ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)
Showing posts with label education. Show all posts
Showing posts with label education. Show all posts

2010-07-09

ตัวแบบอันน่าเกลียด: ทำไมเหล่าเสรีนิยม จึงประทับใจเหลือเกินกับระบบการศึกษาของจีนและสิงคโปร์?

แปลจาก The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau

ผู้นำอเมริกันทั้งหลาย ซึ่งประทับใจในความสำเร็จทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์และจีน มักกล่าวอย่างอิจฉาเสมอ ๆ เมื่อพูดถึงระบบการศึกษาของประเทศเหล่านั้น. ประธานาธิบดีโอบามาอ้างถึงสิงคโปร์ในสุนทรพจน์เมื่อมีนาคม 2009 โดยกล่าวว่านักการศึกษาในสิงคโปร์นั้น ให้เวลาน้อยลงในการสอนสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และให้เวลามากขึ้นในการสอนสิ่งที่เป็นสาระ พวกเขาเตรียมนักเรียนของพวกเขาไม่เพียงสำหรับโรงเรียนมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัย แต่ยังสำหรับอาชีพการงาน พวกเราไม่ได้ทำเช่นนั้น. นิโคลัส คริสทอฟ (Nicholas Kristof) คอลัมนิสต์ของนิวยอร์กไทมส์ยกย่องจีนอยู่เสมอ เขาเขียน (ในช่วงก่อนโอลิมปิกที่ปักกิ่ง) ว่า "วันนี้ มันเป็นกีฬา ที่พุ่งทะยานขึ้นจนทำเราประหลาดใจ แต่จีนจะทำสิ่งมหึมาเดียวกันนี้ในศิลปะ ในธุรกิจ ในวิทยาศาสตร์ ในการศึกษา" ซึ่งโดยนัยคือการสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อสิ่งที่ปฏิบัติอยู่ในระบบการศึกษาของจีน แม้กระทั่งในบทความที่เขาวิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างรุนแรง ถึงสิ่งที่จีนได้กระทำอย่างโหดร้ายกับผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมือง. แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่า โอมาบา คริสทอฟ และชาวอเมริกันอื่น ๆ ผู้สนับบสนุนระบบการศึกษาของสิงคโปร์และจีน นั้นไม่ได้ใคร่ครวญอย่างเพียงพอต่อความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการศึกษาเหล่านั้น กับการแลกเปลี่ยนถกเถียงแบบประชาธิปไตย และสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเองแบบประชาธิปไตย. อันที่จริงแล้ว พวกเขากำลังสรรเสริญสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การยกย่องเลย.

อะไรคือสิ่งที่นักการศึกษาในสิงคโปร์และจีนทำ? โดยการประเมินของพวกเขาเองแล้ว พวกเขาทำได้ดีมากในการเรียนแบบท่องจำและการสอนเพื่อสอบ. ต่อให้เป้าหมายประการเดียวของเราคือการผลิตนักศึกษาที่จะทำงานอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ประกาศอย่างชัดเจนสำหรับการศึกษาในสิงคโปร์และจีน เราก็ยังสมควรปฏิเสธยุทธศาสตร์ของพวกเขา เหมือนกับที่พวกเขาเองได้ปฏิเสธมันแล้ว. ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศทั้งสองได้ทำการปฏิรูปการศึกษาขนานใหญ่ มีข้อสรุปว่าเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องสนับสนุนหล่อเลี้ยงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงรุก และความคิดจินตนาการซึ่งจำเป็นสำหรับนวัตกรรม. พูดอีกอย่างก็คือ แม้ทั้งสองประเทศดังกล่าวจะไม่มีประเทศไหนเลยที่รับเอาแนวคิดเป้าหมายการศึกษาอย่างกว้าง แต่ทั้งสองก็ได้ตระหนักว่า กระทั่งเป้าหมายอย่างแคบที่มุ่งเฉพาะความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ ระบบที่เน้นการเรียนแบบท่องจำเองก็ยังไม่ดีพอ. เมื่อปี 2001 กระทรวงศึกษาธิการจีนได้เสนอ หลักสูตรใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อ เปลี่ยนการเน้นย้ำ ... การท่องจำและการฝึกฝนอย่างเครื่องจักรอย่างเกินพอดี. สนับสนุนการมีส่วนร่วมเชิงรุกของนักเรียน, ความปราถนาของนักเรียนที่จะค้นหาความจริง, และความกระตือรือร้น ... ที่จะวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ.

เช่นเดียวกันสิงคโปร์ ที่ได้ปฏิรูปนโยบายการศึกษาในปี 2003 และ 2004 ซึ่งถอยห่างจากการเรียนแบบท่องจำ ไปสู่วิธีการแบบ เด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเด็กถูกมองเป็น ผู้ควบคุมสถานการณ์. ด้วยการปฏิเสธ แบบฝึกหัดและการบ้านซ้ำ ๆ หลักสูตรที่ถูกปฏิรูปใหม่มองครูผู้สอนในฐานะ ผู้เรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน แทนที่จะเป็นผู้มอบคำตอบ. หลักสูตรดังกล่าวเน้นทั้งความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ การแสดงออกเชิงสร้างสรรค์และสุนทรียะ, ความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม, และความตระหนักถึงตัวเองและสังคม. ภาษาที่ใช้ในการปฏิรูปทั้งสองนี้ ชวนให้นึกถึงความคิดของนักการศึกษาหัวก้าวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ John Dewey และ Rabindranath Tagore ซึ่งทั้งคู่เคยไปประเทศจีน และเคยมีอิทธิพลไม่น้อยทั่วทั้งเอเชียตะวันออก. สิงคโปร์และจีนพยายามที่จะเคลื่อนไปสู่การศึกษาปลายเปิดที่ก้าวหน้า ซึ่งบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน-ในแบบเดียวกับที่เรากำลังจะตีจาก ด้วยการเน้นการสอนเพื่อสอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบาย No Child Left Behind.

หลายผู้สังเกตการณ์ มองสิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและสิงคโปร์ขณะนี้ และสรุปว่าการปฏิรูปดังกล่าวไม่ได้ถูกทำให้บรรลุผลสำเร็จจริง ๆ. เงินเดือนครูยังคงอิงอยู่กับคะแนนทดสอบ และด้วยเหตุนี้ โครงสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ จึงไม่มี. โดยทั่วไปแล้ว มันเป็นการง่ายกว่ามาก ที่จะวิ่งเข้าหาการเรียนแบบท่องจำ ไม่ใช่ถอยห่างจากมัน เนื่องจากการสอนในแบบที่ Dewey และ Tagore แนะนำนั้น ต้องการทรัพยากรที่เพียบพร้อมและความตระหนักเข้าใจ และแน่นอนว่าการทำตามสูตรสำเร็จนั้นย่อมง่ายกว่า.

