ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)
Showing posts with label free culture. Show all posts
Showing posts with label free culture. Show all posts

2011-01-31

Francis Ford Coppola: "Who Says Artists Have to Make Money?"

ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ผู้กำกับ Godfather ให้สัมภาษณ์เว็บไซต์ 99%, ถาม ใครบอกว่าศิลปินต้องทำงานเพื่อเงิน? (สัมภาษณ์โดย @Aristonian)

คุณต้องจำไว้ว่ามันแค่ไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง, ถ้ามันมากขนาดนั้น, ที่ศิลปินทำงานด้วยเงิน. ศิลปินไม่เคยได้เงิน. ศิลปินมีผู้อุปถัมภ์, ไม่เจ้าเมือง ก็ดยุคแห่งไวมาร์ หรือที่ไหนสักแห่ง, หรือศาสนจักร, หรือโป๊ป. หรือไม่เขาก็มีงานอีกงานหนึ่ง. ผมมีงานอีกงาน. ผมทำหนัง. ไม่มีใครบอกผมให้ทำอะไร. แต่ผมทำเงินจากอุตสาหกรรมไวน์. คุณทำงานอีกงาน แล้วตื่นตีห้าเพื่อเขียนบทของคุณ.

ความคิดที่ว่าเมทัลลิกาหรือนักร้องวงร็อคแอนด์โรลอะไรก็ตามจะรวย, มันไม่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว. เพราะ, ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุคใหม่, ศิลปะอาจจะเป็นของฟรี. นักเรียนพวกนั้นอาจจะถูกต้องก็ได้. พวกเขาควรจะโหลดเพลงและหนังได้. ผมจะถูกยิงที่พูดแบบนี้. แต่ใครบอกว่าเราต้องจ่ายเงินเพื่อศิลปะ? และดังนั้น, ใครบอกว่าศิลปินต้องหาเงิน?

ในสมัยก่อน, 200 ปีที่แล้ว, ถ้าคุณเป็นนักแต่งเพลง, ทางเดียวที่คุณจะทำเงินได้คือเดินทางกับคณะออเคสตรา และเป็นผู้ควบคุมวง, เพราะนั่นจะทำให้คุณได้รับเงินในฐานะนักดนตรี. มันไม่มีการบันทึกเสียง. มันไม่มีค่าลิขสิทธิ์. ดังนั้นผมจะพูดว่า พยายามแยกความคิดเรื่องภาพยนตร์ออกจากความคิดเรื่องการหาเงินและหาเลี้ยงชีพ. เพราะมันมีทางอื่นอยู่.

จาก 99% Francis Ford Coppola: On Risk, Money, Craft & Collaboration ผ่าน OSNews

ผู้อุปถัมภ์ปัจจุบันนี้ คือแฟน ๆ ? คอนเสิร์ต ? ดิจิทัลดาวน์โหลด ?

technorati tags: , ,

2010-03-29

bangspace - a Bangkok hackerspace

It's already three months, since Bangkok's hackerspace - "bangspace" opens its doors to hacker community in Bangkok. It's a slow start, but we getting more and more people who show interest of joining the space. Everybody are welcome to join the space, membership is also welcome. The hackerspace is just on Ekamai 2, walking distant from skytrain (BTS Ekamai).

Some of the bangspace members now starts a project to build UAV RC Airplane together, using ardupilot hardware.

แบงสเปซ - แฮกเกอร์สเปซ กรุงเทพ เป็นพื้นที่สำหรับแฮกเกอร์ได้มาเล่นมาแลกเปลี่ยนกัน ตอนนี้กำลังเริ่มโปรเจกต์สร้างเครื่องบินบังคับด้วยบอร์ด Arduino ใครสนใจไปร่วมเล่นได้ ที่ เอกมัย ซอย 2 ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าบีทีเอส


View Bangkok Hackerspace in a larger map

For other hackerspaces in Thailand, there's probably the upcoming Chiang Mai Commons.

technorati tags: , , , , ,

2009-12-03

repost: Theppitak on "Opensource Mindset"

พบสิ่งบันเทิงใจจาก Planet TLWG

พี่เทพ โพสต์เล่าเรื่องบทความ การคิดแบบโอเพนซอร์ส (Open Source Thinking) ใน วารสาร OpenSource2Day ฉบับที่ 13 และย้อนอ้างถึงโพสต์ที่พี่เทพเคยเขียนไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมโอเพ่นซอร์ส

อาจารย์ [อ.ธวัชชัย เอี่ยมไพโรจน์ แห่ง ม.บูรพา] ได้เปรียบเทียบพฤติกรรมของนิสิตนักศึกษาบางกลุ่มที่ไม่ค่อยลงแรงอะไรกับวิชาเรียน กับ mindset ของ "ผู้ที่มีความเชื่อในโอเพนซอร์ส" ว่าแตกต่างกันปานใด ซึ่งอาจารย์ได้สาธยาย mindset ดังกล่าวไว้ได้ชัดเจนครบถ้วน เลยขอยกมากล่าวถึงในที่นี้บางส่วน ตัวอย่างเช่น:

ผู้ที่มีความเชื่อในโอเพนซอร์ส จะใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แม้จะมีซอฟต์แวร์ที่ดีกว่าให้ใช้ เพราะเขาต้องการซอร์สโค้ด (อันที่จริง อาจจะพูดได้อีกอย่างว่า ต้องการเสรีภาพ สำหรับผม ผมใช้คำว่า "ใช้แล้วสบายใจ" เพราะการมีซอร์สโค้ดก็หมายความว่า ผมจะสามารถดัดแปลงซ่อมแซมอะไรเองได้ ซอฟต์แวร์เป็นของผมอย่างเต็มที่)

ผู้ที่มีความเชื่อในโอเพนซอร์ส จะมีปฏิกิริยาเชิงรุกเมื่อพบปัญหา โดยจะพยายามค้นหาวิธีแก้จากอินเทอร์เน็ต อ่านเอกสาร ทดลองทำ หรือกระทั่งนั่งดีบั๊ก แต่ก็ไม่ได้ทำอย่างนี้กับทุกเรื่อง จะทำเฉพาะในโปรแกรมที่สนใจ

คนโอเพนซอร์สจะเข้าร่วมวงสนทนา เช่น mailing list เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนอื่น และทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างทักษะการแก้ปัญหา

[...]

ก็พอดีกับที่ วีร์ โพสต์เรื่อง double click เพื่อเลือกคำเดียวใน Firefox หลังจากที่ไปถามไว้ในเมลกลุ่ม Thai Linux/FOSS developers

----

ผมเคยรวบรวมข้อเขียน บทความ บทแปลต่าง ๆ เกี่ยวกับชุมชนโอเพ่นซอร์สในไทย ที่หลาย ๆ คนเคยเขียนเคยพูด เอาไว้ที่ Thailand, FOSS, and Community และพี่เทพเคยสรุปประเด็นที่หลาย ๆ คนเคยมาแชร์กันไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ในงาน TLUG: TLUG Resurrection (ในลิงก์ก่อนหน้านี้ มีวีดิโอบางส่วนจากงานนี้ด้วย)

ขยับมาใกล้กว่านั้น เคยคุยกับพี่เทพและอีกหลายคนผ่านบล็อกโพสต์แบบมาเป็นชุด PostcardwareThe Condition of Free CultureFree Culture

และเร็ว ๆ นี้เอง พี่เทพได้โพสต์เรื่องกลุ่มผู้ใช้ซอฟต์แวร์สามกลุ่ม ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องโอเพ่นซอร์สด้วย พร้อมรูปประกอบ ผมว่าอธิบายภาพได้ชัดเจนดี Romance of the Three (Software) Kingdoms

... ผมคิดว่าการสื่อสารเรื่องเหล่านี้และพูดคุยลักษณะนี้นี่แหละ ที่ไม่ได้อยู่ในโครงการส่งเสริมโอเพ่นซอร์สต่าง ๆ ที่รัฐได้สนับสนุนในช่วงผ่านมา เรามีฮาร์ดแวร์แล้ว มีซอฟต์แวร์แล้ว ขาดก็แต่อะไรซักอย่างแวร์ในหัวเรานี่แหละ ...

technorati tags: , , ,

2009-04-28

The Condition of Free Culture

(เงื่อนไขสู่วัฒนธรรมเสรี)

ขอคิดต่อจากพี่เทพ

...

