ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)
Showing posts with label history. Show all posts
Showing posts with label history. Show all posts

2010-09-02

history and mobility, the mobile personal and the mobile phone

โพสต์รูปเก่า ๆ ลงเฟซบุ๊ก มีเพื่อนคนนึง ว่ารูปนี้ถ่ายจากกล้องอะไร สีสวยดี

มันคือกล้องของมือถือ Sony Ericsson K700i ผมก็ชอบสี ชอบ 'เกรน' ของมันด้วย

ผมมีชีวิตช่วงหนึ่งที่ผูกพันกับมือถือเครื่องนี้

จำได้ว่าซื้อมันหลังส่ง dissertation อะไรประมาณนี้ อยากได้มาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้อ พอดีที่ชาร์จมือถือเครื่องเก่าสายมันขาดพอดี ถูกเก้าอี้ในห้องแล็บคอมทับกระจุย ก็เลยถือโอกาสซื้อเลย

อยากซื้อของแก้เครียดด้วย เป็นอีกเหตุ จำได้ว่าช่วงใกล้ ๆ กันก็ซื้อรองเท้าด้วย ผ้าใบ Diesel ที่ลดราคาเหลือ 25 ปอนด์ คู่ที่ใส่อยู่ตอนนั้นมันเจ๊งมาก ๆ แล้ว และหน้าหนาวกำลังจะมา

K700i เครื่องนี้เป็นหลายอย่าง

มันถือเป็นกล้องดิจิทัลตัวแรกในรอบสองสามปีนั้นของผม
(ก่อนหน้านี้มีตัวนึง พี่ ๆ ที่ Sun ซื้อให้เป็นของขวัญ แต่โดนงัดจากรถไป พร้อม ๆ กับโน๊ตบุ๊ก โลโม ซาวนด์เบาท์ และปาล์ม!)

มันเป็นวิทยุและเครื่องเล่น mp3
ผมฟังมันบนรถไฟ ฟังมันตอนเดินไปไหนต่อไหน บางทีก็ตอนล้างจานในร้านนี่แหละ

มันเป็นมือถือเครื่องแรกของผมด้วยมั้ง ที่รัน J2ME ได้
ผมทดลองเอา LekLekDict มาโมเป็น WeeDict ก็บนมือถือเครื่องนี้แหละ

แน่นอน มันเป็นโทรศัพท์ด้วย
ผมโทรกลับเมืองไทยบ่อย ๆ ในช่วงนั้น ด้วยโทรศัพท์เครื่องนี้

จะถือว่ามันเป็นมือถือในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ได้

ผมซื้อมันที่เอดินบะระ หลังส่ง dissertation แล้วก็ย้ายบ้านทีนึง มาอยู่ใกล้ ๆ กับต้นถนน Leith Walk ผมทำ WeeDict ที่บ้านนี้

แล้วก็ย้ายออกจากเอดินบะระ มาอยู่กะญาติที่ลอนดอนพักนึง ระหว่างรอตอบรับสมัครงานและทุนต่าง ๆ ช่วงนี้มันทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่น mp3 และโทรศัพท์อย่างหนัก รวมถึงเกมเทนนิสด้วย

ลอนดอนช่วงนั้นที่ผมอยู่ ปลายปี 2004 หนาวมาก ๆ หิมะเยอะจนซึมเศร้า มันเป็นอารมณ์ของการรอคอยล่ะมั้ง หลาย ๆ เรื่อง

ผมรอตอบรับอะไรต่าง ๆ จนกระทั่งวีซ่าหมด ก็ต้องกลับเมืองไทย ตอนนั้นได้งานที่พอตสดัมแล้ว แต่ต้องรอเอกสารอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่ายังไง รู้แต่มันวุ่นวาย ๆ หน่อยตรงที่ผมต้องไปเดินเรื่องกะสถานทูตเยอรมันในลอนดอน คือกระบวนการขอใบอนุญาตทำงานมันเริ่มตรงนั้น แล้วตอนแรกนึกว่ามันจะเสร็จก่อนวีซ่ายูเคผมหมดมั้ง แต่ปรากฎว่าไม่ทัน แล้วก็โยกไอ้กระบวนการนั่นกลับมากรุงเทพไม่ได้ด้วย ผมเลยต้องกลับกรุงเทพก่อน แล้วค่อยโผล่ไปลอนดอนอีกรอบ เพื่อเอาใบอนุญาตทำงาน แล้วค่อยไปเบอร์ลินได้ คือวุ่นวายอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะสำหรับผมที่ทึ่มมากเรื่องงานเอกสารต่าง ๆ

เจ้า K700i ก็ไปกับผมด้วย

มันน่าจะได้ไปหลายที่อยู่เหมือนกัน จนผมกลับมากรุงเทพ มันก็ยังใช้การได้ดีอยู่

วาระสุดท้ายของ K700i เครื่องนี้ คือที่หน้าลิฟต์ตึกวิศวะคอม ม.เกษตร คิดว่าน่าจะเป็นวันงาน TLUG ล่ะมั้ง ผมรีบ ๆ ออกมาจากห้อง จะไปอีกที่ มือถือมันก็ตกลงมากระจาย หน้าจอแตก

ตอนแรกว่าจะซ่อม เปลี่ยนจอ ร้านที่มาบุญครองบอกว่าไม่คุ้มหรอก เปลี่ยนเครื่องใหม่ดีกว่า ผมก็ลังเล ชั่งใจอยู่นาน คือข้อมูลและเบอร์โทรต่าง ๆ ข้างในก็ยังอยากได้ แต่ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี :p

สุดท้ายก็ซื้อเครื่องใหม่ เป็น Sony Ericsson K510i เลียนแบบ @theniw

ประวัติศาสตร์บุคคล ผ่านโทรศัพท์มือถือ :p

technorati tags: , ,

2009-09-26

(เพื่อ "ภูมิซรอล") [review] ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. โดย จิตร ภูมิศักดิ์.

เทอมที่แล้ว เรียนวิชามานุษยวิทยาภาษากับยุกติ หนังสือเล่มแรกที่ทุกคนต้องอ่านและวิจารณ์ ก็คือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศยาม, 2544 [2519]).

(ทั้งหมดต้องวิจารณ์สองเล่ม. อีกเล่มนั้น แล้วแต่ว่าใครจะเลือกเล่มไหน, จาก 3-4 เล่มที่ยุกติเลือกมาอีกที, ซึ่งผมเลือก Portraits of “the Whiteman”: Linguistic play and cultural symbols among the Western Apache โดย Keith Basso (Cambridge: Cambridge University Press, 1995 [1979]) ตามที่เคยโพสต์แบ่งกันอ่านไว้แล้ว)

ช่วงนี้มีข่าว เรื่องเขมร ๆ โผล่มาบ่อย เริ่มจากการประท้วงของพันธมิตรที่ปราสาทพระวิหาร ตามด้วยเรื่องกลุ่ม 40 ส.ว. นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ภูมิซรอล เพราะเป็นคำเขมร :

ควรเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่ เพราะชื่อนี้เป็นภาษาเขมร ที่แปลเป็นๆไทยว่าแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แสดงว่าประชาชนชาวเขมรอุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ประชาชนไทยสมบูรณ์

ส่วนชาวบ้านภูมิซรอลก็ตอกกลับ ให้ไปเปลี่ยนบ้านตัวเองเถอะ ฉันอยู่ของฉันมาดี ๆ จะมายุ่งอะไรชื่อหมู่บ้านฉัน ในข่าวนั้น มีพูดถึง ภาษาส่วย ด้วย

ยังมีความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกมากมาย เช่นบทความสองชิ้นนี้ : ภูมิซรอล (ตอนวิหารแห่งความเขลา) โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (Mekong Review) และ ชาติที่ภูมิซรอลกับชาติที่มัฆวาน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (มติชนรายสัปดาห์ 25 ก.ค. 2551)

วันนี้เลยเอาตัวที่วิจารณ์ความเป็นมาของคำสยามฯ มาแบ่งกันอ่านด้วย มีเรื่องคำเขมร คำไทย คำส่วย ฯลฯ พวกนี้อยู่บ้าง คนในภูมิภาคนี้สัมพันธ์กันอย่างไร

ดาวน์โหลด PDF (196 KB), OpenDocument (27 KB) — เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา 3.0 ประเทศไทย

จะว่าไปแล้ว รายงานฉบับนี้จะเรียกว่า วิจารณ์ ก็คงจะไม่ถนัดนัก เพราะน่าจะเป็นแค่สรุปเนื้อหาโดยย่อพร้อมข้อสังเกตเพิ่มเติมนิดหน่อยมากกว่า ส่วนที่เป็นการวิพากษ์จริง ๆ นั้น น้อยมาก. เนื้อหาบางส่วนมีดังนี้ :