มากไปกว่านั้น การปฏิรูปดังกล่าวยังถูกจำกัดด้วยความกลัวของชาติเผด็จการเหล่านี้ ความกลัวในเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแท้จริง. ในสิงคโปร์ ไม่มีใครพยายามใช้เทคนิคใหม่ดังกล่าวเวลาสอนเกี่ยวกับการเมืองและประเด็นปัญหาร่วมสมัย. การศึกษาพลเมือง นั้นโดยปกติจะมีรูปแบบของการวิเคราะห์ปัญหา, เสนอวิธีแก้ไขที่เป็นไปได้ต่าง ๆ, และจากนั้นก็จะแสดงให้เห็นว่าทำไมวิธีที่รัฐบาลเลือกนั้นจึงเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วสำหรับสิงคโปร์. ในมหาวิทยาลัย ผู้สอนบางคนพยายามใช้วิธีเปิดกว้างแบบใหม่ ๆ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็มีหนทางที่จะฟ้องร้องอาจารย์เหล่านั้นด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ถ้าพวกเขาวิจารณ์รัฐบาลในชั้นเรียน, ยิ่งไปกว่านั้น คดีดัง ๆ จำนวนหนึ่ง จะถูกหลีกเลี่ยงไม่อภิปรายถึง. อาจารย์นิเทศศาสตร์รายหนึ่ง (ซึ่งได้ออกจากสิงคโปร์ไปแล้วนับแต่ตอนนั้น) รายงานว่า ในขณะที่เธอพยายามจะนำการอภิปรายเกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทต่าง ๆ ในชั้นเรียนของเธอ ฉันรู้สึกได้ถึงความกลัวในห้อง … คุณเอามือไปจับมันได้เลยล่ะ. แม้ชาวต่างชาติก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษ วิทยาลัยการภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) ได้รับการสนับสนุนให้เปิดสาขาในสิงคโปร์ แต่ได้รับการแจ้งว่า ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในหลักสูตรนี้ จะไม่สามารถฉายนอกวิทยาลัยได้. ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงประเทศจีน ที่การคิดอย่างสร้างสรรค์หรือวิเคราะห์วิพากษ์อย่างเจาะลึกนั้น ไม่ได้รับการส่งเสริมเมื่อพูดถึงระบบการเมือง.

มันถึงเวลาแล้ว ที่จะถอดแว่นฉาบสีกุหลาบออก. สิงคโปร์และจีนคือตัวแบบที่เลวร้ายของการศึกษา ไม่ว่าจะสำหรับชาติไหนที่ปราถนาจะรักษาประชาธิปไตยแบบพหุลักษณ์หลากหลายเอาไว้. พวกมันไม่ประสบความสำเร็จในแง่ธุรกิจอย่างที่ตั้งใจไว้ และพวกมันกำราบจินตนาการและการวิเคราะห์ลงอย่างราบคาบ ในเวลาที่ต้องคิดถึงอนาคตของชาติและทางเลือกอันยากลำบากต่าง ๆ ในหนทางข้างหน้า. หากเราต้องการมองเอเชียเพื่อหาตัวแบบ มันมีตัวแบบที่ดีกว่ามากมายให้ค้นหา เช่น ประเพณีการศึกษาเสรีนิยม-ศิลปศาสตร์แนวมนุษยนิยมของเกาหลี และวิสัยทัศน์ของ Tagore และนักศึกษาชาวอินเดียที่เห็นในแนวทางเดียวกับเขา. (ฉันจะเขียนถึงวิธีการอันกระจ่างสว่างไสวของพวกเขา ในคอลัมน์ต่อจากนี้).

Martha C. Nussbaum เป็นศาสตราจารย์กฎหมายและปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก. หนังสือล่าสุดของเธอคือ From Disgust to Humanity: Sexual Orientation and the Constitution.


แปลจากบทความ The Ugly Models: Why are liberals so impressed by China and Singapore’s school systems? เขียนโดย Martha C. Nussbau. บทความนี้แนะนำโดย อ.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ในโพสต์เพซบุ๊กชวนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไทย - ใครสนใจจะคุยเรื่องนี้ต่อ คุยได้ที่กลุ่ม Philosophy@Chula.

ผมเริ่มแปลความนี้ เพื่อระลึกถึง สมเกียรติ ตั้งนโม และเพื่อขอบคุณการศึกษาทางเลือกที่เขาพยายามทำกับเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน.

ผู้เขียนบทความนี้ ทิ้งท้ายไว้ว่าจะเขียนต่อเกี่ยวกับเกาหลีและอินเดีย ผมกะว่าจะแปลอีกชิ้นที่ต่อกันดังกล่าวด้วย เพื่อรวมเป็นชิ้นแปลเดียวเดียวกัน และเผยแพร่ต่อไป. ที่เอาส่วนนี้มาลงตรงนี้ก่อน เผื่อใครจะช่วยปรับแก้ที่ผิด หรือปรับสำนวนให้มันอ่านง่ายหน่อย หรือเขียนเชิงอรรถเพิ่มเติมให้. ในส่วนที่อาจจะเป็นบริบทเฉพาะสหรัฐ หรือต้องการความรู้พื้นฐานนิดหน่อยเพื่อความเข้้าใจ ผมดูผ่าน ๆ แล้วก็โอเค น่าจะพออ่านรู้เรื่อง แต่ถ้าใครช่วยอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดของ Dewey และ Tagore รวมถึงนโยบาย No Child Left Behind สั้นๆ ให้หน่อยได้ ก็จะช่วยได้มากเลยครับ.

สิ่งที่ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ เกี่ยวกับระบบการศึกษาของเกาหลี ทำผมสนใจมาก ๆ เนื่องจากเพิ่งจะได้ดูหนัง May 18 (ในลิงก์เป็นรายงานจากการฉายที่จุฬา ส่วนผมดูอีกรอบหนึ่งก่อนหน้านั้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่).