เป็นไปได้ว่า เหตุหนึ่งที่ free culture หรือ วัฒนธรรมเสรี นั้นยังไม่แพร่หลายหรือไปไม่ถึงไหนในบางสังคม ก็เพราะ วัฒนธรรมในสังคมนั้น ๆ ไปกันไม่ได้กับแนวคิด เสรี เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมเสรี

...

เสรี = ไม่ต้องขออนุญาต

คุณสมบัติหลักของ สัญญาอนุญาตแบบเปิด (open licenses) ก็คือ การผู้นำไปใช้ไม่ต้องขออนุญาตผู้ถือครองลิขสิทธิ์

เพียงผู้นำไปใช้ ตกลงยินดีที่จะทำตามเงื่อนไข ที่ทางผู้ถือครองลิขสิทธิ์ประกาศเอาไว้แล้ว-อย่างชัดแจ้ง-ต่อสาธารณะ เขาก็มีสิทธิจะใช้งานนั้นในทันที

สิ่งนี้แปลว่า ถ้าคุณทำตามกติกาเดียวกัน ข้อตกลงเดียวกัน คุณก็จะได้รับการปฏิบัติเหมือน ๆ กัน

แต่สิ่งง่าย ๆ แบบนั้น ก็อาจจะเป็นเรื่องลำบากในสังคมหลายมาตรฐาน ที่กติกาเดียวกันก็มักจะให้ผลกับคนกลุ่มต่าง ๆ ต่างกัน

...

เป็นไปได้เช่นกันว่า เหตุหนึ่งที่วัฒนธรรมเสรี นั้นถูกเข้าใจเพี้ยน ๆ ไป เช่นว่า เสรี ก็คือ ให้ใช้ฟรี แค่ขออนุญาตกันก็พอ นั้นก็เพราะ ความมี ความเป็น authority เป็นเรื่องสำคัญในสังคมนั้น หรือ สังคมนั้นโน้มเอียงไปทางสังคมอุปถัมภ์

ความจำเป็นต้องอนุญาต นั้นแปลว่า จะยังต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มีอำนาจมากกว่าอีกฝ่ายเสมอ นอกจากนี้มันยังมีแง่มุมของการรวมศูนย์ (centralized) สู่ผู้ให้อนุญาต

ผู้ให้อนุญาตนี้เอง ที่จะเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดตัดสินว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ — ซึ่งสิ่งนี้เช่นกัน ก็ไปกันไม่ได้กับเรื่อง ถ้าทำตามกติกาเดียวกัน ก็ควรรับผลเดียวกันเสมอกัน

เพราะความมี ความเป็น authority ที่ใหญ่กว่ากติกานั้น พูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ฉันคือกฎ

อยากจะอนุญาตคนนี้ แต่ไม่อนุญาตคนนั้น มีอะไรไหม ?

...

เสรี != (ไม่เท่ากับ) ไม่ต้องเสียเงิน

ดังที่ได้กล่าวไป การที่ผู้ใช้นำงานในสัญญาอนุญาตแบบเปิดไปใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ก็เพราะเขาได้ทำตามกติกาที่ทั้งตัวเขาเองและผู้ถือครองลิขสิทธิ์ต่างก็พอใจ

สิ่งนี้คือการแลกเปลี่ยนบนฐานของความพอใจและสมัครใจของทั้งสองฝ่าย — เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่าความเกื้อกูลระหว่างกันได้ แต่ที่แน่นอนคือ มันไม่ใช่ความเมตตา ไม่ใช่การทำบุญ ไม่ใช่การให้ทาน และไม่ใช่เรื่องบุญคุณ

(ทัศนคติของ องค์กรที่ บริจาค โค้ดเป็นโอเพนซอร์สแก่สาธารณะและให้ชุมชนมาร่วมทำงานด้วย กับ องค์กรที่ ส่งต่อ โค้ดเป็นโอเพนซอร์สแก่สาธารณะและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนในการทำงาน จึงเป็นสองทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างมาก)

ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้นำงานไปใช้และผู้ให้ใช้งาน ในวัฒนธรรมเสรี จึงเป็นไปในลักษณะเท่าเทียมเสมอกัน นั่นคือ ต่างก็เป็น peer กัน แลกเปลี่ยนกันในฐานะความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน

ซึ่งความเป็น peer ที่เสมอกันนี้เอง ที่ก็ไปกันไม่ได้อีก กับเรื่อง authority หรือความสัมพันธ์แบบมีระดับ (client/server, master/slave, ...)

ความต้องการสร้างบุญคุณบารมี และ อำนาจในการอนุญาต (อย่างรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) จึงอาจจะเป็นอีกเหตุ ที่แนวคิดเสรี ใน วัฒนธรรมเสรี อาจจะไปกันไม่ได้กับ สังคมอุปถัมภ์ และ สังคมลำดับชั้น

...

เช่นนี้แล้ว ในทางหนึ่ง ขบวนการวัฒนธรรมเสรี (free culture movement) จึงอาจจะจำเป็นอยู่เอง ที่นอกเหนือจากความพยายามในการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาให้มีความเป็นธรรมเสมอภาคขึ้นกว่าเดิมหรือสร้างทางเลือกใหม่ เช่น เนื้อหาแบบเปิดต่าง ๆ แล้ว ก็อาจต้องเข้าร่วมกับการปฏิรูปสังคมโดยรวม เพื่อผลักดันสภาพของสังคม ให้เอื้อกับ แนวคิด เสรี ด้วย

เพราะตัววัฒนธรรมเสรีนั้นไม่ได้อยู่อย่างลอย ๆ หากสัมพันธ์โต้ตอบต่อรองกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ในสังคม การเกิดและดำรงอยู่ของวัฒนธรรมเสรีจึงจำเป็นต้องมีสภาพที่เอื้อให้มันทำเช่นนั้นได้

...

โลกอีกแบบนั้นเป็นไปได้ แค่เปิดฝา แล้วก็แฮ็กมัน

technorati tags: , , ,

2009-03-31

[2 Apr] Official launch Creative Commons Thailand Licenses @ BACC

โครงการซีซีไทย เปิดตัว สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์สำหรับประเทศไทย
พฤหัส 2 เมษายน 2552 13:00-16:00 น.
@ ห้องประชุม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (แยกปทุมวัน ตรงข้าม MBK)

ขอเชิญทุกท่านที่สนใจในการเผยแพร่งานให้สาธารณะได้ใช้งานและพัฒนาต่อยอด ร่วมหรือส่งตัวแทนร่วมงานเปิดตัวสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์สำหรับประเทศไทย ไม่ว่าคุณจะเป็น บล็อกเกอร์ นักเขียน นักถ่ายภาพ นักสร้างหนัง นักแต่งเพลง นักดนตรี หน่วยงานที่ต้องการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ องค์กรสาธารณประโยชน์ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ คลังข้อมูล เว็บไซต์เพื่อการศึกษา ผู้ให้บริการเนื้อหาพื้นที่บล็อก เว็บบอร์ด ฯลฯ

  • รู้จักสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบต่าง ๆ แนวทางการเลือกใช้สัญญาอนุญาตแต่ละแบบ พร้อมตัวอย่าง
  • วิธีการใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์กับงานแต่ละประเภท เช่น งานเขียน บล็อก ดนตรี วีดิโอ งานรีมิกซ์ งานวิจัย สื่อการศึกษา ฯลฯ
  • รู้จักเพื่อน ๆ และหน่วยงานที่สนใจครีเอทีฟคอมมอนส์และแนวคิดวัฒนธรรมเสรี
  • พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในประเด็นวัฒนธรรมเสรีและการเผยแพร่เนื้อหาแบบเปิด (open content) กับผู้เชี่ยวชาญทรัพย์สินทางปัญญา ศิลปินผู้สร้างงาน และผู้เผยแพร่เนื้อหา