ในชื่อของภาคที่หนึ่ง “พื้นฐานทางนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์” ผมไม่แน่ใจว่า จิตรเลือกอธิบายวิธีที่เขาใช้ว่าเป็น นิรุกติศาสตร์ (philology) แทนที่จะเป็น ภาษาศาสตร์ (linguistics) อย่างตั้งใจจะเปรียบต่างกันหรือไม่, ด้วยศาสตร์บางสาขาที่เขาใช้ เช่น สรวิทยา (phonology) นั้นนับเป็นศาสตร์ในภาษาศาสตร์มากกว่า. นิรุกติศาสตร์นั้นสนใจรูปและความหมายของการแสดงออกทางภาษา โดยได้รวมเอาแง่มุมจากสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น การตีความอย่างในวรรณกรรมศึกษา และการศึกษาที่มาและการเปลี่ยนแปลงอย่างใน ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ (historical linguistics) และ ศัพทมูลวิทยา (etymology) มาไว้ด้วยกัน, การใช้คำว่านิรุกติศาสตร์ จึงมีความหมายในทางการศึกษาพัฒนาการเชิงประวัติอยู่ด้วย เป็นการเน้น การศึกษาภาษาผ่านช่วงเวลา (diachronic analysis) เปรียบต่างกับ การศึกษาภาษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (synchronic analysis) ซึ่งถูกทำให้เป็นที่นิยมโดย แฟร์ดิน็อง เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure, 1857-1913). เมื่อแนวทาง synchronic analysis อย่างโซซูร์เป็นที่นิยม คำว่า “ภาษาศาสตร์” โดยทั่วไป หากไม่ได้ระบุเป็นอย่างอื่นไว้ ก็กลายหมายถึงการศึกษาแบบ synchronic analysis ไปหมด, การใช้คำว่า “นิรุกติศาสตร์” ในยุคหลังจากนั้น จึงเป็นการเน้นความเป็น diachronic analysis.

ตามความเห็นของจิตร ชนชาติที่เจริญกว่าหรือมีฐานะเหนือกว่าทางสังคม มักเรียกชนชาติที่ล้าหลังกว่าหรืออยู่ในอำนาจปกครองด้วยชื่อที่มีความหมายต่ำทรามหรือเหยียดหยามดูถูก ซึ่งการเรียกเหล่านี้ปรากฏออกมาในสองกระแสใหญ่คือ 1) การดูถูกทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ โดยไม่ยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์เสมอตน โดยอาจเป็น สัตว์ หรือเป็น อมนุษย์ อย่าง ผี ปีศาจ 2) การดูถูกโดยฐานะทางสังคม คือยอมรับว่าชนชาตินั้นเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ระดับต่ำกว่า โดยอาจะเป็น ขี้ข้า อย่าง เชลย ทาส หรือเป็น คนป่าเถื่อน ไม่เจริญ มีความผิดปกติไปจากสังคมของตน. เหล่านี้คือชื่อที่ความหมายต่ำทราม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกชนชาติอื่น. ตัวอย่างของการเรียกลักษณะนี้เช่น ชื่อ ‘ส่วย’ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกหลายชนชาติ มากจากคำว่า “ไพร่ส่วย” ซึ่งเป็นฐานะทางสังคมซึ่งตกเป็นเบี้ยล่างของชนชาติเหล่านั้นในช่วงเวลาหนึ่ง (น. 282-291).

ปฏิกริยาตอบโต้จากชนชาติที่ถูกเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามในสองรูปแบบดังกล่าวข้างต้น ปรากฏออกมาให้เห็นในชื่อชนชาติที่เรียกตัวเองว่า 1) เป็นมนุษย์ 2) เป็นมนุษย์ที่เจริญ ซึ่งจิตรจัดให้เป็นความหมายที่ดีงามกระแสที่หนึ่ง. ส่วนกระแสที่สองคือ ชื่อชนชาติที่แสดงความยิ่งใหญ่สูงส่ง ซึ่งอาจเป็น ความยิ่งใหญ่ทางการเมืองการปกครอง หรือ ความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรม. เหล่านี้คือลักษณะของชื่อที่มีความหมายดีงาม ซึ่งชนชาติหนึ่งจะใช้เรียกตัวเอง. ตัวอย่างเช่น นาค “คนแข็งแรง” (น. 257-258), ขมุ “คน”, มระบรี “คนอยู่ป่า”, กะยา “คน” ฯลฯ, หรือการที่ไตหนานเจ้าใช้ตัวอักษร 大 (ไต่, ไต้, ต้า แปลว่า ใหญ่, ยิ่งใหญ่, มหา) เพื่อติดต่อกับจีนเอง เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่เทียมจีน (น. 180-183).

เมื่อพิจารณาตามจิตรนี้ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเอง ก็สามารถบอกถึงลักษณะทางสังคมของชนชาตินั้น ในสายตาของชนชาตินั้นเองหรือในสายตาของชนชาติอื่นได้. ส่วนชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกอีกชนชาติหนึ่ง หรือ ชื่อที่ชนชาติหนึ่งใช้เรียกตัวเองในภาษาของอีกชนชาติหนึ่ง (เช่นกรณีชื่อที่ไตหนานเจ้าใช้เรียกตัวเองในภาษาจีน) ก็สามารถบอกถึงลักษณะความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชนชาติได้.

จิตรอาศัยความรู้ทางสรวิทยา ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของภาษาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเสียง อธิบายการเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปของคำ โดยอธิบายว่าแต่ละชนชาติก็ปรับการออกเสียงให้เข้ากับลิ้นของตน ซึ่งมีลักษณะการออกเสียงที่ทำได้-ทำไม่ได้อยู่ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปเสียง เช่น กรณีของคำว่า สาม-อาสาม-อัสสัม (น. 117-118). การเลื่อนเสียง-เปลี่ยนรูปเหล่านี้ ไม่ได้ทำอย่างไร้หลักเกณฑ์ เช่น การผันเสียงก็มี “กฎธรรมชาติของเสียง” กำกับอยู่ ดังที่จิตรได้กล่าวถึงคือ การตัดเสียงกล้ำทิ้งไป (น. 409), การเปลี่ยนเสียงพยัญชนะ (น. 409-411), และการแยกคำกล้ำออกเป็นสองพยางค์ (น. 411-414).

ส่วนรูปเขียนของคำที่เปลี่ยนไปก็มาจากการพยายามสะกดให้ตรงกับเสียงที่ออก แต่ในบางภาษาก็อาจเป็นได้ว่า เขียนอย่างหนึ่งแต่ออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อรักษารูปคำเดิมที่ยืมมาไว้ เช่น การที่พม่าเขียน ‘ชาม’ แต่ออกเสียง ‘ชาน’ เพราะออกเสียงสะกดแม่กมไม่ได้ จึงต้องออกเสียงแม่กนแทน เป็น ‘ชาน’ แต่ที่เขียน ‘ชาม’ จิตรเสนอว่าก็เพื่อรักษารูปคำเดิมไว้ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการยืนยันว่า คำ ‘ชาน’ ในภาษาพม่านั้น มีรากเดียวกับคำว่า ‘ชาม’ ‘ซาม’ ‘เซน’ ‘ชิอาม’ ‘ซ๎ยาม’ ‘ศฺยาม’ และคำในภาษาอื่น ๆ ในบริเวณพม่า-ยูนาน-อัสสัม ที่ใช้เรียกคนไต (ภาคที่หนึ่ง บทที่ 2 “ชานและชาม”) หรืออักขรวิธีของไทยภาคเหนือ ที่เขียน ‘กร-’ แต่ออกเสียง ‘ข-’ เช่นเขียน ‘กรอม’ แต่ออกเสียง ‘ขอม’ (น. 414).

… ที่พจนานุกรมคังซีของจีน ให้อ่านอักษรที่ใช้เรียกชื่อชนชาติส้านหรือเสี้ยน ว่า ‘ถาน’ นั้น น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิดใน “เค้าเสียง” คือ อ่านเอาตามส่วนผสมที่บอกแนวทางเสียงในประกอบอยู่ในอักษร แต่ในกรณีของชื่อชนชาติส้านนั้น เสียงพยัญชนะที่ออกนั้นห่างจากเค้าเสียงไปไกล ผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องชื่อชนชาติ อาศัยดูจากเค้าเสียงเพียงอย่างเดียว ก็อาจออกเสียงผิดพลาดได้ (น. 146-148). อีกกรณีที่เกี่ยวข้องคือ การใช้อักษร ‘ถาน’ ในเอกสารจีนยุค พ.ศ. 1400 นั้นก็น่าจะเกิดจากความเข้าใจผิด สับสนกับอักษร ‘ส่าน’ เนื่องจากตัวอักษร ‘ถาน’ และ ‘ส่าน’ (คนละตัวกับ ‘ส้าน’) นั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก (น. 141, 143, 147). ข้อสังเกตของจิตรในประเด็นนี้ เตือนเราว่าการศึกษาจากเอกสารประวัติศาสตร์จึงควรระมัดระวัง โดยเฉพาะที่ถ่ายทอดกันมาหลายต่อ และใช่ว่าบุคคลหรือเอกสารที่ดูมีความน่าเชื่อถือ (authority) สูง อย่างพจนานุกรมที่จัดทำโดยหน่วยงานรัฐ จะมีความถูกต้องทุกครั้งไป.

