณมิกส์บนเวทีเอเชียและโลก - ปราณ พิสิฐเศรษฐการ - มติชน [50 บาท!]
  • บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า - สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ - มติชน [50 บาท!]
  • จากครรภ์มารดาถึงสุสาน หรือ ระบบความมั่นคงทางสังคม - เมธี ดุลยจินดา - ดวงกมล [5 เล่ม 100]
  • คนงานก็มีหัวใจ หรือ การคุ้มครองแรงงาน - เมธี ดุลยจินดา - ดวงกมล [5 เล่ม 100]
  • ใครจะยอมอดตาย หรือ เรื่องของค่าจ้าง - เมธี ดุลยจินดา - ดวงกมล [5 เล่ม 100]
  • เหนื่อยตายดีกว่าอดตาย - เมธี ดุลยจินดา - ดวงกมล [5 เล่ม 100]
  • ขายดวงดาว - สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ - ดวงกมล [5 เล่ม 100]
  • นักปลูกป่าแห่งดาวอังคาร - สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ - ดวงกมล [5 เล่ม 100]
  • อธิบายศัพท์ปรัชญาการเมืองและสังคม - วิทยากร เชียงกูล และ พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม - สายธาร
  • สิทธิมนุษยชน - อุดมศักดิ์ สินธิพงษ์ - วิญญูชน
  • หลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ - เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์ - วิญญูชน
  • นิติปรัชญาทางเลือก - สมชาย ปรีชาศิลปกุล - วิญญูชน
  • นิติศาสตร์นอกคอก - สมชาย ปรีชาศิลปกุล - วิญญูชน
  • นิติศาสตร์ไทยเชิงวิพากษ์ - สมชาย ปรีชาศิลปกุล - วิญญูชน
  • ภาษาอังกฤษเบื้องต้นสำหรับนักกฎหมาย - จันทรลักษณ โชติรัตนดิลก - วิญญูชน
  • ภาษาอังกฤษภาคปฏิบัติสำหรับนักกฎหมาย เล่ม 2 - แสน โพนไชยา - วิญญูชน

บูทหนังสือ การประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 7 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน):

  • อำนาจ พื้นที่ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์: การเมืองวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทย - ยศ สันตสมบัติ - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
  • รัฐจากมุมมองของชีวิตประจำวัน 1 - รวมบทความจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 6 - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
  • วัฒนธรรมคือความหมาย: ทฤษฎีและวิธีการของคลิฟฟอร์ด เกียร์ซ - อคิน รพีพัฒน์ - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

IT Book House ฟอร์จูนทาวเวอร์:

  • Pandora's Box: Social and Professional Issues of the Information Age - Andrew A. Adams และ Rachel J. McCrindle - Wiley

ดอกหญ้า สยาม:

  • สองเงาในเกาหลี - ทรงกลด บางยี่ขัน - a book

ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต:

  • ปรัชญาการเมืองเบื้องต้น: บทวิเคราะห์โสเกรตีส - สมบัติ จันทรวงศ์ - คบไฟ

ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ศาลาพระเกี้ยว:

  • ประวัติปรัชญาการเมือง เล่มที่ 2, 3 - ลีโอ สเตร๊าส์ และ โจเซ็ฟ คร็อฟซีย์ บรรณาธิการ, สมบัติ จันทรวงศ์ แปล - คบไฟ
  • คำและความคิดในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย - เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา, สิริพรรณ นกสวน, และ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล บรรณาธิการ - สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • คำและความคิดในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย เล่ม 2 - ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล และ เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา บรรณาธิการ - สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • การสื่อสารและการครอบงำทางวัฒนธรรม - เฮอร์เบิร์ต ไอ.ซิลเลอร์ เขียน, อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ แปล - โครงการสื่อสันติภาพ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • คู่มือการศึกษาประวัติศาสตร์โลกฉบับไม่งี่เง่า (The No-Nonsense Guide to World History) - คริส บราเซียร์ เขียน, ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล แปล - คบไฟ [ดีมาก ๆ - แนะนำ นี่คือประวัติศาสตร์โลกฉบับที่ไม่ได้เอาตะวันตกเป็นศูนย์กลาง(นัก)]