ในวงเสวนาพบกับ คนทำหนัง นักเขียน ผู้บริหารเว็บบอร์ด นักกฎหมาย นักลงทุนเพื่อสังคม และนักวัฒนธรรมศึกษา มาพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ ครีเอทีฟคอมมอนส์ โมเดลการจัดกระจายเนื้อหาแบบเปิด และวัฒนธรรมเสรี

รายละเอียดเพิ่มเติม ที่เว็บไซต์ครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย http://cc.in.th

technorati tags: , ,

2009-03-19

[29 Mar] TNN's brown bag meeting ชิมไปบ่นไป

เครือข่ายพลเมืองเน็ต นัดคุยไปกินไป ครั้งที่ 1
ณ ห้องประชุม GM Hall ศศนิเวศ (ตรงข้ามเรือนไทย)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ด้านข้าง MBK)
อาทิตย์ 29 มีนาคม 2552
เปิดห้อง 12:30 น. เป็นต้นไป

พบปะในแบบ brown bag meeting ในมื้อเที่ยงวันอาทิตย์ ทุกคนนำของกินที่ชอบติดไม้ติดมือกันมา เราจะคุยกันไปกินกันไป มีเครื่องดื่มง่าย ๆ บริการ

หัวข้อกว้าง ๆ ที่ตั้งไว้คือ “เสรีภาพในโลกออนไลน์ ภายใต้ความย้อนแย้งของแนวคิดวัฒนธรรมเสรี vs กรอบเก่าๆของสังคมไทย อะไรคือสิ่งที่เราควรเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัว” โดยจะมีหลาย ๆ คนมาคุยกันในเรื่อง

  • “ทำไมเราต้องสนใจเสรีภาพของโลกออนไลน์”
  • อะไรคือความหมายของ วัฒนธรรมเสรี (free culture) และ ความเป็น พลเมือง ‘เน็ต’(netizen)
  • สื่อออนไลน์มีความต่างจากสื่อมวลชน ชุมชนเน็ตคือวัฒนธรรมใหม่ที่ต้องเปิดกว้างแต่ใช่ว่าจะไร้ขอบเขต
  • เสรีภาพคือเสรีภาพเราไม่ควรยอมจำนนต่อการจำกัดเสรีภาพนั้น
  • บทเรียนจาก “ประชาไท” ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อพื้นที่เสรี
  • เสรีภาพจะมีความหมาย ต้องมาคู่ความรับผิดชอบและการเคารพศักดิ์ศรี เสรีภาพของผู้อื่น
  • ทบทวนหลักการของเสรีภาพ จากนักปรัชญาสู่มาตรฐานสากล สู่แนวทางการปฏิบัติจริง
  • เสรีภาพ - ความรู้ - ความคิด กับจิตวิญญาณประชาธิปไตย

ก่อนปิดงาน ร่วมระดมความคิดเห็น “ก้าวต่อไปของเครือข่ายพลเมืองเน็ต”

กติกาเล็กน้อย

  • อยากให้ทุกคนเตรียมประเด็นเขียนใส่กระดาษเล็ก ๆ ถึงข้อเสนอในเรื่องการบังคับใช้ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ดีกว่าในปัจจุบัน คนละ 1 ข้อ เขียนมาจากบ้านหรือมาเขียนที่งานก็ได้ เราจะแปะบนบอร์ดและรวบรวมไปทำเป็นข้อเสนอต่อไป
  • ช่วงพูดคุยกัน ขอให้ทุกคน คุยไปกินไปเป็นหลัก คือแบบว่า ถ้าไม่กางจอคอมพิวเตอร์ได้ก็จะดีมากแต่ถ้าจำเป็นก็ไม่ว่ากันอ่ะ
  • จะมีการถ่ายทำ สัมภาษณ์ ท่านที่สมัครใจเป็นสื่อรณรงค์ของพลเมืองเน็ตต่อไป โปรดเตรียมเสื้อผ้าหน้าผมให้พร้อมถูกถ่ายทำด้วย!

RSVP ที่ 0-2691-0574 (ติดต่อ ต้อม) หรือ freethainetizen (at) gmail,com

technorati tags: ,

2008-12-01

ReadCamp logo and Free Culture movement

ในที่สุดก็มีคนวงกว้างออกไปทักเรื่องโลโก้รี้ดแคมป์ ในประเด็นลิขสิทธิ์ ที่เชื่อมถึงเรื่องคอมมอนส์ .. เย่ :)

ตอบในฐานะผู้ออกแบบโลโก้นะครับ

เรื่องลิขสิทธิ์นี้มีคนถามกันมาตลอด ตั้งแต่โลโก้ยังเห็นกันอยู่แค่สองคน ระหว่างการออกแบบ พอเมลไปขอความเห็นคนอื่น ๆ ว่าพอใช้ได้ไหม ก็มีทักเรื่องลิขสิทธิ์เช่นกัน

แต่ผมก็ยังยืนจะเอาอันนี้แหละ จะมีปรับก็แค่เรื่องช่องไฟนิด ๆ หน่อย ๆ แต่แนวคิดหลักคงเดิม ไม่ได้เปลี่ยน

พอเผยแพร่ออกไป ก็มีคนทักอีกเหมือนเคย จนในวันงานก็มีพี่คนนึงจากกองทุนไทยมาทัก และชวนคุยเรื่องนี้กัน ก็คุยกันอยู่ได้น่าจะครึ่งชั่วโมง ซึ่งที่คุยไปก็คล้าย ๆ กับที่เขียนลงในบล็อกนี้ครับ เดี๋ยวอ่านกันด้านล่าง พี่เขาเสนอให้เปิดเซสชันเรื่องนี้ด้วย (เอาป้ายบอกทางที่มีโลโก้รี้ดแคมป์ มาวงที่โลโก้ เขียนว่า “Is this freeware?” แปะที่ผนังเสนอหัวข้อ) แต่สุดท้ายได้คะแนนโหวตไม่ถึง เลยไม่ได้ถูกจัดลงตาราง ผมเองก็อยากจะคุยเหมือนกัน ตอนหลังเลยเอาไปแปะไว้ห้องสองต่อจากหัวข้อสุดท้ายในตาราง แต่ก็วิ่งไปวิ่งมา จนงานเลิกพอดี เป็นอันว่าไม่ได้คุย

วันอาทิตย์วันรุ่งขึ้น ตื่นมา ก็เลยจะเขียนบล็อกแทน เปิดคอนโทรลพาเนลของเวิร์ดเพรส ก็เห็นลิงก์เข้ามาจากบล็อกคุณ mnop พอดี ในเมลกลุ่มรี้ดแคมป์ Ford ก็แจ้งมาว่ามีคนทักนะ

โอเค มีคนรับประเด็นแล้ว เรามาคุยกัน

...

ในโลโก้นี้มีความประสงค์อยู่หลายอย่าง (บางอันก็กึ่ง ๆ วาระซ่อนเร้น ไม่ได้บอกคนอื่นก่อน :p)

อันแรกก็คือ ชวนดูว่าข้างในมันมีอะไร มันล้ออะไรอยู่บ้าง แล้วทำไมเราเห็นถึงมัน แล้วบางคนอาจจะไม่เห็น (ใครไม่เคยเห็นโลโก้พิซซ่าฮัทมาก่อน ก็คงไม่นึกถึง หรือในเรื่องเจ้าชายน้อยเอง ก็ยังมีคนเห็นไม่เหมือนกัน) อันนี้ก็ตามแนวคิดของงาน ของแต่ละอย่างอ่านได้หลายแบบ แล้วแต่คนอ่าน อำนาจอยู่ที่คนอ่าน-ด้วย

อันสองก็คือแนวคิด rip/read mix burn* ต่อจาก read แล้ว คุณ mix ดัดแปลงมันออกมาเป็นงานใหม่ได้ไหม สร้างเป็นของใหม่ที่อยู่บนฐานเก่า อันนี้เป็นฐานคิดของคอมมอนส์ที่อยู่บนเรื่องของทรัพย์สินร่วมกัน และการสร้างสรรค์งานดัดแปลง derivatives ตัวโลโก้ก็จะสื่อถึงว่า นี่ไง งานดัดแปลง อยู่บนฐานของความคิดคนอื่น ออกมาเป็นงานใหม่ (ซึ่งตัวมันเองก็จะถูกดัดแปลงต่อไปอีก เช่นที่ PRADT ทำ)