รวมถึงมันพูดถึงการศึกษาเสรี/ศิลปศาสตร์ liberal education/liberal arts ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสนใจ และเคยตามอ่านเรื่องนี้เป็นระยะ ๆ จากบล็อกคนชายขอบ และ @Fringer.

technorati tags: , ,

2009-10-27

[30 Oct] Richard Stallman to give a keynote at FLossEd Bangkok

ฝากบอกต่อครับ

ริชาร์ด สตอลล์แมน ผู้ริเริ่มแนวคิด copyleft และ ซอฟต์แวร์เสรี จะปาฐกถาเปิดงานซอฟต์แวร์เสรีเพื่อการศึกษา FLossEd BK ศุกร์ 30 ตุลานี้ 19:30น. ที่โรงเรียนนานาชาติ เค.ไอ.เอส. ห้วยขวาง [แผนที่]

Richard M. Stallman, of copyleft and Free Software Foundation, will give a keynote speech at FLossEd BK conference, at KIS International School, Bangkok. 19:30. Friday, October 30, 2009. [map]

http://flossedbk.flossed.org

technorati tags: , , ,

2008-12-14

Robocode Thailand Contest 2009

Robocode Thailand Contest 2009 การแข่งขันการเขียนโปรแกรมจาวาเพื่อควบคุมหุ่นยนต์รถถัง

Robocode เป็นเกมที่แต่ละทีมจะพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาจาวา เพื่อควบคุมหุ่นยนต์รถถังให้ต่อสู้กันแบบอัตโนมัติ โดยแต่ละทีมไม่สามารถควบคุมหุ่นยนต์ของตัวระหว่างการแข่งขันได้ จึงเป็นเกมที่ฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมและการนำอัลกอริทึม (algorithm) หรือวิธีการต่าง ๆ รวมถึง ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence - AI) มารวมกันเพื่อทำให้หุ่นยนต์มีประสิทธิภาพมากที่สุด เว็บไซต์วิชาการ.คอม เล็งเห็นประโยชน์ของเกม Robocode นี้ว่าจะช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจ จึงร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการแข่งขัน Robocode Thailand Contest 2009 เพื่อค้นหาสุดยอดทีมกับสุดยอดหุ่นยนต์ประจำปีนี้ โดยการแข่งขันในรอบคัดเลือก จะดำเนินการผ่านเว็บไซต์วิชาการ.คอม ส่วนการแข่งขันในรอบสุดท้าย ซึ่งเป็นการชิงชนะเลิศระดับประเทศ จะจัดการแข่งขันในช่วงต้นปี 2009 ภายในงานมหกรรมการแข่งขันด้านไอซีที ซึ่งดำเนินการเป็นประจำทุกปีโดยเนคเทค

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Robocode ได้ที่ robocode.sf.net ศึกษาวิธีการพัฒนาหุ่นยนต์ได้จากบทความติว และส่งซอฟต์แวร์หุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นเข้าแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ โดยจะปิดรับสมัครและปิดให้อัปโหลดหุ่นยนต์ในวันที่ 20 มกราคม 2552

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/robocode/

technorati tags: , , ,

2008-11-06

oh your highness "highly educated" PAD

จากข่าว พันธมิตรฯ ฮุสตัน ต้อนรับ “หมัก” อบอุ่น, ผู้จัดการออนไลน์, 6 พ.ย. 2551 :

“... ทั้งนี้ เมืองฮุสตัน มลรัฐเทกซัสถือเป็นเมืองหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่มีพันธมิตรฯ หนาแน่นมากเมืองหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่มีการศึกษา เป็นเจ้าของกิจการหรือประกอบวิชาชีพเฉพาะ เช่น แพทย์ พยาบาล ทนายความ พนักงานบริษัท เป็นต้น”

หรือพูดง่าย ๆ ว่า เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมี “บาบูน” นั่นเองครับ (เหมาะแก่การอยู่อาศัยของพันธมิตรเป็นอย่างยิ่ง)

technorati tags: , ,

2007-08-15

PrachataiNoi Classroom

ประชาไทน้อย ชวนฟังบรรยาย อนาคตการเมืองไทยหลังประชามติ

เชิญชวนนักเรียนข้างถนน ผู้รักการศึกษาตลอดชีวิต และสื่อมวลชน ร่วมฟังบรรยาย

ห้องเรียนประชาไทน้อย
วิชาสัมมนาการเมืองไทย (สมท101)

ปีการศึกษา 2550

ตอน:
อนาคตการเมืองไทยหลังประชามติ

พุธที่ 15 สิงหาคม 2550
เวลา 13:00-16:00 น.
ห้อง 206.2 อาคาร 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ผู้ร่วมบรรยาย...
คำพร ธุระเจน (นศ. นิติ มธ., ประธานวิชาการ มธ., แฟนพันธุ์แท้ 2004 เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.)
ตฤน ไอยะรา (นศ. เศรษฐ มธ.)
ชาติชาย แสงสุข (นายกองค์การบริหารนศ. มรภ.นครสวรรค์, สมาชิกสภาร่างรธน.)
ทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์ (นศ. รัฐศาสตร์ จุฬา, แฟนพันธุ์แท้ 2003 การเมืองไทย)
ภูริ ฟูวงศ์เจริญ (นศ. รัฐศาสตร์ มธ.)
อภิศักดิ์ สุขเกษม (นศ. มนุษย-สังคมศาสตร์ มรภ.นครปฐม, กรรมการบริหาร สนนท.)

เด็กหลังห้อง (sit in) อาทิ...
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, ประภาศ ปิ่นตบแต่ง, และอื่น ๆ อีกมากมาย

ดำเนินรายการ...
ณภัค เสรีรักษ์ (นศ. เศรษฐ มธ., เว็บไซต์ประชาไทน้อย)

สามารถรับฟังและแลกเปลี่ยน ผ่านการถ่ายทอดเสียง การศึกษาทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต
ได้ที่เว็บไซต์ www.prachatainoi.com

ร่วมจัดโดย
เว็บไซต์ประชาไทน้อย
เว็บไซต์ประชาไท
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

[ ฟังสด ]

technorati tags: , ,

2007-06-15

Requirements

“...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา...”

— ปรัชญาการตั้งมหาวิทยาลัย จากสุนทรพจน์ของ ปรีดี พนมยงค์

เมื่อวานได้รับไปรษณียบัตรยืนยันที่อยู่ เพื่อสมัครสมาชิกห้องสมุดธรรมศาสตร์ ประเภทบุคคลภายนอก-แบบยืมหนังสือได้

หนึ่งในหลักฐานที่ต้องใช้คือ “หลักฐานการจบการศึกษาปริญญาตรี” !

... อาจารย์ปรีดีจะคิดยังไง ?

กำลังจะครบรอบ 75 ปี คณะราษฎรปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย

เรากำลังจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “ฉบับยอดมนุษย์”

... อาจารย์ปรีดีจะคิดยังไง ?

... เมื่อคนเล็กคนน้อย “ประชา” ในทุกพื้นที่ กำลังถูกกันออกจากวงไปเรื่อย ๆ
รวมถึง ประชาธิปไตย และมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนมัน

technorati tags:

2007-05-31

Curriki - curriculum wiki

จากอีเมลกลุ่ม Sun Alumni:

Take a look at www.curriki.org <http://www.curriki.org/> , addressing Scott's interest in supporting education for every child. BTW, is a combination of curriculum and wiki.