ได้มาพร้อมกับจดหมายบ๋ายบายจากนิตยสาร way (ข่าวอัพเดท, way กำลังจะกลับมา กลางปีนี้)

  • สิทธิบัตรยา: ยาใจคนรวย - กรรณิการ์ กิจติเวชกุล - กลุ่มศึกษาปัญหายา, มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา, องค์การหมอไร้พรมแดน

หยิบฟรีจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย:

  • อนาคตของสังคมประชาธิปไตย - โทมัส ไมเออร์ เขียน, นิโคล ไบรเออร์ บรรณาธิการร่วม, สมบัติ เบญจศิริมงคล แปล - มูลนิธิฟรีดรีค เอแบร์ท
  • บันทึกประวัติศาสตร์ พลังประชาชนต้านทุนนิยม (ดิบ) ฮุบสื่อ - ธีรเดช เอี่ยมสำราญ บรรณาธิการ - สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
  • ข่าวเจาะ-เจาะข่าว: ถอดประสบการณ์และเทคนิคข่าวเชิงสืบสวน - สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ข้างถนน ทางเดินไปพันธุ์ทิพย์พลาซ่า (มือสอง):

  • Net คาเฟ่คนเหงา - ประจวบ วังใจ - เนชั่น

คิโนะคูนิยะ เซ็นทรัลเวิลด์ (ชอบบรรยากาศสาขานี้):

  • การครอบงำและความหวาดกลัวในสังคมไทย - Andrew Turton เขียน, อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย แปล
  • “ชาติไทย” ในทัศนะปัญญาชนหัวก้าวหน้า - โสภา ชานะมูล - ศิลปวัฒนธรรม/มติชน [เล่มของอ.มะนาวที่ยืมมายังอยู่ที่บ้านเลย - -" ... พร้อม ๆ กับ Theories of the Information Society, by Frank Webster และ Cultural Resistance, by Stephen Duncombe ยังไม่คืนซักกะที - ลืมไปแล้วมั้งเนี่ย :P]
  • แรงงานวิจารณ์เจ้า: ประวัติศาสตร์ราษฎรผู้หาญกล้าท้าทายสมบูรณาญาสิทธิ์ไทย - ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์ - ศิลปวัฒนธรรม/มติชน

Still don't know how to do speed book reading, only know the speed book shopping. But dear, bookfair escapology lords, please don't help me, I do happy in this sin. Hell of books.

Sinners: kitty, thep, pittaya, fringer, otherside, exteen tag "งานหนังสือ", technorati tag "งานหนังสือ"

ในหูมีเพลง: ...ใจมันขอลุยลุยเข้าไปเราไม่มีถอย คอยจะมัวแต่คอยคงไม่แคล้วคอยเก้อ ก็มีมือตั้งมากมายมาตะกายเราก็กลัวเผลอ เรามันคงไม่เจอส้มหล่น — จนก็จนแต่เจ๋งเป็นนักเลงหัวใจ เราไม่เคยหวั่นไหว ใครจะใช้สตางค์ เงินไม่มีไม่สน ใจไม่จนซะอย่าง จะจริงจังทั้งใจให้เธอ ...