โปรดสังเกตว่าเอกสารฉบับนี้ (ใน PDF) ทดลองใช้มหัพภาคเป็นเครื่องหมายจบ ประโยค และ ญ หญิง แบบไม่มีเชิง (ภาษาไทยปัจจุบันเขียน ญ แบบมีเชิง) เลียนแบบต้นฉบับหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ ของจิตร (หนังสือ วิทยาศาสตร์กับความจริงในวัฒนธรรมไทย โดย เสมอชัย พูลสุวรรณ (กรุงเทพ: คบไฟ, 2544) ที่อ้างถึงในตอนท้ายของบทวิจารณ์ ก็ใช้มหัพภาคจบประโยคเช่นกัน).

สำหรับผู้สนใจเรื่องเชิงของ ญ หญิง สามารถหาอ่านได้โดยละเอียดจากหนังสือ ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย โดย จิตร ภูมิศักดิ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2548) (มีรูปให้ดูบางส่วนใน Pantip Topic Stock) และอ่านเรื่องเชิง ญ หญิง กับการแสดงผลในคอมพิวเตอร์จากบล็อกของ เทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์ (@theppitak): On Descenders of Yo Ying and Tho Than, Thai Script Origin, Phnom Penh Report.

technorati tags: , , , , , ,

2009-01-12

Sulak Sivaraksa says 'NO' to Kukrit Pramoj

“ ... วิธีการเช่นนี้ คุณชายคึกฤทธิ์ใช้มากับผมและบุคคลอื่นๆ ที่เธอรังเกียจก่อนแล้วที่สยามรัฐ ก็ถ้าสื่อมวลชนใช้อคติส่วนตัวของผู้บริหารสูงสุดเป็นตัวกำหนด ว่าควรเอ่ยชื่อใครหรือไม่ และบทความของใครควรลงพิมพ์หรือไม่ โดยที่คนๆ นั้นเป็นคนที่ผู้บริหารสูงสุดรังเกียจเสียแล้วละก็ สื่อมวลชนดังกล่าวมีความเป็นกลางละหรือ รักสัจจะหรืออาสัตย์อาธรรม์กันแน่

แม้อนันตริยกรรมข้อนี้ ประการเดียว บุคคลคนนั้น ยังควรได้รับยกย่องให้เป็นคนสำคัญของโลกอีกละหรือ โดยไม่จำต้องเอ่ยว่าสี่แผ่นดิน นั้นเป็นนวนิยายที่ใช้ล้างสมองให้คนเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นของเลว ราชาธิปไตยเป็นของวิเศษ ชาติวุฒิสำคัญยิ่งกว่าคุณวุฒิของสามัญชนคนธรรมดา และแล้วเราก็ยังถูกสะกดให้อยู่ในอีหรอบนี้อยู่ หรือมิใช่ ... ”

ส.ศิวรักษ์ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงบรรณาธิการไทยโพสต์ เพื่อแสดงความเห็นต่อบทความ “คึกฤทธิ์คนสำคัญของโลก” ในคอลัมน์ บังอบายเบิกฟ้า ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2552 แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเสนอชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ต่อยูเนสโกเพื่อให้รับรองเป็นบุคคลสำคัญของโลก นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลทำประชามติก่อน หากจะมีการเสนอชื่อผู้ใด ไม่ใช่ทำกันแต่เป็นการภายใน โดยไม่สนใจประชาชน (ถัดจากนี้คือเนื้อความในจดหมายดังกล่าว) :

๑๒๗ ซอยสันติภาพ ถนนนเรศ
บางรัก กรุงเทพฯ ๑๐๕๐๐

๘ มกราคม ๒๕๕๒

เรียนบรรณาธิการไทยโพสต์

ผมรู้จักคุณธรรมเกียรติ กันอริ มาตั้งแต่เขาเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม และนิยมชมชอบสำนวนการเขียนหนังสือของเขามาแต่สมัยนั้น หนังสือของเขาที่ดีที่สุดเมื่อเขายังอยู่ในวัยฉกรรจ์ คือเล่มที่ว่าด้วยคึกฤทธิ์ ปราโมช ลอกคราบคุณชายผู้นั้นอย่างสะใจ และใช้โวหารหลอกล้อ ดังที่คุณชายชอบใช้เล่ห์เช่นนั้นกับมหาชน ให้ใครๆ เห็นว่าคุณคึกฤทธิ์เป็นคนกะล่อน แต่เมื่อมาอ่านบทความของเขาเรื่อง “คึกฤทธิ์คนสำคัญของโลก” ในไทยโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม แล้วรู้สึกอ่อนใจ แสดงว่า คุณธรรมเกียรติ ในวัยที่สังขารเริ่มร่วงโรยไปนั้น กลับเห็นกงจักรเป็นดอกบัวไปเสียแล้ว

ก็การเสนอชื่อบุคคลให้ UNESCO รับรองว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลกนั้น คนๆ นั้น น่าจะมีความดีประกอบไปกับความรู้ความสามารถในทางการศึกษา (Education) วิทยาศาสตร์ (Science) และวัฒนธรรม (Culture) ตามชื่อขององค์การแห่งนั้นของสหประชาชาติ ที่ แล้วๆ มา สามัญชนคนไทยที่รัฐบาลเสนอไป ล้วนเป็นปูชนียบุคคลที่ควรแก่การกราบไหว้บูชาทุกท่าน นอกเหนือไปจากอัจริยภาพของท่านนั้นๆ ในทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นพระยาอนุมานราชธน นายปรีดี พนมยงค์ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือพุทธทาสภิกขุ รัฐบาลไทยไม่เคยเสนอชื่อสามัญชนที่เป็นคนกึ่งดิบกึ่งดี ที่มีความสามารถอย่างฉ้อฉลหรือบิดเบือนไปให้ยูเนสโกพิจารณามาก่อนเลย หาไม่หลวงวิจิตรวาทการ น่าจะเป็นบุคคลสำคัญของโลกไปแล้ว ในฐานะที่มอมเมาคนไทยได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคึกฤทธิ์ ปราโมช

อาจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการวิจัย (สกว.) ให้เรียบเรียงประวัติปัญญาชนไทย ๑๐ คน ซึ่งมีอิทธิพลกับการสร้างจิตสำนึกให้คนไทยร่วมสมัย ในจำนวนดังกล่าว มีหลวงวิจิตรวาทการ และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช รวมอยู่ด้วย ผลงานของเธอ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด ว่าบุคคลทั้งสองนี้ใช้เล่ห์เพทุบาย ในการมอมเมาผู้คนยิ่งกว่าให้ข้อเท็จจริงอย่างสุจริตใจ

เมื่อคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในสมัยรัฐบาล คมช. ได้เสนอให้คุณชายคึกฤทธิ์ เป็นบุคคลสำคัญของโลกมาทีหนึ่งแล้ว (โดยที่ภารกิจนี้เคยเป็นของกระทรวงศึกษาธิการ) และผมได้เขียนคัดค้านไปลงพิมพ์ใน ช่อการเกด ของคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นเหตุให้น้องชายของท่านรัฐมนตรีผู้นั้นสั่งไม่ให้ลงเรื่องที่ผมเขียนหรือ แม้แต่ชื่อของผมในหนังสือพิมพ์และนิตยสารในสังกัดของเขาเอาเลย ตราบเท่าจนบัดนี้

วิธีการเช่นนี้ คุณชายคึกฤทธิ์ใช้มากับผมและบุคคลอื่นๆ ที่เธอรังเกียจก่อนแล้วที่สยามรัฐ ก็ถ้าสื่อมวลชนใช้อคติส่วนตัวของผู้บริหารสูงสุดเป็นตัวกำหนด ว่าควรเอ่ยชื่อใครหรือไม่ และบทความของใครควรลงพิมพ์หรือไม่ โดยที่คนๆ นั้นเป็นคนที่ผู้บริหารสูงสุดรังเกียจเสียแล้วละก็ สื่อมวลชนดังกล่าวมีความเป็นกลางละหรือ รักสัจจะหรืออาสัตย์อาธรรม์กันแน่