Curriki เป็นวิกิสำหรับแบ่งปันหลักสูตรการเรียนการสอน - โดยเป็นผลลัพธ์จากโครงการ Global Education and Learning Community ที่ริเริ่มโดย Scott McNealy แห่ง Sun Microsystems

ตอนนี้เว็บเข้าไม่ได้ สงสัยมีปัญหา ยังไงลองดูที่เว็บอื่น ๆ พูดถึง Curriki ละกัน ว่าเค้าว่ากันว่ายังไงบ้าง:

updated 2007.06.01: เข้าเว็บได้แล้ว ; เพิ่มข้อมูลโครงการ, ลิงก์ Investors

technorati tags: , ,

2007-05-22

Higher Education and Expectations -- Doesn't it too much ?

พี่มหาถามโดนใจอีกแล้ว:
ความคาดหวังจากภาคธุรกิจต่อมหาวิทยาลัย -- มากไปไหม?

ที่ว่าผิดคือผมคิดว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่ รับใช้ ภาคธุรกิจ พอโรงงานของท่านใช้โปรแกรม ก. ไก่ นักศึกษาของเราก็ต้องใช้โปรแกรม ก. ไก่ เป็น พอโรงงานของท่านใช้โปรแกรม ข. ไข่ นักศึกษาของเราก็ต้องใช้โปรแกรม ข. ไข่ เป็น ไม่ต้องพูดถึงว่าภาคธุรกิจของท่านเคยตอบแทนอะไรให้สังคม หรือแม้แต่แบ่งปันอะไรให้มหาวิทยาลัยบ้าง

ไม่เกี่ยวกันนัก ...

... จบจากมหาวิทยาลัยผลิตช่างเทคนิค เข้าทำงานในโรงงานผลิตสินค้าและบริการ ผ่านไปสามปี เข้าเรียนโรงเรียนผลิตผู้บริหาร อีกสองปีเลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการ บลา บลา บลา...

ในขณะที่ภาคธุรกิจต้องการเด็กจบใหม่ที่ทำงานเทคนิคได้ทันที โครงสร้างองค์กรกลับไม่สนับสนุนให้มีความเจริญก้าวหน้าในสายงานเทคนิคได้นัก เราได้นักบริหารห่วย ๆ และสูญเสียช่างเทคนิคดี ๆ กันทุกวัน

เราเป็นต้นไม้ที่โตตาม ไม้ค้ำ กรอบ ฯลฯ และนับวันกรอบเหล่านั้นดูเหมือนจะมากขึ้นและซับซ้อนขึ้น

และถึงวันหนึ่ง เราก็พบว่า — เราสูญเสีย ความหลากหลาย ไปตั้งแต่ตอนไหนกัน

technorati tags:

2007-05-13

KaosPilot: Entrepreneurial Profile 2

from the book “KaosPilot A-Z - 2nd Edition”


Fuck culture

Entrepreneurial Profile 2

The school today is inspired by the seven “entrepreneurial motivation profiles” developed by our own students in conjunction with students from the European Studies department of the University of Aarhus. The identification of these seven archetypes was the main conclusion of a large innovation project launched by the Confederation of Danish Industries in 2003.

The businessman
The traditional entrepreneurial profile. The desire to make money and attain economic prestige is the primary driving force. Works in a focused way to gain the competencies necessary to start a company and is very conscious of the potential market.

The mountain climber
Actively searches for challenges to push him or herself to the limit. A restless soul that is risk-loving and will happily start a new company from scratch when the previous one has become established.

The playful child
Allows desire to drive the company. Wants to combine work with lifestyle or hobby, and is there fore not driven primarily by the desire to make money. Customers and the private sphere often melt together.

The idealist
Politically conscious and not driven by personal gain, but wants to do something for other people. Frustrated by lack of action for example around human rights, the environment and enemployment.

The globalist
Travels unconcernedly around the world and is motivated by working globally with people who share the same values. The globalist's products mirror the inspiration gained from different cultural environments.

The inheritor
Has taken over an existing company along with customers and the network. Wants to maintain the company as-is and becomes the entrepreneur when the product or organisational structure needs to be changed.

The survivor
Is almost forced into entrepreneurship in order to survive and is driven more by need than desire. Has, however, started from the bottom and as such has the freedom to decide the direction of the company.

In simple terms, the KaosPilots as an educational establishment can be said mainly to attract four of the above-named personality types: the mountain climber, the playful child, the idealist, and the globalist.

(Check out Entrepreneurial Profile 1)


คุณเป็นประเภทไหน ? :)

technorati tags: ,

KaosPilot: Entrepreneurial Profile 1

from the book “KaosPilot A-Z - 2nd Edition”
ลอกตอนเช้า ก่อนจากกัน มิเชลบอกว่าสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ จะไปเดนมาร์ก และจะได้พบกับ Uffe Elbæk ผู้ก่อตั้ง KaosPilot


Entrepreneurial Profile 1

When looking for new students at the KaosPilots we go for those who already have an entrepreneurial profile or the potential to develop one. Because without the fundamental qualities that are prerequisites for operating as a positive cultural, social and business entrepreneur studying at the KaosPilots would be a pain in the ass! Better to find another educational environment to develop you talents.

KaosPilot Entrepreneur

The following ‘building blocks’ form what the school considers to be a good entrepreneurial profile for the students (and staff):

  • You're not afraid of making mistakes. Because if you do you learn from them – fast. Which is why you know what to do differently next time you're in a similar situation.
  • You think and act ‘economically’ in terms of money, time, resources and people.
  • You have a good – and focused – self-discipline. You like working – without necessarily becoming a workaholic.
  • You're good at selling your message/story to partners like the public, the client, the staff, politicians, the bank, sponsors and the media.
  • You know your professional and personal limits and are good at delegating.
  • You're good at inspiring yourself and your team. And aim to build the most competent and curious team possible.
  • You're good at resolving conflicts. And communicate clearly and concisely without making personal projections.
  • You have an inner kick-starter and are good at motivating yourself.
  • You have a fighter spirit. And think it's exciting to work with the uncertainty that's an inevitable part of every new initiative.
  • You can perform when it really counts.

It's not only during their education that students at the KaosPilots demonstrate entrepreneurial behavior. They continue to do so after graduation. As proven by an extensive research project with 326 business school students from Aarhus and Copenhagen and 40 KaosPilot students on their attitudes, behavior and expectations of the future (the majority were in the final stages of their education).

The report concluded that the students at the KaosPilots possess the right attitude for performing sucessfully in the New Creative Economy. What the investigation revealed was that:

  • 95% of KaosPilots have an idea for a business they'd like to start. Nine out of ten KaosPilot students expect to start a company within five years – and the rest within ten years.
  • Among the business students 58% had no business ideas. And the majority had no plans or expectations of starting their own business. Only one out of six were interested enough in entrepreneurship to expect to start their own business within five years.

And finally:

  • Three out of four KaosPilots would rather work for an upstart company than an established company. The exact opposite of the business school students.

Now we all know that this kind of report should be taken with a grain of salt. But it still gives a pretty good entrepreneurial profile of the students at the school. Which we're more than happy about!