ปิดท้ายด้วยบล็อกโพสต์เมื่อครึ่งปีที่แล้ว โดย anukpn
I am What I am: งานหนังสือ กับข้อสังเกตเล็กๆ

technorati tags: , ,

2008-04-02

Language is What Culture Looks Like

Typographics อนิเมชันโดย Boca (a.k.a. Marcos Ceravolo) และ Ryan Uhrich หลักสูตรออกแบบดิจิทัล Vancouver Film School

ในตอนต้นของหนัง มีคำพูดนี้:

“Typography is What Language Looks Like”
— Ellen Lupton

Ellen Lupton เป็นนักออกแบบกราฟิก นักเขียน ภัณฑารักษ์ และนักการศึกษา เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มนักออกแบบ 33 คน ที่ร่วมลงชื่อในคำประกาศ First Things First 2000 manifesto (อ่าน) ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึง คุณค่า ของการออกแบบ นักออกแบบควรจะคำนึงถึงคำถามทางสังคมการเมืองหรือไม่ นักออกแบบควรจะวิพากษ์และประกาศจุดยืนในงานของตัวเองหรือไม่ ตัวอย่างเช่น จะไม่โฆษณาสินค้าหรืออุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายต่อสังคม ซึ่งนี่คือคำถามที่นำไปสู่คำถามในเชิงต่อสู้ที่ว่า นักออกแบบและการออกแบบ จะต้านทาน cultural hegemony การครอบงำผูกขาดทางวัฒนธรรม หรือไม่ อย่างไร

Thinking with Type คือหนังสือของเธอ ที่เกี่ยวกับไทโปกราฟี (typography)

ติดตามงานของเธอได้ที่บล็อก Ellen Lupton: Design Writing Research

ไปดูตัวพิมพ์โลดแล่นอย่างมีชีวิต และอย่าลืมว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างและถูกสร้างความหมายใหม่ ได้

Pulp Fiction in Typography:

Tramp Typography:

สนใจเรื่องไทโปกราฟี ลองค้นเน็ตดู มีเยอะแยะ อันนี้เป็นอันนึงที่เจอ I Love Typography

Designers who devote their efforts primarily to advertising, marketing and brand development are supporting, and implicitly endorsing, a mental environment so saturated with commercial messages that it is changing the very way citizen-consumers speak, think, feel, respond and interact. To some extent we are all helping draft a reductive and immeasurably harmful code of public discourse.

นักออกแบบที่ทุ่มเทอย่างถวายหัวเพื่อการโฆษณา การตลาด และการสร้างตราสินค้า กำลังสนับสนุนและรับรองโดยอ้อม ต่อภาวะแวดล้อมทางจิตใจที่เปี่ยมปรี่จนเกินรับไปด้วยถ้อยคำเชิงพาณิชย์ ซึ่งมันกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีที่ผู้บริโภค-พลเมือง พูด คิด รู้สึก ตอบสนอง และโต้ตอบ เกือบจะพูดได้ว่า พวกเราทั้งหมดกำลังช่วยร่างรหัสความเชื่อสาธารณะที่ก้าวถอยหลังและเป็นอันตรายอย่างหาที่สุดไม่ได้

— First Things First Manifesto 2000

โฆษณา: ดีไซน์ + คัลเจอร์ โดย ประชา สุวีรานนท์ สนพ.ฟ้าเดียวกัน ออกแล้ว! หนังสือแห่งปีของผม หยิบจับอ่านแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ตั้งใจทำมาก ๆ ลองไปหาอ่านไปที่งานหนังสือ บู๊ทฟ้าเดียวกัน (N13) และบู๊ทโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ads: Design + Culture by Pracha Suveeranont is out now! Published by Same Sky Books. — My Book of the Year.

Design + Culture

ปรับปรุง 2008.04.04: แก้ไขคำแปล “citizen-consumers” จาก “ลูกค้า-พลเมือง” เป็น “ผู้บริโภค-พลเมือง” และที่พิมพ์ตก เพิ่มรูปปกหนังสือ “ดีไซน์+คัลเจอร์”

technorati tags: , , ,

2008-01-26

Dr. Sa-nguan life and thoughts

จากหนังสือ งานกับอุดมคติของชีวิต นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ (หน้า 3-5)