อย่างไรก็ตาม ครีเอทีฟคอมมอนส์ ไม่ได้สนับสนุนให้ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะถึงอย่างไรกลไกของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ก็ต้องทำงานอยู่บนกฎหมายลิขสิทธิ์ และภาพประกอบของเจ้าชายน้อยยังเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์อยู่

จึงนำไปสู่ประสงค์ที่สาม ที่เป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่นอกกรอบของครีเอทีฟคอมมอนส์ที่เป็นสัญญาอนุญาต แต่อยู่ในเป้าหมายของขบวนการวัฒนธรรมเสรี Free Culture movement คือ ท้าทายระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบันที่คุ้มครองผลงานกว้างและยาวจนเกินพอดี

ในกรณีนี้ การท้าทายคือการจงใจนำงานอันมีลิขสิทธิ์ มาดัดแปลงเป็นงานใหม่ ว่าง่าย ๆ คือ จงใจทำผิดกฎหมาย และจะยอมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวเพื่อ เปลี่ยนแปลงกฎหมาย ต่อไป - ดังเช่นที่ Rosa Parks หญิงผิวสี เคยทำผิดกฎหมาย ปฏิเสธคำสั่งของคนขับรถเมล์ ที่สั่งให้เธอลุกให้คนผิวขาวนั่ง เมื่อ ค.ศ. 1955 เธอถูกดำเนินคดี และเหตุการณ์นี้จุดประกายการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง และนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิพลเมือง (หรือถ้าเกิดกลายเป็นว่า การแก้ไขดัดแปลงนำมาใช้เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย นี่ก็จะเป็นการทดสอบลิมิตขีดจำกัด ว่าเส้นกฎหมายจำกัดถึงแค่ไหน เพื่อสร้างความชัดเจน และไม่ตกอยู่ในความคลุมเครือ-กลัว)

แน่นอนว่าการทำผิดกฎหมาย ย่อมได้รับการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วย แม้จากแนวคิดผู้ที่สนับสนุนแนวคิดครีเอทีฟคอมมอนส์

จึงนำไปสู่คำถามที่สี่ - คำถามพิเศษเพื่อทบทวนตัวเองต่อผู้สนับสนุนสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แต่ยังลังเลกับขบวนการวัฒนธรรมเสรี - คือ หากเราเห็นว่าไม่ควรนำงานในเจ้าชายน้อยมาใช้ในรูปแบบใด ๆ เลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนแล้วก็ตาม จะด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผูกพันรักชอบหรืออะไรก็แล้วแต่ หากใช้มาตรฐานเดียวกันนี้ กับกรณีดิสนีย์ ขบวนการวัฒนธรรมเสรีที่นำมาสู่ครีเอทีฟคอมมอนส์จะไม่เกิดขึ้นเลย

กรณีการ ‘abuse’ บิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมายลิขสิทธิ์ ด้วยการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายเวลาคุ้มครองลิขสิทธิ์ของตัวออกไปเรื่อย ๆ ของดิสนีย์และบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่ง นำมาสู่การต่อต้านและพัฒนาเป็นขบวนการวัฒนธรรมเสรี ต้นกำเนิดของสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (เป็นเรื่องโจ๊กเสียดสี ที่มีมูลความจริง ว่า กฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐจะถูกแก้ไขเพื่อขยายเวลาคุ้มครองทุก ๆ ครั้งที่การคุ้มครองตัวละครมิกกี้เมาส์ใกล้จะหมดอายุ จนกฎหมายขยายเวลาดังกล่าว มีชื่อเล่นว่า Mickey Mouse Protection Act)

คำถามที่สี่นี้ เป็นคำถามที่เตือนหรือตั้งคำถามว่า ครีเอทีฟคอมมอนส์จะดำเนินไปได้โดยไม่สนใจวัฒนธรรมเสรีอันเป็นรากของตัวหรือไม่ ? ถ้าได้ ไม่สนใจ แล้วครีเอทีฟคอมมอนส์จะเดินทางไปสู่อะไร ? สุดท้ายแล้วอะไรคือเป้าหมายของครีเอทีฟคอมมอนส์ ?

โดยภาพรวมของแนวคิดวัฒนธรรมเสรี Free Culture ก็คือ การปกป้องระบบนิเวศของการสร้างสรรค์เอาไว้ ด้วยการปกป้องผู้สร้างสรรค์อย่างพอดี ๆ ไม่น้อยเกินไปจนคนไม่อยากสร้างสรรค์อะไร แต่ก็ไม่มากเกินไปจนเสมือนไม่มีที่สิ้นสุด (ทั้งในแง่เวลาและแง่ความครอบคลุม) จนไปจำกัดการสร้างสรรค์ของคนใหม่ ๆ หรือทำให้เจ้าของงานเก่า ๆ รู้สึกว่าไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ อีกแล้ว

ในเรื่องการจำกัดความครอบคลุมของการคุ้มครอง นำมาสู่แนวคิด “สงวนสิทธิ์บางประการ” some rights reserved แทนที่จะเป็น “สงวนสิทธิ์ทั้งหมด” all rights reserved

ซึ่งการสงวนสิทธิ์ประการนี้ จะคุ้มครองสิทธิ์อันพึงมีพึงได้ของผู้สร้างสรรค์เอาไว้ ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้ผู้อื่น ๆ นำงานดังกล่าวไปใช้ไปแก้ไขดัดแปลงต่อเติมเป็นงานใหม่ได้ในทางปฏิบัติ (คือนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะการขออนุญาตนั้นมีราคาโสหุ้ย overhead ที่อาจจะไม่สามารถจ่ายได้ไหว ทั้งในรูปของเงินหรือเวลา เช่นกรณีศึกษาที่พบว่า การทำหนังเรื่องหนึ่งอาจมีต้นทุนทางกฎหมายและการดำเนินการขออนุญาตต่าง ๆ ถึงกึ่งหนึ่งของต้นทุนสร้างหนังทั้งหมด)

แนวคิดการสงวนสิทธิ์บางประการนี้ นำมาสู่สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ที่ใช้ความสมัครใจเข้าร่วม ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะให้แนวคิดสงวนสิทธิ์บางประการดังกล่าวมีตำแหน่ง fit in สวมอยู่ในระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบัน และใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการนำแนวคิดสงวนสิทธิ์บางประการให้เป็นความจริงได้นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์เท่านั้น ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่จะทำให้มันเป็นความจริงได้

พูดอย่างสรุป คือ

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ จะเป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ ด้วยการผลักดันให้งานเกิดใหม่มาใช้สัญญาอนุญาตแบบนี้ พร้อมชักชวนให้งานเก่า ๆ เปลี่ยนมาด้วย ตามความสมัครใจ - ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในระบบลิขสิทธิ์เดิม-ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวกฎหมายตัวระบบ คือโลกเดิมมันแย่แล้ว สร้างโลกใหม่ละกัน แล้วของเก่า ๆ ก็ค่อย ๆ อพยพ migrate มาเท่าที่จะทำได้ แบบนี้ก็เนียน ๆ หน่อยค่อยเป็นค่อยไป - เป็นวิวัฒนาการ evolution

ส่วนเป้าสูงสุดของขบวนการเคลื่อนไหววัฒนธรรมเสรีนั้น จะท้าทายระบบเดิม เพื่อนำไปสู่ระบบใหม่ ที่เชื่อว่าเป็นธรรมกับทุกฝ่ายกว่าเดิม คือจะเปลี่ยนโลกเดิมทั้งใบให้เป็นโลกใหม่เลย แบบนี้ก็รุนแรงหน่อย (และเป็นธรรมดาที่จะได้รับการต่อต้านมากหน่อย) - เป็นการปฏิวัติ revolution

“นักปฏิวัติท้ายที่สุดแล้วจะเป็นนักปฏิรูปที่ขยันที่สุด ก้าวหน้าที่สุด
ในทางตรงข้าม นักปฏิรูปหากทำการปฏิรูปเพียงลำพังโดยปราศจากเป้าในการปฏิวัติ
ก็จะเป็นผู้รักษาระบบแห่งการกดขี่ที่ขยันที่สุด อย่างขันแข็งที่สุดเช่นกัน”