(Check out Talent, Students, Exam-projects, Real World, Elite and Career Tracks)


technorati tags: ,

2007-05-12

KaosPilot A-Z

มาเชียงใหม่คราวนี้ มาพักบ้าน มิเชล เบาเวนส์ (thanks!) มิเชลแนะนำหนังสือให้เล่มหนึ่ง ชื่อ KaosPilot A-Z ระหว่างพาเข้าไปดูห้องทำงานของเขา และชั้นหนังสือมโหฬารนั่น

KaosPilot A-Z cover

KaosPilot A-Z เป็นหนังสือเกี่ยวกับโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า KaosPilot

ผมยังไม่ได้อ่านตลอดเล่ม เพียงเปิดผ่าน ๆ เท่านั้น หนังสือเล่มเขื่อง หนาและหนัก แม้จะเต็มไปด้วยรูปประกอบ และการจัดวางที่น่าอ่าน ก็ยังไม่รู้จะบริโภคมันให้หมดอย่างไรดี (ในคำนำเอง ก็แนะนำไว้ว่า ไม่มีวิธีอ่านที่ถูกต้องสำหรับหนังสือเล่มนี้หรอก จะใช้มันเป็น หนังสืออ้างอิงก็ได้ หนังสือภาพก็ได้ เช็คลิสต์ก็ได้ ... จะใช้แบบไหนก็เอาเถอะ)

เท่าที่เข้าใจ โรงเรียนแห่งนี้ เป็นโรงเรียนประเภท “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” (คำฮิตเมื่อสองสามปีก่อนในบ้านเรา ในชื่อ “child-centered” — และภายหลังเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแทงใจว่าหรือมันจะคือ “ควาย-centered” ?!)

Uffe Elbæk

Uffe Elbæk ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้ (เพิ่งออกจากตำแหน่งนี้ไปเมื่อ ค.ศ. 2006 เพื่อไปเป็นประธานบริหารของ KaosPilots International Board) ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้น เมื่อ 16 ปีที่แล้ว - เปิดสอนเมื่อวันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1991 - ที่ Mejlgade ใน Aarhus เดนมาร์ก
เขาบอกไว้ในคำนำว่า ถ้าไม่มีนักเรียน ก็ไม่มีการศึกษา ไม่มีอะไรทั้งนั้น

ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่านี่มันโรงเรียนอะไร

คำโปรยของหนังสือเล่มที่ว่า คือ:

“A book about hope, learning, playful leadership and how to navigate in times of turbulence”

ในหนังสือพูดถึง การเรียนการสอนที่อยู่บนพื้นฐานของการทำโครงการ, การเต้นรำ, วัฒนธรรมคลับ, เศรษฐกิจ, โลกาภิวัฒน์, KISS, สื่อ, grassroots aristocrats, ...

นี่มันอะไรกันวะเนี่ย - -"

สงสัยจะต้องดูให้มากกว่าซะแล้ว

KaosPilot - International School of New Business Design & Social Innovation

KaosPilot A-Z: Entrepreneurial Profile 1 and 2

เห็นอันนี้แล้วนึกถึง HyperIsland ที่สวีเดน (เต้น แนะนำมา) ซึ่งเป็นโรงเรียนสื่อ ศิลปะ ธุรกิจ และการจัดการ ที่ผมเห็นว่าเจ๋งเหมือนกัน ดูมีพลังงานล้น ๆ อะไรทำนองนี้

สังคมสแกนดิเนเวียมันเป็นยังไงกันเนี่ย ลองมองไปที่ตัวชี้วัดหลาย ๆ อย่าง ทั้งด้านคุณภาพชีวิต ความสุข เทคโนโลยี สังคม การคอรัปชั่น หรือนี่จะเป็นสังคมต้นแบบของยุคหน้า ? อะไรที่ทำให้พวกเขามีสังคม มี mind set แบบนั้น (แบบไหน?)

technorati tags: , ,

2007-05-03

Knowledge Commons

(ควันหลง/เก็บตกจากงาน Hakuna Matata Night โดย TRN และกลุ่มอาสาสมัครเพื่อสังคมอื่น ๆ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา แถวข้าวสาร - ผมไปเสนอเรื่อง Creative Commons แบบเบลอ ๆ - เค้าบอกให้มีแต่รูป เราทำมีแต่ตัวอักษรไป!)

update (2007.05.07): ดาวน์โหลดสไลด์ได้ที่ bact' bazaar

นอกจากสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบ open content แล้ว มากไปกว่านั้น Open Education Movement ยังเสนอ หลักสูตร แนวทาง นโยบาย แนวคิด และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยมีพื้นฐานอยู่บนหลักการกว้าง ๆ คือ:

  • ความรู้จะต้องฟรีและเปิดให้ใช้/นำกลับมาใช้ได้
  • การร่วมมือกันจะต้องง่ายขึ้น
  • คนที่มอบอะไรให้กับการศึกษาวิจัย ควรจะได้รับการมองเห็นและคำชื่นชม
  • แนวคิดและความคิดนั้นโยงร้อยกันในวิธีที่เราไม่ได้คาดคิด และไม่ได้เป็นเส้นตรงอย่างที่เห็นในหนังสือเรียน

โอเพ่นเอดูเคชั่นให้คำสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างถึงแก่นทั่วโลก ในวิธีที่ผู้เขียนหนังสือ ผู้สอน และผู้เรียน แลกเปลี่ยนโต้ตอบกัน

เรื่องนี้มีผู้สนใจทั่วโลก (ไม่ใช่ทั้งโลกนะ) รายชื่อเว็บข้างล่างนี้ เน้นหนักไปทางโอเพ่นคอนเทนท์ที่เกี่ยวกับการศึกษา

  • OER Commons - รวมวัสดุการเรียนการสอนที่เผยแพร่ฟรีออนไลน์ กระบวนวิชา, หลักสูตร, บทบรรยาย, การบ้าน, แบบทดสอบ, กิจกรรมในห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ, วัสดุการสอน, เกม, การจำลองงาน, และสื่อดิจิทัลอื่น ๆ ทุกระดับ
  • OpenCourseWare Consortium - ระดับอุดมศึกษา (เริ่มต้นจาก MIT, ในประเทศไทยมีจุฬาเข้าร่วม)
  • LearningSpace - ระดับอุดมศึกษา (Open University สหราชอาณาจักร)
  • มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย - บทเรียนออนไลน์ ระดับอุดมศึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยนอกไซเบอร์ - ให้ปริญญาด้วย
  • Project Gutenberg - หนังสือ audio book รายชื่อหนังสือ บทวิจารณ์หนังสือ
  • Wikimedia Foundation - ความรู้ทั่วไป สารานุกรม พจนานุกรม เอกสารต้นฉบับ
  • Internet Archive - เก็บเนื้อหาดิจิทัลทุกชนิด เว็บ ภาพเคลื่อนไหว ข้อความ เสียง ซอฟต์แวร์ การศึกษา
  • Open Content Alliance - พันธมิตรโอเพนคอนเทนท์
  • Creative Commons - สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ “สามัญรังสรรค์”
  • Science Commons - เพื่อการพัฒนาของการวิจัยวิทยาศาสตร์
  • OS4ED - Open Solutions for Education ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพื่อการศึกษา