... ผมเข้าร่วมขบวนการกิจกรรมนักศึกษาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จนกระทั่งขบวนการกิจกรรมนักศึกษาถูกทำลายในวันที่ 6 ตุลา พ.ศ. 2519 แม้ว่าจะไม่ใช่ประเภทมือไมค์ไฮปาร์ค ซึ่งไม่ใช่สไตล์ของนักศึกษามหิดล แต่เราก็มีรูปแบบกิจกรรมที่ไปเสริมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในแนวทางของเรา

ที่ผมมองว่าสังคมนักศึกษาขณะนั้นเป็นสังคมอุดมคติ ก็เพราะในขณะนั้นชีวิตนักศึกษาเป็นสังคมรวมหมู่ที่ทุกคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายอย่างเดียวกันก็คือ การที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรม และก็ทำให้ประเทศชาติเป็นประเทศที่มีความยุติธรรม ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกทอดทิ้ง

ผมจำได้ว่ารู้สึกรักและนับถือเพื่อนนักศึกษาหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้ที่ทุ่มเทชีวิตทั้งกายและใจเพื่อที่จะรับใช้ประชาชน ซึ่งแรงบันดาลใจและตัวอย่างจากคนเหล่านี้ ทำให้ผมมีแนวคิดและมีความฝังใจว่า อยากจะเห็นสังคมรวมหมู่ที่ดีที่ทุกคนแบ่งปันเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นฐานคิดที่สำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ว่า เราจะไม่ปล่อยให้พี่น้องในสังคมเดียวกันนี้ต้องป่วยตายและตายไปโดยไม่ได้รับการดูแลด้วยเหตุว่าเขาไม่มีเงิน

...

เมื่อมีการปราบปรามนักศึกษาผมเองก็มีชื่ออยู่ในบัญชีที่ต้องถูกจับกุมเช่นเดียวกับเพื่อนนักกิจกรรมคนอื่น ๆ อีกหลายคน ในเวลานั้นพวกเราแต่ละคนต้องตัดสินใจเลือกทางชีวิตของตัวเอง ในจำนวนไม่กี่ทางเลือกที่มี ผมตัดสินเลือกที่จะอยู่ต่อสู้ในเมืองต่อไป แม้ว่าต้องหลบซ่อนตัวอยู่ระยะหนึ่งก็ตาม ในขณะที่เพื่อน ๆ จำนวนหนึ่งเลือกที่จะไปจากเมืองเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล

...

นอกจากนั้น ความที่ผมไม่ถูกจับ แม้จะมีรายชื่อตามจับของทางการอยู่ ทำให้ผมไม่สามารถจะได้รับพระราชทานปริญญาบัตรต่อหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การรับปริญญาต่อหน้าพระพักตร์และมีรูปถ่ายไปติดที่บ้าน ถือเป็นค่านิยมของครอบครัวชนชั้นกลางซึ่งเป็นครอบครัวชาวจีน เป็นค่านิยมที่พ่อแม่จะภาคภูมิใจเป็นอันมาก ผมเองอยากจะให้ความภาคภูมิใจกับคุณพ่อคุณแม่ผมมาก และปราถนาอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสนั้น ในขณะนั้นผมถูกเรียกไปพบจากอาจารย์ผู้ที่รักและห่วงใยผมมากท่านหนึ่ง คือคณบดีคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ได้แก่ ศ.นพ. ทวี บุญโชติ ได้แจ้งกับผมว่าทางตำรวจได้แจ้งกับทางมหาวิทยาลัยว่า ผมจะต้องไปมอบตัวเนื่องจากผมเป็นผู้ที่มีรายชื่อว่าทางการตามจับอยู่ จากนั้น ผมก็จะเป็นอิสระ จะไม่มีผู้เฝ้าติดตาม และสามารถไปรับพระราชทานปริญญาต่อหน้าพระพักตร์ได้ นอกจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว ตำรวจยังส่งผู้บริหารโรงพยาบาลวชิรพยาบาลซึ่งผมทำงานอยู่มาเกลี้ยกล่อมผมด้วย ผมได้แจ้งกับผู้บริหารทั้งจากมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลวชิรพยาบาลอย่างสุภาพ แต่ดื้อรั้นว่า ผมไม่ได้ทำอะไรผิด การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาเป็นไปได้ด้วยความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองและประชาชน หากทางตำรวจเห็นว่าผมทำผิดและมีหมายจับอยู่ ก็มาจับกุมได้เลย ผมจะไม่หนีไปไหน แต่ผมจะไม่มีทางมอบตัวเด็ดขาด ผมยังได้บอกไปอีกว่า หากให้เลือกใหม่ได้ ผมก็คงยังเลือกทำแบบเดิมอีก (พูดง่าย ๆ ก็คือ ยืนยันว่าขบวนการนักศึกษาไม่ได้ทำอะไรผิดแม้จะถูกตามจับก็ไม่เสียใจ)