แม้อนันตริยกรรมข้อนี้ ประการเดียว บุคคลคนนั้น ยังควรได้รับยกย่องให้เป็นคนสำคัญของโลกอีกละหรือ โดยไม่จำต้องเอ่ยว่าสี่แผ่นดิน นั้นเป็นนวนิยายที่ใช้ล้างสมองให้คนเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นของเลว ราชาธิปไตยเป็นของวิเศษ ชาติวุฒิสำคัญยิ่งกว่าคุณวุฒิของสามัญชนคนธรรมดา และแล้วเราก็ยังถูกสะกดให้อยู่ในอีหรอบนี้อยู่ หรือมิใช่

ทั้งนี้มิใยต้องเอ่ยยถึงว่า ไผ่แดง ก็ดี กาเหว่าที่บางเพลง ก็ดี แม้จน ฮวนนั้ง และซูสีไทเฮา ก็ล้วนลอกเลียนเอามาจากฝรั่ง อย่างหน้าด้านๆ อีกด้วย ในวงวรรณกรรมสากล ถือว่านี่คือการโขมยหรือปล้นสดมภ์มาเลยทีเดียว แล้วบุคคลเช่นนี้ละหรือที่ควรเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ยังการที่เขาดูถูกสาธารณรัฐประชาชนลาว โดยกล่าวหาว่าเลวร้ายและล้าหลัง จนถึงจะข้ามไปเผาเวียงจันทน์ด้วยแล้ว นี่มิเป็นการสร้างความอหังการอย่างผิดๆ ให้นักอ่านไทย ในกระแสชาตินิยมดอกหรือ แล้วเพื่อนบ้านของเราทางฝั่งโขงข้างโน้นจะรู้สึกอย่างไร

ก็บัดนี้ เรามีรัฐบาลที่มีทีท่าว่าจะเป็นประชาธิปไตยยิ่งๆ ขึ้น ในทางเนื้อหา ถ้ารัฐบาลจะเสนอบุคคลใดให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก น่าจะแสวงหาประชามติสนับสนุน ไม่ใช่งุบงิบกันกระทำเป็นการภายใน โดยมองไม่เห็นหัวราษฎรทั้งหลายเอาเลย

รัฐบาลและสื่อมวลชนกระแสหลัก จักรับฟังข้อเสนอของผมดังกล่าวนี้ได้ จำต้องกล้าเผชิญกับสัจจะ และมีความกล้าหาญทางจริยธรรม โดยถอนตัวออกมาจากความมอมเมาต่างๆ ที่รับกันเรื่อยๆ มา จาก ม.ร.ว. คึกฤทธ์ ปราโมช เป็นต้นมา

ขอแสดงความนับถือ

(นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์)

... ผมขอเสนอบ้าง จิตร ภูมิศักดิ์

technorati tags: , ,

2008-11-25

Chulalongkorn Department of History Seminar 2/2551

(บล็อกไม่ค่อยได้อัป ก็แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ไปพลาง ๆ ก่อนนะครับ :p)

สัมมนาบัณฑิตศึกษา ภาควิชาประวัติศาสตร์ ภาคการศึกษาปลาย 2551

สถานที่ ห้อง 708 อาคารบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวลา 13.00-16.00 น.

จันทร์ 24 พฤศจิกายน 2551
“สถานะทางความรู้ของหนังสือการเมืองภายหลังการปฏิวัติ 2475 (2475-2484)”
โดย ณัฐพล ใจจริง นิสิตระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จันทร์ 15 ธันวาคม 2551
“ประวัติศาสตร์และการเมืองของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จันทร์ 26 มกราคม 2552
“สถานะของพุทธศาสนาในสังคมไทย หลัง 14 ตุลา”
โดย มโน เมตตานันโท เลาหวณิช ประธานมูลนิธิ ชีวันตารักษ์ (ดูแลผู้ป่วยขั้นสุดท้าย) อดีตประธานชมรมพุทธศาสตร์และประเพณีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ

จันทร์ 2 กุมภาพันธ์ 2552
“ประวัติศาสตร์นิพนธ์ พหุชนชาติ: มุมมองจากประวัติศาสตร์เวียดนามสมัยใหม่”
โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไม่มีค่าลงทะเบียน
สอบถามเพิ่มเติมที่ ภาควิชาประวัติศาสตร์ โทร. 0-2218-4672

----

[โฆษณา] มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

technorati tags: , ,

2008-09-29

design/social/tech links at late night

from Tactical Technology Collective:

Ubuntu Eee ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเล็กให้คุ้มค่า

History of Graphic Design 2008 ความเป็นมาของการออกแบบกราฟิกจนถึงปัจจุบัน

Design Matrix of the 20th Century (industrial design) ใครอะไรที่ไหนในแวดวงออกแบบอุตสาหกรรม

[ via anpanpon ]

technorati tags: , ,

2008-09-23

History of TLWG and LTN, by Ott

ประวัติความเป็นมาของกลุ่ม Thai Linux Working Group (TLWG) และเว็บไซต์ Linux.Thai.Net (LTN) เขียนโดยพี่อ็อท ภัทระ เกียรติเสวี (Ott) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มจัดทำเว็บไซต์ดังกล่าว พี่อ็อทมีส่วนร่วมกับการพัฒนาลีนุกซ์ในเมืองไทยตั้งแต่ช่วงแรก ๆ คือ Linux-SIS

เอกสารนี้คัดลอกมาจาก http://linux.thai.net/plone/about/history ซึ่งปัจจุบันส่วน Plone ซึ่งเป็น CMS ตัวเดิมของ Linux.Thai.Net นั้นเลิกใช้แล้ว ด้วยความกลัวว่าจะสูญหายไป จึงขออนุญาตคัดลอกมาไว้ ณ ที่นี้ครับ

ตามบันทึกเอกสารนี้ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ลิงก์ต่าง ๆ ด้านล่างนี้ เป็นไปตามเอกสารต้นฉบับ ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ (บางลิงก์ก็ตายแล้ว เช่น http://linux.thai.net/old-proposal.html) รวมถึงตัวสะกดทุกอย่างก็คงไว้อย่างเดิมด้วย เพื่อเหตุผลในการอ้างอิง — สำหรับลิงก์ที่ผมคิดว่าน่าจะเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อประโยชน์ในค้นคว้าเพิ่มเติม จะรวบรวมเอาไว้ด้านท้ายเอกสารทั้งหมดครับ (หลังคำว่า [จบเอกสาร])

[เริ่มเอกสาร]


History of TLWG and LTN

ความเป็นมา

การใช้ Linux ในประเทศไทยนั้นมีมานานแล้ว ในระยะแรกนั้นการใช้งานส่วนใหญ่จะมีอยู่ตาม สถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย หลังจากนั้นก็ได้แพร่หลายไปยังบริษัทเอกชน ที่ประกอบธุรกิจด้าน Internet และภาคเอกชนอื่นๆ รวมถึงภาครัฐ อย่างไรก็ดี การใช้งาน Linux ในระยะแรกยังเป็นไปอย่างไม่ง่ายดายสำหรับผู้ใช้ทั่วไปนัก เนื่องจากวิธีการใช้งานที่ค่อนข้างซับซ้อน และ เอกสารภาษาไทยยังมีไม่มาก ผลิตผลของคนไทยหรือที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยบน Linux มีกลุ่มที่เด่นๆ เช่น ไกวัล ลินุกซ์ เน้นทำ Distribution แบบธุรกิจ, บูรพาลินุกซ์เป็น Distribution จากมหาวิทยาลัยบูรพา และกลุ่ม ZzzThai ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียนไทยในมหาวิทยาลัย Electro Communications ที่โตเกียว ทำการพัฒนาด้านภาษาไทย และ Thai Extension (ชุดซอฟต์แวร์ที่ลงเพิ่มบน Linux ปกติแล้วทำให้ใช้งานภาษาไทยได้) นอกจากนี้ยังมีนักพัฒนาอิสระกระจายอยู่ทั่วไป

ในปี 2540 (1997) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) โดย ห้องปฏิบัติการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ได้มีการนำเอาซอฟต์แวร์ Linux มาพัฒนาเป็น Internet Server สำหรับโรงเรียน เพื่อใช้เป็นเครื่องบริการในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของโรงเรียน ใน โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย (SchoolNet) ) ภายใต้ชื่อ Linux School Internet Server (Linux SIS) โดยเน้นการพัฒนาให้ง่ายต่อการติดตั้งและการใช้งาน สำหรับครูในโรงเรียน และประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถใช้งานแทนอินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ราคาสูง โดย Linux-SIS 1.0 ได้ออกเผยแพร่ในเดือนเมษายนปี 2540 (1997) เวอร์ชั่น 2.0 ในเดือนมีนาคมปี 2541 (1998)

หลังจากที่ Linux-SIS 2.0 ได้ออกเผยแพร่ ทีมพัฒนา Linux-SIS ของเนคเทค ได้มีโอกาสพบปะกับกับ ผู้ใช้และนักพัฒนาจากสถาบันและหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และมีความเห็นตรงกันที่จะรวมกลุ่มกันขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ Linux ให้เหมาะกับการใช้งานของคนไทยมากขึ้น ให้ทำงานไม่ซ้ำซ้อนกัน จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง Thai Linux Working Group และเวบไซต์ http://linux.thai.net (LTN) ในเดือนกันยายน 2541 (1998)