สำหรับในประเทศไทย น่ามีกลุ่มผู้สนใจเรื่องเหล่านี้อยู่หลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งนั้นคงเป็นพลพรรค TRN อีกกลุ่มหนึ่งที่รู้จักก็คือ WOICT โดยจำนวนหนึ่งของ WOICT นั้นเป็นอาจารย์/นักวิชาการชาวไทยและต่างประเทศ ที่อาศัยอยู่แถบเชียงใหม่/เชียงราย

... ทำงานร่วมกับ TRN มาพักนึงแล้ว เดี๋ยวขึ้นไปทำกับ WOICT บ้างไหม? :)

technorati tags: , ,

2007-04-16

Arsom Silp Institute of the Arts and Development

มีเพื่อนจะไปเรียน วันนี้เพิ่งถามรายละเอียดมา

สถาบันอาศรมศิลป์

หลักสูตรที่เพื่อนจะไปเรียนคือ
สถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต (สถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม)
Master of Architecture (Community and Environmental Architecture)

ลงมือพร้อมเรียนรู้

น่าสนใจไหม?

โครงการจัดตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ภายใต้การสนับสนุนของของมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ เกิดขึ้นจากการรวมตัวของคณะทำงานที่มีประสบการณ์ในสายงานศิลปะและวัฒนธรรมหลากหลายสาขา ด้วยความมุ่งหวังที่จะสรรค์สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางศิลปะในแขนงต่างๆ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางประสานงานเครือข่ายศิลปินและนักวิชาการด้านศิลปะและวัฒนธรรมจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์อันหลากหลาย อันจะนำไปสู่การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ และการพัฒนาวิชาชีพทางศิลปะต่อไป

โครงสร้างบางส่วน (ดูฉบับเต็ม):

  • สำนักวิชาการ - จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรอุดมศึกษา
    • สำนักวิชาเสกขศิลป์ (ศึกษาศาสตร์ การเรียนการสอนแบบบูรณาการ)
    • สำนักวิชาสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
    • สำนักวิชาศิลปศาสตร์
  • สำนักวิชาสหศาสตร์ - วิจัย บริการวิชาการและวิชาชีพ ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การเรียนรู้ตลอดชีวิต

หมอวิจารณ์ พูดถึง อาศรมศิลป์

แชทกะเพื่อนอยู่ สถาปัตยกรรมคืออะไร (ในความหมายชุมชนและสิ่งแวดล้อม) มันว่าพื้นที่ที่เปิดให้มีกิจกรรมร่วมกัน งั้น ไซเบอร์สเปซ ก็ได้ดิ ได้มะ?

technorati tags: , ,

2007-03-25

OER Commons

Open Educational Resources (OER) ทรัพยากรการศึกษาเปิดสำหรับทุกคน มีเนื้อหาตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษา ใช้สัญญาอนุญาตแบบ Creative Commons

technorati tags: ,

2007-03-12

2006-04-11

liberal arts education .. for liberal society ?

การศึกษาแนวเสรี: เป้าหมายในอุดมคติของการศึกษาไทย?
โดย สฤณี อาชวานันทกุล (คนชายขอบ)

วันนี้ open online ตีพิมพ์ open feature เรื่องใหม่ของเธอ ... ‘การศึกษาแนวเสรี: เป้าหมายในอุดมคติของการศึกษาไทย?’

เป็นการตีพิมพ์ในวันที่ เธอกำลังเดินทางข้ามขุนเขาอันคดเคี้ยวอยู่ที่ภูฐาน ซึ่งเธอประกาศกร้าวผ่านเว็บไซต์คนชายขอบของเธอก่อนออกเดินทางแล้วว่า “จะกลับมาเล่าเรื่องเป็นหนังสือให้ได้!”

เป็นการตีพิมพ์บทความวิพากษ์วิจารณ์ ยกประสบการณ์ และเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ภายใต้ทิศทางการศึกษาเสรี (Liberal Arts Education) โดยผู้เขียนซึ่งมีประสบการณ์ตรงจากการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อันมีหลักสูตรการศึกษาเสรียอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

เป็นการตีพิมพ์บทความเรียกน้ำย่อย เสียก่อนที่บทความพิเศษชุด ‘การศึกษา’ ชิ้นอื่นๆ ของเธอจะตามมาให้อ่านกันเป็นระลอก

โปรดอย่ารอช้า รีบคลิกอ่านโดยพลัน ! – มิเช่นนั้น อาจอ่านงานสฤณีไม่ทัน! (ฮา)

อ่านไม่ทันจริง ๆ แหละ - - ค้างอยู่เพียบเลย แล้วยังมีที่ OPEN ที่ นอกกรอบ ที่มติชน ฯลฯ อีก - -"

2006-02-09

Educated for ?

คุณค่าที่แท้จริงของการศึกษา
สุนทรพจน์ของ เดวิด ฟอสเตอร์ วอลเลซ นักเขียน กล่าวในวันรับปริญญา มหาวิทยาลัยเคนยอน วันที่ 21 พฤษภาคม 2548
แปลโดย คนชายขอบ

“ สุนทรพจน์วันรับปริญญาที่ “เจ๋ง” ที่สุดที่ข้าพเจ้ารู้จัก ”

“ เมื่ออ่านสุนทรพจน์นี้จบลง ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนกับได้อ่านบทความที่ดีมากๆ เรื่องหนึ่ง ที่ “เข้าถึง” สัจธรรมทางพุทธ โดยเฉพาะเรื่องของสติ อคติ และอวิชชา ได้ดีกว่าข้อเขียนของพระแท้ๆ บางรูปเสียอีก :) ”

ว่าที่บัณฑิตทั้งหลาย จะไม่ลองอ่านหรือ ? :)

2006-01-28

History for what ?