ทั้งหมดเป็นการพูดที่ออกไปจากความรู้สึกที่แท้จริงในขณะนั้น สุดท้ายผมจึงจบมหาวิทยาลัยไปทำงานต่างจังหวัดโดยไปรับปริญญาจากสำนักงานอธิการบดีเองในภายหลัง


สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เผยแพร่หนังสือ 3 เล่ม เพื่อเผยแพร่ข้อเขียนที่ทรงคุณค่าให้เป็นประโยชน์กับสังคม และสมทบ “กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เพื่องานมิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อสานต่อภารกิจครั้งสุดท้ายของนพ.สงวนต่อไป

สนใจ ติดต่อ
สำนักสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
โทร. 0-2831-4000 ต่อ 4134
และดาวน์โหลดที่เว็บสปสช. (หรือตามลิงก์ข้างบน)

ร่วมอาลัย นพ. สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ (18 มี.ค. 2495 - 18 ม.ค. 2551)

[ ลิงก์ สปสช. | ผ่าน หมวย ]

technorati tags: , , , ,

2008-01-04

2551

ปีที่ผ่านมา อ่านหนังสือ (หนังสือ นสพ. เว็บ ทุกอย่าง) น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (ซื้อมากขึ้น อ่านน้อยลง)

ความรู้ ไอเดียที่ได้จาก 2549 ดูจะใช้ไปหมดแล้วใน 2550

ส่วน 2551 นี้ ยังนึกไม่ออก ว่าจะเอาจากไหน เพราะที่เก็บมาใน 2550 ดูท่าจะไม่พอ

2549-2550 ทั้งปี ช่วงก่อนกลับมากรุงเทพ และหลังจากนั้นหนึ่งปี ดูจะเป็นช่วงที่กระจัดกระจายทางความคิดมาก สำหรับผม
วิ่งออกไปทุกทางที่อยากไป นึกถึง ไม่มีอะไรที่โฟกัสชัดเจนมาก ๆ

ปีนี้ควรจะลองเก็บเอาทุกอย่างที่ได้ลอง ได้เล่น ในสองปีที่ผ่านมา มาผสมกันให้มันตกผลึกมากกว่านี้เสียหน่อย ให้เวลากับเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้นานขึ้น มากขึ้น หนักขึ้น ลึกชึ้น

หรือไม่ก็หายไปเลย

technorati tags:

2007-10-23

seminar on Chairat's "Nation-State"

“รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่” — ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก
คู่กับ “วาทกรรมการพัฒนา” ของ อ.ไชยรัตน์ เช่นกัน


ขอเชิญเข้าร่วมเสวนาวิจารณ์หนังสือ

รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่
Nation-State and the New World (Dis)Order

วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2550
เวลา 13.30 – 17.00 น.
ห้อง 102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นำเสนอโดย:

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร [wp]
ภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

วิจารณ์โดย:

ดำเนินรายการโดย:

บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

จัดโดย:

[ ลิงก์ ฟ้าเดียวกัน | ผ่าน ประชาไท ]

technorati tags: , ,

2007-10-19

Three Laws of Thais (fictional)