โรซา ลุกเซมบวร์ก, นักทฤษฎีมาร์กซิสม์และนักปรัชญาสังคมชาวยิวเยอรมันเชื้อสายโปแลนด์ (สำนวนแปลโดย กลุ่มประกายไฟ)

หมายเหตุ : แม้ตัวผมเองนั้นได้ไปช่วยงานทางกลุ่มทำงานครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยด้วย แต่การทำโลโก้และจุดประสงค์ที่จะก่อให้เกิดประเด็นถกเถียง-ทบทวน จากประเด็นโลโก้นี้ ไม่ได้สอบถามทางกลุ่มครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยมาก่อนครับ

* คำว่า “Read Mix Burn” นี้ ที่เคยเกริ่น ๆ กับทีมงานไว้ในเมลฉบับหนึ่งช่วงเตรียมงาน (ช่วงคุยเรื่องชื่องาน) ว่าอยากให้งานมันเป็นซีรีส์ต่อเนื่อง : Read ก็ตามรี้ดแคมป์นี้ อ่าน วิพากษ์ ตีความ Mix คือเอางานมาผสมเล่าใหม่ในสื่อแบบต่าง ๆ Burn จะเป็นประเด็นสิ่งที่คนไม่อยากให้อ่าน หนังสือต้องห้าม หนังโดนแบน เว็บโดนบล็อค - Read Mix Burn นี้ ล้อสโลแกนในโฆษณา iPod+iTunes ของ Apple ที่ว่า Rip Mix Burn

[ จาก บล็อก ReadCamp ]

technorati tags: , , ,

2008-09-29

ReadCamp started (some how), call for SELF-organization ;)

คอนเซปต์ของ ReadCamp หรือ “กางมุ้งอ่าน” ก็ยังตามที่ทวีตคุย ๆ กัน และที่โพสต์ถามลงใน Culture Lab คือจะเป็นงานลักษณะ unconference ทำนอง BarCamp ที่ชวนผู้ร่วมงานมาเสนอเรื่องการ “อ่าน” แล้วก็แลกเปลี่ยนกัน

อ่าน หนังสือ. อ่าน หนัง. อ่าน เพลง. อ่าน โปสเตอร์. อ่าน โฆษณา. อ่าน เสื้อยืด. อ่าน พฤติกรรม. อ่าน trend. อ่าน วัฒนธรรม. อ่าน ปุ่มบนไมโครเวฟ user interface. อ่าน ตึก สถาปัตยกรรม. อ่าน การ์ตูน. อ่าน ภาพวาด งานศิลปะ. ... ...

นั่นคือ เป็น "อ่าน" ในความหมายที่กว้างที่สุดนั่นเอง. ทั้งการอ่านตามตัวบท ตีความ วิพากษ์ วิจารณ์ หรือกระทั่งรื้อแล้วเล่าใหม่.

การอ่านในความหมายกว้างนี้ เชิญชวนหรือเอาเข้าจริงก็อาจจะถึงขั้นเรียกร้องให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเขาอ่าน. ทำไมเขาถึงอ่านได้เช่นนั้น. อะไรทำให้เขามีทัศนคติหรือวิจารณ์งานชิ้นใดอย่างที่เขาทำ. ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร อะไรที่ทำให้ผู้เขียนสื่อเช่นนั้น. ไม่ว่าจะตอบได้หรือไม่ก็ตาม แต่การตั้งคำถามนี้จะนำไปสู่ความตระหนักที่ว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่ด้วยเหตุผลบางสิ่งเพื่อตอบคำถามบางอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอย่างที่มันเป็นอย่างไร้เดียงสา -- อย่างน้อยความหมายที่เราให้กับมันก็ไม่เคยไร้เดียงสา.

ด้วยการแสดงให้เห็น-ด้วยการลงมืออ่านด้วยกัน เราจะเห็นความเป็นไปได้ที่แตกต่าง/ขัดแย้งมากมายในการอ่าน และประสบการณ์จะค่อย ๆ ทำให้เราตระหนักว่าไม่มีการอ่านแบบใดหรือความหมายแบบไหนที่ถูกต้องที่สุด-ดีที่สุด. อำนาจในการอ่านเป็นของผู้อ่านแต่ละคน ไม่ใช่ของผู้ผูกขาดการอ่านรายไหน หรือกระทั่งผู้เขียน. ถ้าไม่ชอบใจเรื่องที่เขาเล่ามา เราก็รื้อมันซะ แล้วเล่าใหม่. ทำได้ และจริง ๆ เราก็ทำมันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว (ทีวีเล่าข่าวจากนสพ.ให้เราฟัง เราไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง .. ในทุกขั้นจริง ๆ แล้วมันก็มีการเขียนใหม่ - เลือกที่จะเล่าอะไร และไม่เล่าอะไร เพิ่มอะไรเข้าไป หรือเปลี่ยนลำดับเรื่องและวิธีการเล่า).

สิ่งต่าง ๆ ไม่ไร้เดียงสา. ผู้เขียน/สร้างก็ไม่ไร้เดียงสา และผู้อ่าน/ใช้ก็ไม่ไร้เดียงสา. ในทุก ๆ การอ่านมีการต่อรองอำนาจกันอยู่. เพื่อก้าวไปสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง ผู้อ่าน-ซึ่งอันที่จริงก็เป็นผู้เขียนในคนเดียวกัน-จำต้องหลุดไปจากอำนาจการอ่านของผู้อื่น และเปิดพรมแดนการอ่านและให้ความหมายของตัวเอง. เพราะ เสรีภาพในการอ่าน คือเสรีภาพขั้นต้นในการสร้างสรรค์.

งาน ReadCamp นี้ที่เราวางแผนกันนี้ ก็หวังว่าจะเป็นเวทีให้คนมาแลก "การอ่าน" ของตัวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศและขยายพรมแดนความคิดสร้างสรรค์.

งานนี้จะใช้ชื่อหลักว่า “ReadCamp” (รีดแคมป์) ล้อกับ BarCamp, โดยมีชื่อรองภาษาไทยว่า "ทุกอย่างอ่านได้". โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในช่วงปลายพฤศจิกายนนี้. เว็บไซต์อยู่ที่ http://culturelab.in.th/readcamp/

ใครสนใจ มาร่วมจัดกันครับ - ติดต่อพูดคุยกันได้ที่เมลกลุ่ม youfest (at) googlegroups.com (ต้องสมัครสมาชิกก่อนจึงจะส่งได้ ถ้าส่งแล้วมีปัญหาได้ไม่ได้อย่างไร ติดต่ออีเมล arthit (at) gmail (dot) com ได้ครับ)

[ โพสต์ครั้งแรก 2008.09.29 ใน ReadCamp ]

technorati tags: , , ,

2008-08-15

What is an alternative media ?