ตอนเรียนประวัติศาสตร์สมัยเด็ก ๆ (ประถม-มัธยม) นี่ เราเรียนอะไรกันมั่ง มีใครพอจำได้มั๊ย

ถ้าประวัติศาสตร์ตะวันตก ก็คงมีพวกอารายธรรมเก่าแก่ทั้งหลาย พวกลุ่มแม่น้ำไนล์, ไทกรีซ-ยูเฟตรีส (สะกดถูกป่ะ ??) มาถึงกรีก โรมัน ... น่าจะหมดแล้ว เราเรียนกันแค่โรมันเดียวด้วยล่ะมั้ง คือพอย้ายเมืองหลวงไปที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลปุ๊บ ก็เหมือนเราจะหยุด ๆ ไปแล้วล่ะ (ส่วนไอ้ อาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ซึ่งอยู่บริเวณประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน) นั้น เพิ่งจะได้มารู้จักเมื่อไม่นานมานี้เอง) แล้วเราก็ข้ามมาที่ยุคเรอเนซองค์ ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมเลย ทำไมทำมา สิ่งเดียวที่จำได้จากตอนมัธยมในเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็คือ "เพราะมีคนคิดเครื่องจักรไอน้ำได้" (ส่วนเรื่องสภาพสังคม เศรษฐกิจ การปกครองในสมัยนั้น อะไรถึงทำให้เกิด หรือเกิดแล้วมีผลอะไรตามมามั่ง เหมือนจะไม่มีสอน ..หรือครูเค้าอาจจะสอน แต่มันคงไม่เข้าหัวโง่ ๆ ของเราเอง)

ส่วนประวัติศาสตร์ตะวันออก ถ้าไม่นับพม่าที่ทะเลาะกับเราอยู่เรื่อย หรืออย่างลาว กัมพูชา มาเลเซีย ไรงี้ ที่เราเสียดินแดนไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไกลสุดที่พอนึกออกก็คงเป็นญี่ปุ่น ในฐานะประเทศต้นกำเนิดโกโบริ และระเบิดปรมาณูสองดอกที่พี่กันเอาไปบึ้มบึ้ม จำได้แค่นั้นล่ะมั้ง (โรคมินามาตะ กะ อิไตอิไต อันไหนเป็นอันไหนยังงง ๆ อยู่ .. แล้วมันเกี่ยวไรก็ปรมาณูวะ เอ้อ นั่นดิ .. เหมือนจะไม่เกี่ยวนะ) อ๋อ มีจีน ที่จำได้ว่า สมัยพระนารายณ์เรามีส่งบรรณาการไปให้ แล้วประมาณว่าจีนนึกว่าเราเป็น "เมืองที่สวามิภักดิ์" หรืออะไรเทือกนั้นของเค้า นอกนั้นก็นึกอะไรไม่ออกเกี่ยวกะเอเชียละ ... ทวีปที่ประเทศไทยแปะอยู่เชียวนะเนี่ย (ไต้หวัน เป็นอะไรกับจีน ยังไม่รู้เลย อ๋อ รู้ว่าฮ่องกงนี่อังกฤษเช่าจากจีน แล้วจีนก็มีสงครามฝิ่น เคยดูหนังจีนตอนเด็ก ๆ มีโรงฝิ่นด้วย คงประมาณนั้นแหละ)

ส่วนประวัติศาสตร์ไทย เท่าที่จำได้ เค้าสอนถึงแค่สมัย ร.5 เลิกทาส แล้วก็ ร.6 นิด ๆ แล้วก็เหมือนจะจบละ ประวัติศาสตร์ไทยจบแค่นั้น ที่เน้น ๆ ก็คงมีสมัยเสียกรุงสองครั้ง สมัยพ่อขุนราม สมัยพระนารายณ์ สมัยพระเจ้าตาก แล้วก็ ร.5 ทำนองนี้ มีพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัย ร.7 นิดหน่อย อ๋อ มีชื่อคณะราษฎร์ด้วย แต่ไม่รู้ว่าเค้าเป็นใครมาจากไหนหรอกนะ รู้แค่ว่า "เป็นนักเรียนนอก"

ส่วนชื่ออย่าง ผิน เผ่า สฤษดิ์ หรือ 3 หน่อ ถนอม ประภาส ณรงค์ ผมนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินในห้องเรียนรึเปล่า (กรุณาอย่าฝันถึง เลข 14 6 หรือคำว่า พฤษภา เพราะจนป่านนี้มันยังไม่มีในแบบเรียนเลย ไม่ต้องพูดถึงสมัยผมหรอก)

ทำไมทำไปทำมา ประวัติศาสตร์สมัยเด็ก ๆ ที่ผมเรียน มันช่างไกลตัวสิ้นดีล่ะเนี่ย บางเรื่องก็ดันจะเหมือนนิยายซะมากกว่าด้วย (ไอ้พวก อียิปต์ กรีก ทั้งหลายน่ะ หยั่งกะเซนต์เซย่า เทพีเอธีน่างี้ :P) ส่วนไอ้เรื่องใกล้ ๆ บ้านก็ไม่ค่อยได้รู้ไรเท่าไหร่ ส่วนเรื่องในบ้าน ก็รู้เยอะขึ้นมาหน่อย แต่ก็เหมือนกั๊ก ๆ อยู่ดี ๆ ประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอน ก็เหมือนหายไปไหนเสียฉิบ

แล้วเรื่อง ๆ ที่ได้เรียน มันก็เหมือน .. เออ ฟังเรื่องเล่าจริง ๆ น่ะแหละ เค้าบอกว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ที่ไหน ใครเป็นคนทำ เมื่อไหร่ แต่นาน ๆ จะบอกว่า ทำไม อะไรเป็นแรงจูงใจ สภาพแวดล้อมตอนนั้นมันเป็นยังไง มีสถานการณ์อะไรที่ทำให้เกิดการกระทำนั้นขึ้นมาบ้าง ถ้าประวัติศาสตร์มันเล่าได้แค่นี้ (ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่) แถมยังเล่าได้สนุกน้อยกว่าหนัง ... ผมดูหนังเหอะ

เค้าว่าคนไทยลืมง่าย แป๊บ ๆ ก็ลืม

เป็นเพราะเราไม่ได้ถูกปลูกฝังไอ้เรื่องการให้ความสำคัญกับอดีตมาตั้งแต่เล็ก ๆ รึเปล่า ?