[เรื่องแต่ง]

กฎสามข้อของหุ่นยนต์ (ตามที่ ไอแซค อาซิมอฟ เสนอ)

1. ต้องปกป้องมนุษย์
2. ต้องเชื่อฟังมนุษย์ เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 1
3. ต้องป้องกันตัวเอง เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 1 หรือ 2

(หมายเลขข้อ เป็นลำดับก่อนหลัง)

ภายหลังได้เพิ่มกฎข้อที่ศูนย์เข้าไป (จิสการ์ดเริ่มคิด และดานีลขบจนสำเร็จ) และปรับกฎที่เหลือ กลายเป็น

0. ต้องปกป้องมนุษยชาติ
1. ต้องปกป้องมนุษย์ เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 0
2. ต้องเชื่อฟังมนุษย์ เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 0 หรือ 1
3. ต้องป้องกันตัวเอง เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 0, 1 หรือ 2

[คำอธิบายคือ หากไม่มีมนุษยชาติ ก็ไม่มีที่เหลือ]

----

กฎสามข้อของคนไทย (ตามที่ บทบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ 11 ต.ค. 2550 เสนอ)

1. ต้องปกป้องสถาบันชาติ
2. ต้องปกป้องสถาบันศาสน์
3. ต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์

(หมายเลขข้อใส่ไว้เพื่ออ้างอิง ไม่ได้เป็นลำดับก่อนหลัง)

ดานีล*อาจคิดว่าควรจะมีกฎข้อที่ศูนย์ด้วย

0. ต้องปกป้องสถาบันประชาชน

[ด้วยคำอธิบายเดียวกัน]


----

*หมายเหตุ: ทั้ง ห. ดานีล โอลิวาล์ว และ ห. จิสการ์ด ราเวนตอล์ฟ เป็นหุ่นยนต์ไร้สัญชาติ – ไม่ใช่ทั้งคน ไม่ใช่ทั้งไทย — ถ้าคิดตามบทบรรณาธิการฯ ดังกล่าวก็คือ ไม่มีทางเข้าใจประเทศไทยอันแสนพิเศษนี้ดอก




ติดตามนิยายวิทยาศาสตร์คสาสสิกของ ไอแซค อาซิมอฟ และนักเขียนท่านอื่น ๆ ได้ในงานหนังสือ 17-28 ตุลานี้ครับ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูท W02 โซนเอทเรียม มีเรื่องแปลเรื่องใหม่ออกมาแล้วด้วยคือ “วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ” (ชื่ออังกฤษ: Speaker for the Dead - ภาคต่อของ Ender's Game) แปลโดย อ.ยรรยง เต็งอำนวย เช่นเคย

Speaker for the Dead book cover

และสำหรับผู้สนใจ พูดคุยเรื่องนิยายวิทยาศาสตร์ได้ที่เมลกลุ่ม secondfoundation#googlegroups.com



โพสต์นี้ เพื่อสนับสนุน ‘อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา’ ผู้เขียนบทความ 'สื่อ' ที่เสนอให้จำกัดเสรีภาพ? ตอบกลับบทบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550
และสนับสนุนบทความดังกล่าว ด้วยการ
“ขอยืนหยัดคัดค้าน[บทบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์]อย่างสุดกำลัง”

technorati tags: , ,

2007-10-10

reflexelfer

ในวาระครบรอบหนึ่งปีที่เมืองไทย (และในโอกาสที่บังเอิญได้ของดีมาชิ้นหนึ่ง) ผมมีความยินดีที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสำรวจตรวจตราตนเอง (be reflexive) กับเพื่อนๆ ทุกคน-ที่หลงเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้