เป้าหมายอันดับแรกของ TLWG และ LTN ก็คือ จัดทำบริการ mailing list ที่มีการเชื่อมต่อกับ newsgroup (โดยความสนับสนุนจากคุณวุฒิชัย ที่ประเทศญี่ปุ่น) และ wwwboard เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้มาสนทนากันได้โดยสะดวก และเปิดเผย ตามวิธีที่ชอบ และมีการรวบรวมงานพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษาไทย ซึ่งตอนแรกนั้นอยู่ กระจัดกระจายกันไป เข้ามาไว้ด้วยกัน และมีแผนหนึ่งปีคร่าวๆ ที่จะทำ Linux Distribution ที่เน้นการใช้งานภาษาไทยบน Desktop โครงร่างแผนการคร่าวๆ สามารถดูได้ที่ http://linux.thai.net/old-proposal.html โดยขณะนั้นยังตั้งชื่อเป้าหมายผลิตภัณฑ์เป็น Thai Linux 1.0 (ภายหลังเมื่อเสร็จแล้ว ถูกตั้งชื่อเป็น MaTEL และ Linux-TLE ตามลำดับ ดังจะกล่าวต่อไป) การทำงานของ TLWG ได้รับการสนับสนุนอย่างมากด้านทรัพยากรจาก NECTEC

งานพัฒนาของกลุ่มคน TLWG ได้เริ่มโดยการปรับปรุง Thai Extension (ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมภาษาไทย ที่จะไปลงเพิ่มเติมบนซอฟต์แวร์ Linux แล้วทำให้ใช้งานภาษาไทยได้) ต่อจากที่ตัวที่ คุณพูลลาภและคุณไพศาล (ขณะนั้นเป็นนักเรียนไทยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น, กลุ่ม ZzzThai ที่กล่าวข้างต้น) ได้พัฒนาไว้ (TE_Jan22.tar.gz ซึ่งประกอบด้วยฟอนต์ไทย, ผังแป้นพิมพ์ไทย, เทอร์มินัลภาษาไทย และอื่นๆ) ให้ใช้งานได้บน Red Hat 6.0/Mandrake 6.0 โดยคุณพูลลาภยังเป็นกำลังสำคัญในการทำงานดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากนักพัฒนาในแหล่งอื่น เช่น NECTEC โดยเฉพาะทางฝ่าย ห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาภาษาและวิทยาการความรู้ (Linguistics and Knowledge Science Laboratory) หรือที่รู้จักกันในนามของ LINKS ซึ่งในขณะนั้นมีงานพัฒนาภาษาไทยใน Mule/Emacs (โดย ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช ร่วมกับทาง ElectroTechnical Laboratory (ETL) ประเทศญี่ปุ่น), LaTeX ภาษาไทย (โดย ดร. สุรพันธ์ เมฆนาวิน พร้อมฟอนต์จากการทำงานร่วมกันของ ดร.วิรัช และ Yannis Haralambous ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานชื่อฟอนต์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่า "นรสีห์"), โปรแกรมตัดคำภาษาไทย swath (โดย คุณไพศาล เจริญพรสวัสดิ์), พจนานุกรมไทย-อังกฤษ Lexitron และ th_TH locale หรือข้อกำหนดธรรมเนียมท้องถิ่นไทย (โดยคุณเทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์); คุณวุฒิชัย อัมพรอร่ามเวทย์ ซึ่งพัฒนาเทอร์มินัลภาษาไทยและโปรแกรมตัดคำไทย cttex; คุณพฤษภ์ บุญมา ซึ่งพัฒนาการเรียงคำไทยใน MySQL; คุณ ]d ซึ่งพัฒนา windowmaker และโปรแกรมแสดงสถานะภาษาแป้นพิมพ์ nonlock; ไกวัลซอฟต์แวร์ซึ่งช่วยพัฒนา KDE front-end สำหรับ Lexitron และอื่นๆ อีกพอสมควร รายละเอียดสามารถดูได้ที่ ftp://linux.thai.net/pub/thailinux/software/software.old/TE/redhat-6.0-6.1 (เดิมอยู่ที่ NECTEC FTP: ftp://ftp.nectec.or.th/pub/thailinux/software/TE/redhat-6.0-6.1/)

หลังจากที่มี Thai Extension แล้ว ก็มีแนวความคิด ที่จะทำให้ใช้งาน Linux กับภาษาไทย ได้ง่ายขึ้นไปอีก โดยจัดทำเป็น Linux Distribution ที่มีการติดตั้ง Thai Extension ไว้ให้เรียบร้อยเลย ตามแผนที่วางไว้คร่าวๆ ในตอนแรก (Thai Linux 1.0) โดยมุ่งจะให้เข้าถึงผู้ใช้ทั่วไป (ต่างจาก Linux-SIS ที่มุ่งเป้าหมายไปที่ผู้ดูแลระบบ สำหรับการใช้งานด้าน Server) เน้นการใช้งานเป็นเครื่อง Desktop PC โดยรวบรวมซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยต่างๆ ที่มีและพัฒนาบางส่วนที่ยังขาด

ในเดือนกรกฏาคม 2542 (1999) (ประมาณสิบเดือนหลังจากเริ่มก่อตั้ง TLWG) Linux Distribution ใหม่ ในนาม MaTEL (Mandrake and Thai Extension Linux) ก็ได้ออก เผยแพร่เวอร์ชั่น 6.0 โดย NECTEC มีการจัดงานสัมมนา Workshop on Open Source/Linux I โดยการสนับสนุนของ ETL และ CICC และ MaTEL-Linux ก็ถูกเผยแพร่ในรูป CD ในงานนั้นด้วย

หลังจากนั้น การพัฒนาได้ดำเนินต่อไป และ MaTEL ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Linux-TLE (Linux Thai Language Extension) เนื่องจากเพื่อไม่เป็นการยึดติดกับ Mandrake Linux มากเกินไป เวอร์ชั่น 6.01 และ 6.1 ได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณชน ต่อมาในเดือน กันยายน 2542

Linux-TLE มีให้ดาวน์โหลดฟรีจาก ftp.nectec.or.th และแจกในรูป CD ในงานสัมมนาต่างๆ เช่น Linux Demo Day (ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) หรือ ตามโอกาสที่มีผู้ให้การสนับสนุน เช่น จาก www.linuxboard.com และนิตยสาร IT Soft

การใช้งาน Linux ในกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป ได้เป็นไปอย่างแพร่หลายมากขึ้น Linux มีการสนับสนุนการใช้งานภาษาไทยที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม Linux ยังไม่อยู่ในจุดที่เรียกว่าสมบูรณ์แก่การใช้งาน Desktop ทั่วไป ยังต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมอีกพอสมควร งานพัฒนา จึงมีดำเนินต่อไป โดยมุ่งพัฒนาปรับปรุงให้การใช้งาน Linux ในงาน Desktop เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ ขอบเขตงานของ Linux-TLE ได้ขยายกว้างขึ้น และมีงานที่ต้องทำมากขึ้น เกินแรงที่ทางกลุ่ม TLWG ซึ่งเป็นเพียงอาสาสมัครอิสระจะนำการพัฒนา Distribution และเผยแพร่ได้ ทางเนคเทคซึ่งมีส่วนร่วมในทีมพัฒนา Linux-TLE มาตั้งแต่แรกๆ จึงได้รับช่วงต่อเป็นผู้นำการพัฒนาและเผยแพร่ Linux-TLE ในเวอร์ชั่นถัดๆ มา ตั้งแต่ต้นปี 2543 (2000)

ภายใต้การดูแลของเนคเทค Linux-TLE ได้รับการตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า "ลินุกซ์ทะเล" และใช้สัญลักษณ์รูปปลาโลมาตั้งแต่เวอร์ชัน 3.0 เป็นต้นมา โดยมาจากแนวคิดของ ดร. วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช นอกจากนี้ ยังได้กำหนดชื่อรหัสประจำรุ่นเป็นชื่อทะเลของไทยอีกด้วย

ลินุกซ์ทะเล 3.0 ชื่อรหัส "ตะรุเตา" ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกในงานนิทรรศการของเนคเทค เมื่อ 14 มิถุนายน 2543 (2000) ใช้ RedHat 6.2 เป็นฐาน ซึ่งรุ่นนี้ เริ่มมีการแพตช์ไฟล์บางไฟล์ของ XFree86 แต่ก็โดยอาศัย RPM script ในแพกเกจพิเศษ ยังไม่มีการ patch upstream source โดยตรง