บางทีเราอาจจะต้องดีใจในบางขณะ ที่เราอยู่ในสถานะถูกควบคุมคุกคามเช่นนี้ เพราะนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า เรายังเป็นสื่อทางเลือกอยู่ และไม่ได้ลืมความเป็นตัวตนของเราไป

บางทีการเป็นสื่อทางเลือก อาจจะหมายถึง การทำให้ตัวเองอยู่ในฐานะหมิ่นเหม่ ท้าทาย “เป็นตัวปัญหากับความคิดกระแสหลัก” อยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ก็เป็นได้

เพราะที่สุดแล้ว สิ่งที่สื่อทางเลือกท้าย ไม่ได้เป็นสิ่งจำเพาะใด ๆ เป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นศาสนจักร สถาบัน วิทยาศาสตร์ ท้องถิ่น หรือโลกาภิวัฒน์ แต่สิ่งที่สื่อทางเลือกท้าท้าย ก็คือสิ่งที่เป็น “ปกติ” “ธรรมชาติ” ในสังคม

ในวันที่ศาสนจักรมีอำนาจเหนือสังคม สื่อทางเลือกคือเหล่านักวิทยาศาสตร์ผู้กล้าตายที่ประกาศว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างโลก มนุษย์กำหนดชะตากรรมตนเองได้ พวกเขาเป็นตัวปัญหาของสังคม หลายคนถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกศาสนานอกรีต และถูกเผาทั้งเป็น

เวลาผ่านไป ในวันหนึ่ง วันที่วิทยาศาสตร์ได้กลายเป็นวาทกรรมที่มีอำนาจเหนือสังคม สิ่งที่สื่อทางเลือกเสนอก็จะไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่เป็นคุณค่าที่วิทยาศาสตร์ได้กดทับมัน ในชื่อที่ผู้คนเหล่านี้สร้างคุณค่าใหม่ให้มันอีกครั้ง ในชื่อ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น”

และในวันที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ ได้กลายเป็นวาทกรรมหลักในสังคม ก็เป็นหน้าที่ของสื่อทางเลือกนี้แหละ ที่จะท้าทายภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ ด้วยชุดวาทกรรมท้าทายใหม่ ๆ

ทั้งหมดนี้เพราะอะไร ก็เพราะภารกิจของสื่อทางเลือกนั้น ไม่ใช่อะไรมากไปกว่า การเสนอทางเลือกให้กับสังคม

“นักปฏิวัติท้ายที่สุดแล้วจะเป็นนักปฏิรูปที่ขยันที่สุด ก้าวหน้าที่สุด
ในทางตรงข้าม นักปฏิรูปหากทำการปฏิรูปเพียงลำพังโดยปราศจากเป้าในการปฏิวัติ
ก็จะเป็นผู้รักษาระบบแห่งการกดขี่ที่ขยันที่สุดอย่างขันแข็งที่สุดเช่นกัน”

โรซา ลุกเซมบวร์ก, นักทฤษฎีมาร์กซิสม์และนักปรัชญาสังคมชาวยิวเยอรมันเชื้อสายโปแลนด์

technorati tags: , ,

2008-06-08

Two Bits (book)

หนังสือ Two Bits: The Cultural Significance of Free Software โดย Christopher M. Kelty อาจารย์มานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยไรซ์

อ่านฟรี (PDF - ครีเอทีฟคอมมอนส์ by-nc-sa)

คำบรรยายสรรพคุณ จากใบปลิว:

Drawing on ethnographic research that took him from an Internet healthcare start-up company in Boston to media labs in Berlin to young entrepreneurs in Bangalore, Kelty describes the technologies and the moral vision that bind together hackers, geeks, lawyers, and other Free Software advocates. In each case, he shows how their practices and way of life include not only the sharing of software source code but also ways of conceptualizing openness, writing copyright licenses, coordinating collaboration, and proselytizing. By exploring in detail how these practices came together as the Free Software movement from the 1970s to the 1990s, Kelty also considers how it is possible to understand the new movements emerging from Free Software: projects such as Creative Commons, a nonprofit organization that creates copyright licenses, and Connexions, a project to create an online scholarly textbook commons.

[ ผ่าน anthropologi.info ]

technorati tags: , ,

2008-05-10

The Future of the Internet--and How to Stop It

อนาคตของอินเทอร์เน็ต และจะหยุดมันอย่างไร

เจอหนังสือเล่มนี้จากเว็บ EFF (มูลนิธิ Electronic Frontier Foundation — องค์กรต่างชาติ!)

The Future of the Internet—and How to Stop It
โดย Jonathan Zittrain
ศาสตราจารย์ด้านการปกครองและการวางระเบียบอินเทอร์เน็ต ที่ Oxford Internet Institute

หนังสือนี้อธิบายถึงกลจักรสำคัญที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเติบโตและแพร่หลายไปทั่วอย่างทุกวันนี้ และเผยให้เห็นว่า ปัญหาต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ ก็เกิดมาจากความสำเร็จอย่างรวดเร็วของอินเทอร์เน็ตเอง และโดยไม่รู้ตัว ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกันเองนี่แหละ ที่จะนำมันไปสู่ระบบที่ถูกล็อก ทำให้นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ก็จะถึงจุดจบ และนั่นก็จะนำไปสู่การควบคุมอินเทอร์เน็ตโดยคนไม่กี่กลุ่ม

หนังสือยกตัวอย่างถึง ไอพอด ไอโฟน เครื่องเล่นเกม เอกซ์บ็อกซ์ และกล่องรับทีวี ทิโว ซึ่งเป็นคลื่นลูกแรกของเครื่องใช้ที่ต่อกับอินเทอร์เน็ต ที่ไม่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปแก้ไขดัดแปลงมันได้โดยง่าย เว้นแต่จะเป็นผู้แทนจำหน่ายเท่านั้น “เครื่องใช้ที่ถูกพันธนาการ” นี้ ไม่ค่อยเป็นที่รู้กันนักว่าเกิดขึ้น แต่สิ่งที่มันทำนั้น ไม่ธรรมดา -- จีพีเอสถูกตั้งค่าใหม่ให้ดักรายงานความเคลื่อนไหวของผู้ใช้ตลอดเวลา เครื่องอัดวิดีโอดิจิทัลถูกสั่งให้ทำลายตัวเองจากระยะไกลหลังจากคดีฟ้องร้องผู้ผลิต แม้แต่แพลตฟอร์ม เว็บ 2.0 อย่าง กูเกิลแมชอัพ และ เฟซบุ๊ก โปรแกรมต่าง ๆ บนนั้น ก็สามารถถูกจับตามอง และถูกสั่งทำลาย จากศูนย์กลางได้เหมือน ๆ กัน และเนื่องจาก โปรแกรมและเครื่องใช้ที่ถูกพันธนาการเหล่านี้ กำลังเบียด เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปเรื่อย ๆ ธรรมชาติสูงสุดของอินเทอร์เน็ต - ความสามารถในการผลิตสร้างสิ่งใหม่ ๆ หรือนวัตกรรม - ก็อยู่ในความเสี่ยง

ทิศทางของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างหนึ่ง ความอยู่รอดปลอดภัยของมันนั้น Zittrain บอกว่า ขึ้นอยู่กับผู้ใช้นับล้าน ๆ ของมันเอง ด้วยตัวอย่างจากเทคโนโลยีผลิตสร้างต่าง ๆ เช่น วิกิพีเดีย ที่จนถึงตอนนี้ยังรอดพ้นจากความสำเร็จของตัวเองมาได้ หนังสือเล่มนี้แสดงว่า เราจะสร้างเทคโนโลยีและโครงสร้างทางสังคมใหม่อย่างไร ที่จะอนุญาตให้ผู้ใช้ ทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ และสามารถร่วมมือ มีส่วนร่วมในทางแก้ต่าง ๆ และกลายเป็น “พลเน็ต” (netizen) อย่างแท้จริง

มีใครได้อ่านแล้ว (เมืองไทยมีขายที่ไหนมั่ง ?) หรือสนใจเรื่องเหล่านี้ คุยกันได้เลยครับ

ลิงก์ :

technorati tags: , , ,

2008-02-29

Free as in “FREE BEER” - Brau-Aktion in Berlin

วันเสาร์นี้ (1 มี.ค.) ที่โรงเบียร์ Hops & Barley Berlin เบอร์ลิน เค้าจะเสิร์ฟ “เบียร์ฟรี” กัน ฟรีนี่ ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องจ่ายตังค์” นะ แต่หมายถึง “เสรี”

ฟรีเหมือนกับเสรีภาพในการพูด และเหมือนกับในเบียร์เสรีด้วย! (free as in free speech and in free beer, too!) อะไรทำนองนี้ (ล้อคำพูดของ ริชาร์ด สตอลล์แมน)

ใครอยากไปร่วม ก็เชิญที่ถนน Wühlischstraße 23 สี่โมงเย็นถึงตีสอง ตั้งแต่เที่ยงครึ่ง ครับผม

[ ลิงก์ Zeitgeisty.cc | ผ่าน ThaiBB ]

technorati tags: , ,

2008-02-22

Let's close it

Let's close Firefox Thai bug reports

บรรยากาศ ปิดงานบั๊กภาษาไทยในไฟร์ฟอกซ์ ตอนนี้คึกคัก (เช่นคุณ kengggg ที่วันนี้กระหน่ำ add cc บั๊กต่าง ๆ :P)