จากข้อเขียนที่ได้อ่าน ความคิดที่ได้สัมผัส หรืออากัปกริยาเมื่อได้พบเจอกัน
ผมใคร่รู้สิ่งที่ไม่ดี ไม่เหมาะ ไม่ควร ไม่ชอบ ฯลฯ ของตัวผม ในความคิดมุมมองของคุณ
(กิจกรรมนี้ผมเคยทำเมื่อตอนไปเขาชนไก่กับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนเมื่อนานมาแล้ว นัยว่าเลียนแบบมาจากที่สงฆ์เขาทำกันเมื่อเข้าพรรษา)

เยอะครับ นอกจากเรื่องโลเล เอาแน่เอานอนไม่ได้ มาสายประจำแล้ว ก็ยังมีอีกสารพัดจุกจิก ขวางหูขวางตา งี่เง่าไม่เข้าท่าอีกเยอะ

พิมพ์ส่งกันมาได้หมด ในช่องความเห็นด้านล่างนี้ เพื่อทุกคนได้อ่าน
(หรือหากไม่สะดวก อยากให้ผมอ่านเป็นการส่วนตัว ส่งเมลมาที่ art *at* siit /dot/ net)

แน่นอน ดังที่สงฆ์ท่านปฏิบัติ ใด ๆ ที่กล่าวตักเตือนกันนี้ ผมถือเป็นประโยชน์ต่อตัวผม และจะไม่ถือโทษโกรธใด ๆ เด็ดขาด

และด้วยความขอบคุณมาก ๆ ที่ทุก ๆ คน จะช่วยว่ากล่าวตักเตือน วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นรู้สึกกัน ... ในโอกาสนี้ ผมขอมอบหนังสือ
“ค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม” (โดย ส.ศิวรักษ์ - หนังสือที่กำลังถูกแบนอยู่ตอนนี้); และ
“20 ปี ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์” (จัดพิมพ์โดย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
แก่สองความเห็นที่จริงใจจนแทงใจดำ ทำผมมือสั่น พลันจะร้องไห้ด้วยความตื้นตันได้มากที่สุด :)
(เป็น ‘ของขวัญ’ ไม่ใช่ ‘รางวัล’ — นี่ไม่ใช่การประกวดนะ)

เปิดรับไปเรื่อย ๆ จนหมด เดือนตุลา นี้ละกัน :D
... เรียนเชิญ

(จะถูกสันติบาลจับไหมนี่ ? :P)

ป.ล. เรื่องที่อยู่จัดส่ง เดี๋ยวจะติดต่อกันทีหลัง ต่างประเทศก็ส่ง ขอให้ไปรษณีย์ไปถึงเถอะ

technorati tags: ,

2007-04-21

Criticism

ที่เคยว่าไว้ เรื่องมีหนังสือเกี่ยวกับการวิจารณ์เยอะแยะเลย ในงานหนังสือที่ผ่านมา

วันนี้เอารายการมาให้ดูดีกว่า เกือบทั้งหมดเอามาจากรายชื่อหนังสือ จากบูทของ สกว.

(ไม่รู้จะพิมพ์เองทำไม หากูเกิลปุ๊ปก็เจอแล้ว ไฟล์ Excel)

ถ้าจะสร้างสรรค์อะไรออกมา แต่ไม่ยอมให้ถูกวิจารณ์ รับไม่ได้ ก็อย่าเผยแพร่มันเลย เก็บไว้กับตัวเถอะ ผมคิดอย่างนั้น

นักชิม ก็เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะในตัวมันเองอย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อครัวเอง

งานสร้างสรรค์ ก็มีชีวิตของมันเอง เมื่อตัวอักษรหลุดออกจากปากกา ความคิดกลายเป็นคำพูด มันก็มีชีวิตของมันเอง
คนอื่นจะซึมซับตีความมันอย่างไร ก็เป็นเรื่องของพวกเขาแล้ว เราไม่มีสิทธิ์ และไม่สามารถ ไปบังคับตัวงานหรือตัวผู้เสพงานได้

วันนี้ไปผับแนวอังกฤษแถวทองหล่อ 13 ดีนะ

technorati tags: ,