มันจะสำคัญไปทำไมล่ะ ก็มันไม่น่าสนใจนี่หว่า มันเชื่อมโยงอะไรกับตัวเราไม่ได้เลย ประวัติศาสตร์สารพัดที่เรียน เป็นเรื่องที่ โน่น ห้าสิบปีร้อยปีขึ้นไป เป็นประวัติศาสตร์ของเจ้า ของผู้นำประเทศ หรือของผู้นำปฏิวัติ (ที่ปฏิวัติสำเร็จ) ไม่มีประวัติศาสตร์ของประชาชน ไม่มีประวัติศาสตร์ที่เรารู้สึกได้ว่า เฮ้ย ไอ้นี่มันเป็นปู่ของปู่ของพ่อกูว่ะ เค้าเป็นคนเหมือนเรานะ .. มันไม่มีความรู้สึกร่วม ... เพราะงั้นตอนเรียนประวัติศาสตร์ไทย อารมรณ์มันก็ไม่ได้ต่างกะเรียนประวัติศาสตร์อเมริกาซะเท่าไหร่ (ยกเว้นว่าอเมริกาเค้าเท่กว่า) เหมือน ๆ กันหมด .. อ้อ ต่างกันนิดนึง ตรงที่ทำให้เรามีเหตุผลในการเชียร์บอลซีเกมส์ไทย-พม่าขึ้นมาหน่อย .. รู้สึกรักชาติขึ้นมานิ๊ดนึง (แต่ให้รักมากกว่านั้นคงไม่ไหวล่ะ ก็เราไม่ได้รู้สึกว่าชาตินี้มันเป็นชาติของเราซักเท่าไหร่นี่ ไม่ได้รู้สึกว่าปู่ย่าตายาย พ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอา หรือคนที่เค้ารู้จัก คนที่เค้ารัก บางคนต้องสูญเสียอะไรไปมั่ง กว่าเราจะมีสภาพที่เราเป็นอยู่อย่างนี้ได้)

นอกจากมันจะเชื่อมโยงกับตัวเราไม่ได้แล้ว ที่ร้ายกว่านั้น ตัวมันเองยังเชื่อมโยงกันเองไม่ได้เลย ก็อย่างที่บอกไป ประวัติศาสตร์อย่างที่เราได้เรียนมา ไม่สามารถทำให้เราคิดได้เลย ว่าเหตุการณ์ไหนมันเชื่อมโยงกันได้ยังไง — ไอ้ที่ว่า เรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน และวางแผนเพื่ออนาคต ก็ดูจะเป็นสิ่งเลื่อนลอย โม้

แบบเรียนอีกห้าสิบปีข้างหน้า1 ลูกหลานของเราจะได้เรียนรึเปล่า เรื่องเลข 14 เลข 6 เรื่องเดือน 5 เรื่อง 3 ทรราช เรื่องราเกซ เรื่องต้มยำกุ้ง (ที่ไม่ใช่โทนี่จา) เรื่องไอเอ็มเอฟ เรื่องสุวรรณภูมิ หรือไอ้เรื่องหุ้น ๆ อะไรซักอย่างนี่เร็ว ๆ นี้ ... หรือเค้าจะหันมามองหน้าเรา "ลุง โม้ไร ไม่เห็นรู้เรื่อง ครูไม่เห็นเคยสอน" (วิชาประวัติศาสตร์ ราคา 0.5 หน่วยกิต ครูที่ไหนเค้าจะอยากสอนเยอะ ๆ สอนไปก็ไม่ได้ใช้เอนทรานซ์นี่)

ก็พวกเราเป็นคนง่าย ๆ รักสงบ ชอบให้อภัย ไม่อยากเก็บอะไรมาคิดให้ติดใจ (เจ็บไม่จำ ?) อโหสิ ๆ กันไป ... แล้วจะไปสนใจเรื่องอดีตทำไม๊ เสียเวลาทำมาหากินเปล่า ๆ


1 Modern Thai History (3rd Edition, 2053). Ministry of Education and National Security. ISBN X-XXXX-XXXXX Printed in Singapore.
(ประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (แก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 3 พ.ศ. 2596) กระทรวงการศึกษาและความมั่นคงของชาติ ISBN X-XXXX-XXXXX พิมพ์ที่สิงคโปร์)


สงสัย: ทำไมผมเพิ่งเคยได้ยิน ประวัติศาสตร์แบบนี้ ?

2005-12-16

Thai Education System on the Cross-road

อุดมศึกษาไทย บนทางแพร่ง — วิวัฒน์ชัย อัตถากร

สมมุติหากหลายมหาวิทยาลัยพัฒนาถึงขั้น "ระดับโลก" ในอนาคตแบบมหาวิทยาลัย Harvard, MIT, Oxford, Cambridge ฯลฯ ได้จริง ถามอีกว่าแล้วคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศได้อะไร แล้วใครได้บ้าง คนจนยังต้องเป็นแรงงานรับจ้างราคาถูกเช่นเดิมไหม?

การพัฒนาสู่ "ความเป็นเลิศ" จะมีความหมายในบริบททางสังคมไทยจริงก็ต่อเมื่อ "รับใช้" อย่างกระจายตัวควบคู่ไปด้วยเสมอๆ

ทิศทางการผลิตความรู้ควรแก้ปัญหาพื้นฐานของชาติให้ตรงจุด สามารถ "ชี้นำทางสังคม" ไม่ใช่เพียงแค่ "ความเป็นเลิศแบบลอยๆ" แต่ "ขาดความเป็นธรรม" ควรตั้งโจทย์จากความเป็นจริงจากชุมชนด้วย การตั้งโจทย์ได้ถูกต้องจึงมิใช่การขานรับตามๆ กัน เห็น "ช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง" หรือ "ตามดูแห่" การเดินตามกระแสโลกอย่างขาดจังหวะก้าว อาจสร้างความเสี่ยงภัยโดยไม่รู้ตัวอย่างไม่จำเป็น ควรเดินเข้าหาโลกาภิวัตน์ด้วยปัญญาอย่างมิสติและศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ

ผู้เขียนไม่คิดค้านเปิดเสรี หากแต่ไทยจะเปิดเสรีในวิถีทางใดมากกว่าจึงจะยั่งยืน

เรา "เปิดเสรีการค้า" เราก็ขาดดุลการค้า เรา "เปิดเสรีการลงทุน" เราก็เป็นหนี้ล้นพ้นตัวจากซื้อเทคโนโลยีเขา เรา "เปิดเสรีการเงิน" เราก็พ่ายแพ้ในสงครามการเงิน ในช่วงห้าสิบปีมานี้เกิดวิกฤตชาติมาสองครั้งสองคราแล้ว พอจะเป็น "อุทาหรณ์" สอนใจได้บ้างหรือไม่นั้น ก็น่าลองฉุกคิดหรือพิจารณาใคร่ครวญดูบ้าง

(อยากให้) อ่านต่อ...

2005-07-18

อาณานิคมทางปัญญา

พี่มหา:

“ประเทศไทย ส่งนักเรียนไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ด้วยความเชื่อว่าเมืองนอกดีกว่า เก่งกว่า มานานแสนนานแล้ว

แต่ทำไม หนังสือเรียนต่าง ๆ ในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ยังต้องใช้หนังสือฝรั่งอยู่มาก!!??”

อ่านต่อ: “ถ้ายังขาดความเป็นตัวของตัวเอง เรียนสูงแค่ไหนก็ไร้ความหมาย”

เดี๋ยวนี้ตำราเรียนที่เคยใช้ นอกจากฝรั่งเขียนแล้ว ยังมีอินเดียกับจีนด้วย (แต่เป็นภาษาอังกฤษ)

อืม .. นั่นน่ะสิเนอะ

อ่านความเห็น ที่ GotoKnow.org