ซึ่งหลาย ๆ คนก็ได้พยายามประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ ให้มาช่วยทดสอบกันหน่อย เพราะที่ผ่านมา มีการแก้ไขไปแล้วหลายส่วน แต่ยังไม่มีการทดสอบกันเท่าไหร่นัก ทำให้บางบั๊กยังปิดไม่ได้ (เพราะไม่แน่ใจว่าแก้ได้จริงรึยัง หรือแก้อันนี้แล้วไปทำให้เกิดบั๊กที่อื่นรึเปล่า ฯลฯ) ซึ่งก็มีทั้งการส่งเมลหากัน หรือบอกกล่าวกันในบล็อก เช่นทีมาร์คโพสต์ไป 3 ที่ (ความเห็นของมาร์คและหลาย ๆ คนในโพสต์นั้น น่าสนใจ ลองไปอ่านกันดู จะเห็นทัศนคติที่หลากหลาย)

ข้อสังเกตหนึ่งที่ผมเห็น จากการติดตามดูความเคลื่อนไหวใน bugzilla ก็คืองาน contribution จากผู้ใช้ ลีนุกซ์ กับ แมคโอเอส มีมากกว่าจาก วินโดวส์ ?? ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า นี่ไม่พูดถึงเรื่องโค้ดนะครับ (ซึ่งหลัก ๆ จริง ๆ เนี่ย ถ้าไม่นับที่ทีมซันเคยทำไว้เมื่อ 2002 กับที่พี่สัมพันธ์เคยทำไว้เมื่อก่อน ตอนนี้หลัก ๆ เป็นพี่เทพล้วน ๆ เลย) นับแค่เรื่องทดสอบว่า ตกลงมันใช้ได้รึยัง หรือจับภาพหน้าจอ screenshot มาแปะให้ดูกัน ดูทางวินโดวส์จะมีน้อยกว่า (ทั้ง ๆ ที่ผู้ใช้วินโดวส์น่าจะมีเยอะกว่าระบบปฏิบัติการอื่น) — แต่ก็อาจจะเป็นเพราะ คนใช้วินโดวส์ส่วนใหญ่ก็ใช้ไออี และถึงแม้จะใช้ไฟร์ฟอกซ์ ไฟร์ฟอกซ์บนวินโดวส์มันก็มีปัญหาน้อยกว่าด้วยแหละ เป็นไปได้

ตอนนี้มีหลายบั๊ก/การแก้ไข ที่รอการยืนยันจากผู้ใช้ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังไงถ้ามีเวลา ก็ไปช่วยดู ๆ กันนะครับ ที่:

[Bug 65896] Thai support -- tracker bug

กดไล่ไปดูทีละอันเลยครับ (จะมีรายการลิงก์) อันไหนที่ถูกขีดฆ่า แปลว่าบั๊กนั้นปิดไปแล้ว (ถูกแก้ไขแล้ว รายงานผิดพลาด ซ้ำ ฯลฯ) ก็ข้ามไปเลย
บางบั๊กก็จะเป็นกับทุกระบบปฏิบัติการ บางอันก็จะเป็นเฉพาะกับวินโดวส์ กับแมคโอเอส อะไรแบบนี้ ก็เลือกทดสอบกันครับ

หลายอันเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ เช่นให้ลองดูว่า ข้อความนี้บนหน้าจอไฟร์ฟอกซ์ของคุณ แสดงผลถูกต้องไหม
หรือ ถ้าคุณลองกดปุ่ม delete ข้อความที่กำหนด แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง
ใครใช้เว็บเบราเซอร์เป็น ก็ช่วยทดสอบได้ทุกคนครับ ไม่มีอะไรยากเลย

หลังจากทดสอบแล้ว จะออกความเห็น หรือส่งรูปจับภาพหน้าจอ* ก็สามารถทำได้สะดวก เพียงสมัครสมาชิกกับ Bugzilla ก่อน (แป๊ปเดียว) แล้วก็โพสต์ได้เหมือนกับเว็บบอร์ดเลย

* บนวินโดวส์/ลีนุกซ์ การจับภาพหน้าจอ ทำได้ง่าย ๆ แค่กดปุ่ม Print Screen / PrtSc บนคีย์บอร์ด รูปหน้าจอของเราก็จะไปอยู่ในคลิปบอร์ด แล้วเราก็เปิดโปรแกรมวาดรูปดูรูปอะไรก็ได้ แล้ว paste มันลงไปเป็นไฟล์ใหม่ แค่นี้ก็จะได้ภาพหน้าจอแล้ว

และบางครั้ง เราก็จะพบว่า การช่วยกันทดสอบซอฟต์แวร์ตัวหนึ่ง อาจนำไปสู่การพบบั๊กหรือการเปลี่ยนแปลงในซอฟต์แวร์ตัวอื่นด้วยก็เป็นได้ เช่นในกรณีบั๊ก การลบตัวอักษร พินทุ ใน GNOME ที่พบระหว่างการทดสอบบั๊ก ปุ่ม <delete> ใน Firefox หรือคำถามถึงฟอนต์ Thonburi ในแมคโอเอส ที่ถูกถามอีกครั้งในบั๊ก ฟอนต์ตั้งต้นในแต่ละแพลตฟอร์ม

ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้อง ผลักอันนี้ อันอื่นก็เขยื้อนด้วย

ช่วย ๆ กัน ;)

สุดท้ายขอยกคำพูดพี่เทพมาหน่อย (แก้คำว่า “ลีนุกซ์” เป็น “ซอฟต์แวร์เสรี” ก็ใช้ได้เช่นกัน):

“ ตรงนี้ก็เลยรวมไปถึงประเด็นเรื่องการเรียนรู้ หรือความบกพร่องในบางเรื่องของลินุกซ์ แน่นอนว่าถ้าคุณตกลงปลงใจที่จะอยู่กับมันแล้ว คุณย่อมพร้อมจะเรียนรู้แง่มุมต่าง ๆ เรียนรู้ปรัชญา รวมทั้งแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่คุณพบ ในเมื่อคุณได้รับเสรีภาพอย่างเต็มที่แล้วในโลกใบนี้ และคุณก็ไม่ได้ทำอย่างโดดเดี่ยวด้วย แรงงานที่คุณใส่เข้าไป เป็นเพียงหนึ่งในกองทัพมดที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทุกคนล้วนแต่รับมากกว่าให้ทั้งนั้น

แถม: duocore ตอนที่ 64 มีพูดถึงเรื่องที่โยงเข้าประเด็นข้างบน (เริ่มจากเรื่องที่ลีนุสบอกว่า “better is worse”):

technorati tags: , , , ,

2007-11-30

Creative Commons Thailand port - 1st Public Discussion

ร่างสัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบยอมรับสิทธิ ไม่ใช้เพื่อการค้าและอนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 สำหรับประเทศไทย
ซึ่งจัดทำร่างโดยสำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้รับความเห็นชอบจาก ครีเอทีฟคอมมอนส์อินเตอร์เนชัลแนลแล้ว

และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนประชาพิจารณ์
โดยจะเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 2 สัปดาห์
ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ถึงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ดาวน์โหลดร่างสัญญาอนุญาต และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://cc.in.th/

technorati tags: ,

2007-04-22

Free Thai Cinema Movement Seminar

ขอเชิญร่วมการแถลงข่าวและเสวนา
“จากกรณี แสงศตวรรษ ถึง เครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์”

จันทร์ — 23 เมษายน พ.ศ. 2550

ที่ โรงภาพยนตร์ HOUSE อาร์ซีเอ พระราม 9
(RCA - ตึกเดียวกับโรงภาพยนตร์ยูเอ็มจี และ ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต)

ลงทะเบียนเวลา 15:00 น.
แถลงข่าวและสัมมนา เวลา 16:00 น.