ในระหว่างนี้ ในหมู่ TLWG ได้มีการพบโค้ด XIM (ระบบการป้อนอักขระ) ภาษาไทยในซอร์สของ XFree86 (พบโดย คุณพฤษภ์ บุญมา) ซึ่งยังทำงานไม่สมบูรณ์ ซึ่งทำให้เริ่มเห็นปัญหาที่ต้องแก้ไขเพิ่มใน XFree86 แต่ใน Linux-TLE 3.0 ได้ใช้วิธีขัดตาทัพ เลี่ยงปัญหาไปก่อน

ลินุกซ์ทะเล 4.0 ชื่อรหัส "สิมิลัน" เปิดตัวเมื่อ 13 ตุลาคม 2544 (2001) ดูแลโดยทีมงานของคุณโดม เจริญยศ ตามที่เนคเทคว่าจ้าง โดยคุณโดมได้เปลี่ยนไปใช้ Redmond Linux (ปัจจุบันคือ Lycoris) รุ่น beta เป็นฐาน และได้เผยแพร่ไปกับหนังสือ "ลินุกซ์ทะเล" ซึ่งเขียนโดยคุณกริช นาสิงห์ขันธุ์ จัดพิมพ์โดยบริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด นับเป็นลินุกซ์ทะเลรุ่นแรก ที่แพร่กระจายไปสู่ผู้ใช้ทั่วประเทศอย่างทั่วถึง และในรุ่นนี้ ได้รวบรวมงานที่นักพัฒนาใน TLWG ได้ทำงานร่วมกับโครงการต้นน้ำอย่าง XFree86 ไว้ด้วย คือการแก้ไขปัญหาการป้อนอักขระภาษาไทยด้วย XIM โดยใช้ key symbol ของไทยแท้ๆ จากเดิมที่ใช้การ hack ผ่าน symbol ของภาษาละติน รวมทั้งการแก้ไขชื่อรหัสภาษาไทยใน X จาก TACTIS เป็น TIS-620 ด้วย

สำหรับการแก้ไข XIM นี้ ความจริงมองเห็นกันมานานแล้ว แต่ถูกเร่งโดยปัญหาที่เกิดจากการแก้ผังแป้นพิมพ์ไทยของนักพัฒนา Mandrake ทำให้เราใช้ Latin hack ต่อไปไม่ได้ แต่ผลดีที่ได้ ก็คือการป้อนข้อมูลภาษาไทยที่มีการตรวจลำดับตามข้อกำหนด วทท (รายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม) นับเป็นจุดเริ่มต้นอีกจุดของการทำงานเรื่องภาษาไทยบนระบบเดสก์ทอปขนานใหญ่ในเวลาต่อมา

ลินุกซ์ทะเล 4.1 ชื่อรหัส "พีพี" เปิดตัวเมื่อ 14 มีนาคม 2545 (2002) ในงานประชุม TLUG ที่ Software Park ลินุกซ์ทะเล 4.1 ออกตามรุ่น 4.0 มาติดๆ ด้วยปัญหาเรื่องการตอบคำถามผู้ใช้ เนื่องจากทีมงานไม่คุ้นเคยกับ Redmond Linux และการทำลินุกซ์แผ่นเดียวทำให้ขาดแคลนเครื่องมือหลายอย่าง ลินุกซ์ทะเล 4.1 ได้ย้อนกลับมาใช้ RedHat เป็นฐานอีกครั้ง โดยทำเพิ่มจาก RedHat 7.2 ในรุ่นนี้ เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความช่วยเหลือมากมายจากบุคคลในชุมชน TLWG ทั้งผ่านเมลส่วนบุคคล และผ่าน mailing list เช่น การแก้ gswitchit applet เพื่อแสดงภาษาไทย (คุณพฤษภ์ บุญมา), การปรับปรุง ThaiLaTeX (คุณชนพ ศิลปอนันต์) ฯลฯ ดังรายนามที่ปรากฏในปกซีดี ทำให้ระบบภาษาไทยสมบูรณ์ขึ้นมาก และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่าง คือการใช้ระบบ apt เป็นครั้งแรก

ลินุกซ์ทะเล 4.1 เป็นรุ่นแรกที่มีกระแสตอบรับผ่านสื่อต่างๆ มากมาย เพราะเป็นช่วงที่มีการตื่นตัวเรื่องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศ อันเนื่องมาจากการตรวจจับของ BSA ซึ่งเสียงตอบรับก็มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะความไม่คุ้นเคยของผู้ใช้ และความไม่พร้อมต่อความคาดหวังของมหาชนในการใช้งานเดสก์ทอปของลินุกซ์นั่นเอง

ท่ามกลางกระแสลินุกซ์และโอเพนซอร์สในประเทศที่ทะลักเข้ามา ชุมชน TLWG ไม่สามารถรองรับผู้ใช้ลินุกซ์ทะเลได้เพียงพอ จึงได้เกิดเว็บ OpenTLE ขึ้นมารองรับโครงการโอเพนซอร์สของเนคเทคโดยเฉพาะ โดยเริ่มเปิดใช้ตั้งแต่ลินุกซ์ทะเล 5.0 เป็นต้นมา

Linux-TLE เวอร์ชั่นถัดๆ มามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Linux-TLE ในปัจจุบันสามารถดูได้ที่ OpenTLE

LTN และ TLWG ยังคงบทบาทที่จะเป็นแหล่งพบปะของนักพัฒนา และสนับสนุนการพัฒนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ เปิดเผยต่อไป โดยเน้นการพัฒนาแบบแก้ไข, ปรึกษาสาธารณชน(ในกรณีที่การพัฒนาของท่านมีผลกับคนไทยโดยรวม) และส่งกลับไปยังต้นน้ำ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผลโดยอัตโนมัติในเวอร์ชั่นถัดๆ ไป โดยสนับสนุนการใช้งานในทุกๆ Distribution

ในเดือนสิงหาคมปี 2001 นักพัฒนานำโดยคุณเทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์ ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ LibThai 0.1.0 เป็นคลังรวมโปรแกรม, ฟังก์ชั่นต่าง (ในรูปที่เรียกว่า Library) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้และสนับสนุนภาษาไทย ในแต่ละ applications เช่น การตัดคำ, การจัดการเกี่ยวกับ character และ string สำหรับภาษาไทย, input และ output method เพื่อให้นักพัฒนาท่านอื่นๆ สามารถนำไปใช้และอ้างอิงได้

TLWG ได้รับการสนับสนุนอย่างมากจาก ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (เนคเทค) ตั้งแต่ก่อตั้ง ในด้านทรัพยากรต่างๆ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ อย่างไรก็ตาม TLWG เป็นกลุ่มงานอิสระ ที่ประกอบด้วยนักพัฒนาอิสระจากทั่วทุกมุมโลก ไม่เฉพาะจากองค์กรหนึ่งองค์กรใด และ ดำเนินงานโดยอิสระ ไม่ขึ้นต่อหน่วยงานใดๆ

Created by ott
Last modified 2005-02-21 03:21 PM


[จบเอกสาร]

ลิงก์/บันทึก

  • ott – ผู้เขียน ภัทระ เกียรติเสวี (Ott) หนึ่งในผู้ริเริ่มจัดทำเว็บไซต์ LTN ภัทระมีส่วนร่วมพัฒนาลีนุกซ์ในเมืองไทยตั้งแต่ช่วงแรก ๆ คือ Linux-SIS ปัจจุบันอยู่บริษัทเมตามีเดียเทคโนโลยี ผู้พัฒนาพจนานุกรม Longdo และแผนที่ Longdo
  • Kaiwal Linux โดยบริษัท ไกวัล ซอฟต์แวร์ (เชน) จำกัด (kaiwalsoftware.com - ลิงก์ตาย) ไกวัลเป็นลีนุกซ์ดิสทริบิวชันเชิงพาณิชย์ตัวแรกของไทย ก่อตั้งโดย กานต์ ยืนยง ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น GrandLinux เมื่อปี พ.ศ. 2545; ปัจจุบันกานต์เป็นผู้จัดการธุรกิจ แผนกพัฒนาธุรกิจ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
  • Burapha Linux โครงการบูรพาลีนุกซ์ ลีนุกซ์ดิสทริบิวชันโดยมหาวิทยาลัยบูรพา
  • ZzzThai โครงการสื่อไทย
  • University of Electro-Communications โตเกียว ญี่ปุ่น
  • Thai Extension ส่วนขยายสำหรับลีนุกซ์ เพื่อให้ใช้ภาษาไทยได้
  • SchoolNet โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
  • Linux SIS เดิมชื่อ Linux School Internet Server เป็นลีนุกซ์ดิสทริบิวชันสำหรับโรงเรียน ต่อมาขยายเป็น Linux School or Small Office Internet Server รองรับการใช้งานของสำนักงานขนาดเล็กด้วย
  • “คุณพูลลาภ” ZzzThai (บล็อกเก่า, บล็อกที่ MM) พูลลาภ วีระธนาบุตร ขณะนั้นเป็นนักเรียนไทยที่ญี่ปุ่น ปัจจุบันอยู่บริษัทเมตามีเดียเทคโนโลยี เช่นเดียวกับภัทระ ปัจจุบันทำงานที่ Tanabutr Photobook
  • “คุณไพศาล” swath ไพศาล เจริญพรสวัสดิ์ ปัจจุบันศึกษาต่อปริญญาเอกด้านแปลเสียงพูดอัตโนมัติ ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน; swath เป็นโปรแกรมตัดคำภาษาไทย
  • “ดร.วิรัช” เนคเทค Mule/Emacs วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช นักวิจัยด้านเทคโนโลยีภาษาและความรู้ที่เนคเทค; Emacs เป็นโปรแกรมแก้ไขข้อความตัวหนึ่งที่นิยมมากบนยูนิกซ์/ลีนุกซ์ สามารถเพิ่มความสามารถต่าง ๆ ได้สะดวก; Mule (Multilingual Environment) เป็นส่วนขยายให้ Emacs รองรับการใช้งานหลายภาษา
  • “คุณวุฒิชัย ที่ประเทศญี่ปุ่น” วุฒิชัย อัมพรอร่ามเวทย์ ปัจจุบันอยู่บริษัทเมตามีเดียเทคโนโลยี เช่นเดียวกับภัทระ

ตัวผมตอนนี้กำลังทำการบ้านเรื่องชุมชนซอฟต์แวร์เสรี วัฒนธรรมแฮกเกอร์ อะไรทำนองนี้ในเมืองไทยอยู่ครับ ใครมีข้อมูล มีเรื่องเล่า หรือพบเจออะไรน่าสนใจ ก็บอกกันได้นะครับ ขอบคุณมากครับ :)

2008.10.01 - ปรับปรุงข้อมูลคุณพูลลาภ จากคุณพูลลาภ

technorati tags: , ,

2008-07-05

hauntedness management

ว่าจะไปอยู่ ท่าจะเจ๋ง

เชิญร่วม

เสวนา “ศิลปะร่วมสมัยกับการจัดการประวัติศาสตร์” (กรณี 6 ตุลา 19)
อาทิตย์ 6 ก.ค. 2551 9:30-17:00 น.
@ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ

และ

นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “อดีตหลอน” ('76 Flash Back)
2-23 ส.ค. 2551
@ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ

งานนี้ริเริ่มโดยศิลปินภาพถ่าย มานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพถ่าย/การแสดงชุด "Pink Man" (ตัวอย่าง)

รายละเอียดเพิ่มเติม ดูที่บล็อกคนป่วย

technorati tags: , ,

2008-06-24

ทฤษฎีเก่า "Old Theory" - Thailand Bill of Rights

(น่าจะเก่าอยู่ล่ะ ตั้ง 76 ปี แล้ว วันนี้วันที่ 24 มิ.ย. ครบรอบการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง)

“เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ
เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา”

— หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

24 มิถุนายน 2475

สิ่งที่ “ทฤษฎีใหม่” และลูก ๆ พอเพียงต่าง ๆ เสนอ คือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ อาจจะโยงไปได้ถึงเอกราช แต่ขาดเรื่อง เสมอภาค และ เสรีภาพ

ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่มีใน “ทฤษฎีเก่า” เอกราช ปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ การศึกษา

76 ปีแล้ว ดูเหมือนเราจะยังไปไม่ถึงหลักหกประการนั้นสักที โดยเฉพาะประการที่ 4 และ 5

หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง
  2. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
  4. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น
  6. จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

สถาปัตยกรรมแบบคณะราษฎร

ประเทศไทยถ้าจะมีสิ่งไหนเทียบเคียงได้กับ “คำประกาศสิทธิ” (Bill of Rights) ซึ่งเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญของประเทศอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ก็เห็นจะเป็น หลัก 6 ประการของคณะราษฎร นี่แหละ

ถึงรัฐธรรมนูญจะถูกฉีก แต่ คำประกาศสิทธิ 6 ประการนี้ จะต้องคงอยู่

และรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่จะร่างใหม่ จะต้องมีพื้นฐานมาจากและไม่ขัดกับคำประกาศสิทธิ 6 ประการนี้

งานฉลองรัฐธรรมนูญ

(24 มิ.ย. ปีนี้ ส.ว. เลือกตั้ง 50% แต่งตั้ง 50% และ พันธมิตร เสนอ ส.ส. เลือกตั้ง 30% - สรรหา แต่งตั้ง 70% ... ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกันไหม ?)


เขียนเมื่อปีที่แล้ว: 75 ปีผ่านไป
และอัพเดทจากเพื่อนพลเมือง

technorati tags: , ,

2008-05-25

October 14th student uprising omitted from Museum Siam

ไม่มี ‘14 ตุลา’ ใน มิวเซียมสยาม

รายงานพิเศษ : เที่ยว ‘มิวเซียมสยาม’ เรียนรู้ สยาม อย่างสนุก แต่เรียนรู้ไทยยังไม่สนาน

พิพิธภัณฑ์ ข่าว แบบเรียน คำบอกเล่า

เขียนประวัติศาสตร์ ลบประวัติศาสตร์ แก้ประวัติศาสตร์

technorati tags: , ,

2008-04-15

ghost in the shell

เล่นด้วยคน

$ history|awk '{a[$2]++} END{for(i in a){printf "%5d\t%s\n",a[i],i}}'|sort -rn|head
  148 ls
  133 svn
   83 cd
   33 find
   23 po2moz
   15 rm
   12 update-alternatives
   12 mv
   12 ~/bin/firefox/firefox
   11 sudo

คนอื่น ๆ pphetra, sikachu, veer, rerngrit, kengggg, rtsp, mk, sugree, pittaya

technorati tags: ,

2007-03-26

Thai spelling of "Lanna"

จากเว็บ โลกล้านนา, เขาว่างี้:

ล้านนา หรือ ลานนา ?

ข้อถกเถียงนี้เกิดจากในอดีตธรรมเนียมการเขียนไม่เคร่งครัดการใส่วรรณยุกต์ คัมภีร์ใบลานจำนวนมากจึงมีทั้งคำ “ล้านนา” และ “ลานนา” ปรากฏอยู่ มีหลักฐานว่าในภายหลัง คือช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 อักษรธรรมล้านนาจึงมีรูปวรรณยุกต์ อย่างไรก็ตามผู้คนในช่วงนั้นยังคงเคยชินกับการใส่หรือไม่ใส่วรรณยุกต์ก็ได้ จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า ธรรมเนียมการเขียนแบบไม่ต้องกำกับวรรณยุกต์โท แต่ให้อ่านออกเสียงแบบวรรณยุกต์โทกำกับ ธรรมเนียมนี้มีสืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ล้านนา มีศัพท์ที่มีภาษาบาลีกำกับ โดยสืบพบจากท้ายคัมภีร์ใบลานจากเมืองน่านและที่อื่นๆ อีก จำนวนไม่น้อยกว่า 50 แห่ง ในภาษาบาลีว่า “ทสลกฺขเขตฺตนคร” อ่านว่า (ทะ-สะ-ลัก-ขะ-เขต-ตะ-นะ-คอน) แปลความได้ว่า “เมืองสิบแสนนา” หมายถึงดินแดนที่มีจำนวนที่นานับล้าน เป็นคำคู่กับเมืองหลวงพระบางที่ชื่ออาณาจักร “ล้านช้าง” คือดินแดนที่มีช้างนับล้านตัว หรือช้างร้อยหมื่น

ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา ในหมู่นักวิชาการระดับสูงจำนวนหนึ่งพบคำว่า “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว และชัดเจนมากขึ้นเมื่อ ดร.ฮันส์ เพนธ์เสนอบทความใน พ.ศ. 2523 ยืนยันการพบคำล้านนาในศิลาจารึกวัดเชียงสา ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ตรวจสอบศิลาจารึกดังกล่าวแล้วเห็นว่า มีคำ “ล้านนา” คู่กับคำว่า “ล้านช้าง” จริง จึงเสนอให้ใช้คำ “ล้านนา” แทนคำ “ลานนา” ใน พ.ศ. 2526 ความเห็นนี้สอดคล้องกับนักวิชาการในจังหวัดเชียงใหม่ที่เสนอให้ใช้ “ล้านนาไทย” เป็นชื่อหนังสืออนุสรณ์พระราชพิธีเปิด พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่เชียงใหม่ พ.ศ. 2526-2527 หลังจากนั้นมา คำ “ล้านนา” ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม ในช่วง พ.ศ. 2530 มีการโต้เถียงในเรื่องนี้กันอีกครั้งหนึ่ง และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยโดยมีศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธานการสอบชำระ ได้ให้ข้อยุติว่า คำ “ล้านนา” เป็นคำที่ถูกต้องแล้ว

(เรียบเรียงจากทิว วิชัยขัทคะ)

วิกิพีเดีย: อาณาจักรล้านนา

technorati tags: ,

2006-01-28

History for what ?