ผู้ร่วมเสวนา

  • อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับ
  • ปรัชญา ปิ่นแก้ว นายกสมาคมผู้กำกับไทย
  • ชลิดา เอื้อบำรุงจิต มูลนิธิหนังไทย
  • พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ โปรดิวเซอร์และผู้กำกับ
  • ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา
  • ธนะชัย อุชชิน (ป๊อด โมเดิร์นด็อก)
  • ดำเนินรายการโดย พิมพกา โตวิระ

วิธีไปโรงภาพยนตร์ House อาร์ซีเอ พระราม 9
ง่ายที่สุด: รถไฟใต้ดิน ขึ้นสถานีเพชรบุรี จากนั้นต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้าง


Free Thai Cinema Movement seminar
Monday 23rd, 16:00 @ HOUSE cinema, RCA, Rama IX

Speakers include Apichatpong Weerasatetakul, Prachya Pinkeaw (director of Ong Bak), Pantham Tongsang (Syndroms’s producer), Chalida Uabumrungjit (Thai Film Foundation) and Kraisak Choonhawan.
Moderated by filmmaker Pimpaka Toweera.

[ผ่าน พี่จิ๋ว, พี่ปุ่น | ลิงก์ Free Thai Cinema Movement]

technorati tags: , ,

2007-01-04

FreeCulture.org

FreeCulture.org — an international student movement for free culture การเคลื่อนไหวของนักศึกษานานาชาติเพื่อวัฒนธรรมเสรี

Free Culture Manifesto แถลงการณ์วัฒนธรรมเสรี

technorati tags:

2007-01-02

Harvard Free Culture

Harvard Free Culture ฮาร์วาร์ดฟรีคัลเจอร์ กลุ่มผู้สนใจวัฒธรรมเสรีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

น่าจะมีอะไรน่าสนใจให้อ่านเยอะทีเดียว บล็อกนี้ กลุ่มนี้

เห็นแล้วนึกถึงคน(ไทย)สองคน
คนชายขอบ นักวิชาการอิสระสุดขยัน ผู้นิยมวัฒนธรรมเสรี และเธอจบฮาร์วาร์ด
กับ จารย์มะนาว อาจารย์คอมพิวเตอร์(เน้นว่าเชิงทฤษฎี) ผู้นิยมบริโภคเบียร์อย่างเสรี แม้จะมีคำสั่งห้ามจากหมอก็ตาม แน่ล่ะ ก็ใครจะมาห้ามบัณฑิตจากมหาลัยสุดอนาธิปัตย์อย่างเบิร์กเลย์ได้ล่ะ :P

ปีใหม่ ไม่ได้ไปเที่ยว บล็อกซะเยอะ ทำไปทำมา ก็มาแซวคนรู้จัก (บนเน็ต) ซะงั้น :P
... ด้วยกุศลจิตนะคร้าบ :)

technorati tags:

2006-12-05

Free Software Culture

รวมบทความเกี่ยวกับ วัฒนธรรมแฮ็กเกอร์ ซอฟต์แวร์เสรี และโอเพนซอร์ส
สำรวจ วัฒนธรรมแฮกเกอร์ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมซอฟต์แวร์เสรี และกระบวนโอเพนซอร์ส
เพื่อทำความเข้าใจด้านที่นอกเหนือไปจากเรื่องเทคโนโลยี ของ การเคลื่อนไหวซอฟต์แวร์เสรี
บทความทั้งหมดนี้ เขียน/แปลโดยอาสาสมัครจาก (หรือมีความเกี่ยวข้องกับ) linux.thai.net ชุมชนซอฟต์แวร์เสรีรุ่นบุกเบิกชุนชนหนึ่งของไทย



มาเป็นแฮ็กเกอร์กันเถอะ!
เนื้อหาบางส่วนอ้างอิงจาก How to become a Hacker ของ Eric Steven Raymond (ESR)
บทความสั้น วัฒนธรรมแฮ็กเกอร์ ใครคือแฮ็กเกอร์ พวกเขาทำอะไร และจะเป็นได้อย่างไร

มหาวิหารกับตลาดสด
แปลจาก The Cathedral and the Bazaar ของ ESR
บทความชุด สำรวจวัฒนธรรมโอเพนซอร์ส ทำไมโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ประสบความสำเร็จ จึงประสบความสำเร็จเช่นนั้น

วิธีทำงานกับซอฟต์แวร์เสรี
แปลจาก Working on Free Software ของ Havoc Pennington
กฎและความเข้าใจที่ไม่มีการบัญญัติ สำหรับอาสาสมัครซอฟต์แวร์เสรีเลือดใหม่

ลงหลักปัญญาภูมิ
แปลจาก Homesteading the Noosphere ของ ESR
บทความชุด สำรวจจารีตปฏิบัติของแฮ็กเกอร์ ในเรื่องกรรมสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา วิเคราะห์วัฒนธรรมแฮ็กเกอร์ ซึ่งเป็น "วัฒนธรรมแห่งการให้" และตรวจสอบผลพวงของการวิเคราะห์นี้
(พี่เทพ ผู้แปล ไม่ได้แปลชื่อบทความไว้ ผมขอถือโอกาส โดยล้อคำว่า biosphere ที่มีผู้แปลไว้ว่า ชีวภูมิ)

ทบทวนซอฟต์แวร์เสรีเมืองไทย
บทความสั้น(ไม่มาก) ทบทวนและพิเคราะห์วงการซอฟต์แวร์เสรีในประเทศไทย ตั้งข้อสังเกต เงื่อนไขและอุปสรรค โดย เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์



เกี่ยวเนื่อง: สัมมนาและเสวนา ชุมชนซอฟต์แวร์เสรีไทย (พร้อมวีดิโอและสไลด์) จากงาน TLUG “อนาคตโอเพนซอร์สไทย”

tags: | | | | |

2006-11-30

20 things on Future+Opensource+Thai

วีดิโอมาแล้ว กิ้ว~

อนาคต+โอเพนซอร์ส+ไทย 20 อย่างที่พอนึกออก

(ดูจบก็รู้สึกว่าตัวเองผมยาวไปแล้ว — ใครดูแล้วช่วยเข้าไป tag หน่อย อยากรู้ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง ผมลองแท็กเล่น ๆ จนมันไม่ยอมให้ผมแท็กแล้ว :P)

ในวีดิโออาจจะอ่านสไลด์ไม่ออก เอาสไลด์ไปดูประกอบเอง :P — PDF หรือ OpenDocument

ขอบคุณ อ.สุพัตร์ ฟ้ารุ่งสาง (ผู้บันทึก) กับ คุณ sugree (คนแปลง+อัพ) ครับ

ดูวีดิโอของท่านอื่น ๆ + เสวนาตอนท้าย ได้ที่ รายงาน TLUG ที่ Blognone

update: 2006.12.03
อ่าน Thailand FOSS Retrospects โดย พี่เทพ ด้วย เพื่อภาพที่ครบถ้วนขึ้น
ในนั้นพูดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่อาจจะไม่เอื้อต่อโอเพนซอร์สในไทย และอุปสรรคในช่วงที่ผ่านมา

tags: | |

2006-11-26

TLUG presentation

อนาคต+โอเพนซอร์ส+ไทย — 20 อย่างที่พอนึกออก
(ดูแบบ PDF หรือ OpenDocument — ไฟล์ชนิด OpenDocument เปิดได้ด้วยโปรแกรมเช่น OpenOffice.org หรือ KOffice)
พูดในงาน TLUG 25 พ.ย. 2549 ที่เขียนถึงในโพสต์ก่อนหน้านี้
อันนี้เป็นรุ่นต้นฉบับ เหมือนที่ใช้ในงานเลย มีหมายเหตุประกอบ ("Notes") อยู่นิดหน่อย ลองเปิดดูได้ จะพยายามเพิ่มหมายเหตุประกอบเข้าไปอีก แล้วอัพขึ้นอีกทีนะครับ ตอนนี้ดูอันนี้ไปก่อน
มันไม่มีเนื้อหาอะไรมาก มีแค่คำสำคัญ จุดประสงค์หลักคือเพื่อจุดประเด็นความสนใจ หวังให้เป็นหัวข้อพูดคุยต่อไป
ถ้าใครสนใจประเด็นไหนเป็นพิเศษบอกได้ ผมก็อยากศึกษาแล้วมีคนคุยด้วยน่ะ :P

การนำเสนอ/หัวข้ออื่น ๆ

tags: | |