ตอนเรียนประวัติศาสตร์สมัยเด็ก ๆ (ประถม-มัธยม) นี่ เราเรียนอะไรกันมั่ง มีใครพอจำได้มั๊ย

ถ้าประวัติศาสตร์ตะวันตก ก็คงมีพวกอารายธรรมเก่าแก่ทั้งหลาย พวกลุ่มแม่น้ำไนล์, ไทกรีซ-ยูเฟตรีส (สะกดถูกป่ะ ??) มาถึงกรีก โรมัน ... น่าจะหมดแล้ว เราเรียนกันแค่โรมันเดียวด้วยล่ะมั้ง คือพอย้ายเมืองหลวงไปที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลปุ๊บ ก็เหมือนเราจะหยุด ๆ ไปแล้วล่ะ (ส่วนไอ้ อาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (ซึ่งอยู่บริเวณประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน) นั้น เพิ่งจะได้มารู้จักเมื่อไม่นานมานี้เอง) แล้วเราก็ข้ามมาที่ยุคเรอเนซองค์ ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมเลย ทำไมทำมา สิ่งเดียวที่จำได้จากตอนมัธยมในเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็คือ "เพราะมีคนคิดเครื่องจักรไอน้ำได้" (ส่วนเรื่องสภาพสังคม เศรษฐกิจ การปกครองในสมัยนั้น อะไรถึงทำให้เกิด หรือเกิดแล้วมีผลอะไรตามมามั่ง เหมือนจะไม่มีสอน ..หรือครูเค้าอาจจะสอน แต่มันคงไม่เข้าหัวโง่ ๆ ของเราเอง)

ส่วนประวัติศาสตร์ตะวันออก ถ้าไม่นับพม่าที่ทะเลาะกับเราอยู่เรื่อย หรืออย่างลาว กัมพูชา มาเลเซีย ไรงี้ ที่เราเสียดินแดนไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไกลสุดที่พอนึกออกก็คงเป็นญี่ปุ่น ในฐานะประเทศต้นกำเนิดโกโบริ และระเบิดปรมาณูสองดอกที่พี่กันเอาไปบึ้มบึ้ม จำได้แค่นั้นล่ะมั้ง (โรคมินามาตะ กะ อิไตอิไต อันไหนเป็นอันไหนยังงง ๆ อยู่ .. แล้วมันเกี่ยวไรก็ปรมาณูวะ เอ้อ นั่นดิ .. เหมือนจะไม่เกี่ยวนะ) อ๋อ มีจีน ที่จำได้ว่า สมัยพระนารายณ์เรามีส่งบรรณาการไปให้ แล้วประมาณว่าจีนนึกว่าเราเป็น "เมืองที่สวามิภักดิ์" หรืออะไรเทือกนั้นของเค้า นอกนั้นก็นึกอะไรไม่ออกเกี่ยวกะเอเชียละ ... ทวีปที่ประเทศไทยแปะอยู่เชียวนะเนี่ย (ไต้หวัน เป็นอะไรกับจีน ยังไม่รู้เลย อ๋อ รู้ว่าฮ่องกงนี่อังกฤษเช่าจากจีน แล้วจีนก็มีสงครามฝิ่น เคยดูหนังจีนตอนเด็ก ๆ มีโรงฝิ่นด้วย คงประมาณนั้นแหละ)

ส่วนประวัติศาสตร์ไทย เท่าที่จำได้ เค้าสอนถึงแค่สมัย ร.5 เลิกทาส แล้วก็ ร.6 นิด ๆ แล้วก็เหมือนจะจบละ ประวัติศาสตร์ไทยจบแค่นั้น ที่เน้น ๆ ก็คงมีสมัยเสียกรุงสองครั้ง สมัยพ่อขุนราม สมัยพระนารายณ์ สมัยพระเจ้าตาก แล้วก็ ร.5 ทำนองนี้ มีพูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัย ร.7 นิดหน่อย อ๋อ มีชื่อคณะราษฎร์ด้วย แต่ไม่รู้ว่าเค้าเป็นใครมาจากไหนหรอกนะ รู้แค่ว่า "เป็นนักเรียนนอก"

ส่วนชื่ออย่าง ผิน เผ่า สฤษดิ์ หรือ 3 หน่อ ถนอม ประภาส ณรงค์ ผมนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินในห้องเรียนรึเปล่า (กรุณาอย่าฝันถึง เลข 14 6 หรือคำว่า พฤษภา เพราะจนป่านนี้มันยังไม่มีในแบบเรียนเลย ไม่ต้องพูดถึงสมัยผมหรอก)

ทำไมทำไปทำมา ประวัติศาสตร์สมัยเด็ก ๆ ที่ผมเรียน มันช่างไกลตัวสิ้นดีล่ะเนี่ย บางเรื่องก็ดันจะเหมือนนิยายซะมากกว่าด้วย (ไอ้พวก อียิปต์ กรีก ทั้งหลายน่ะ หยั่งกะเซนต์เซย่า เทพีเอธีน่างี้ :P) ส่วนไอ้เรื่องใกล้ ๆ บ้านก็ไม่ค่อยได้รู้ไรเท่าไหร่ ส่วนเรื่องในบ้าน ก็รู้เยอะขึ้นมาหน่อย แต่ก็เหมือนกั๊ก ๆ อยู่ดี ๆ ประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอน ก็เหมือนหายไปไหนเสียฉิบ

แล้วเรื่อง ๆ ที่ได้เรียน มันก็เหมือน .. เออ ฟังเรื่องเล่าจริง ๆ น่ะแหละ เค้าบอกว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ที่ไหน ใครเป็นคนทำ เมื่อไหร่ แต่นาน ๆ จะบอกว่า ทำไม อะไรเป็นแรงจูงใจ สภาพแวดล้อมตอนนั้นมันเป็นยังไง มีสถานการณ์อะไรที่ทำให้เกิดการกระทำนั้นขึ้นมาบ้าง ถ้าประวัติศาสตร์มันเล่าได้แค่นี้ (ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่) แถมยังเล่าได้สนุกน้อยกว่าหนัง ... ผมดูหนังเหอะ

เค้าว่าคนไทยลืมง่าย แป๊บ ๆ ก็ลืม

เป็นเพราะเราไม่ได้ถูกปลูกฝังไอ้เรื่องการให้ความสำคัญกับอดีตมาตั้งแต่เล็ก ๆ รึเปล่า ?

มันจะสำคัญไปทำไมล่ะ ก็มันไม่น่าสนใจนี่หว่า มันเชื่อมโยงอะไรกับตัวเราไม่ได้เลย ประวัติศาสตร์สารพัดที่เรียน เป็นเรื่องที่ โน่น ห้าสิบปีร้อยปีขึ้นไป เป็นประวัติศาสตร์ของเจ้า ของผู้นำประเทศ หรือของผู้นำปฏิวัติ (ที่ปฏิวัติสำเร็จ) ไม่มีประวัติศาสตร์ของประชาชน ไม่มีประวัติศาสตร์ที่เรารู้สึกได้ว่า เฮ้ย ไอ้นี่มันเป็นปู่ของปู่ของพ่อกูว่ะ เค้าเป็นคนเหมือนเรานะ .. มันไม่มีความรู้สึกร่วม ... เพราะงั้นตอนเรียนประวัติศาสตร์ไทย อารมรณ์มันก็ไม่ได้ต่างกะเรียนประวัติศาสตร์อเมริกาซะเท่าไหร่ (ยกเว้นว่าอเมริกาเค้าเท่กว่า) เหมือน ๆ กันหมด .. อ้อ ต่างกันนิดนึง ตรงที่ทำให้เรามีเหตุผลในการเชียร์บอลซีเกมส์ไทย-พม่าขึ้นมาหน่อย .. รู้สึกรักชาติขึ้นมานิ๊ดนึง (แต่ให้รักมากกว่านั้นคงไม่ไหวล่ะ ก็เราไม่ได้รู้สึกว่าชาตินี้มันเป็นชาติของเราซักเท่าไหร่นี่ ไม่ได้รู้สึกว่าปู่ย่าตายาย พ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอา หรือคนที่เค้ารู้จัก คนที่เค้ารัก บางคนต้องสูญเสียอะไรไปมั่ง กว่าเราจะมีสภาพที่เราเป็นอยู่อย่างนี้ได้)

นอกจากมันจะเชื่อมโยงกับตัวเราไม่ได้แล้ว ที่ร้ายกว่านั้น ตัวมันเองยังเชื่อมโยงกันเองไม่ได้เลย ก็อย่างที่บอกไป ประวัติศาสตร์อย่างที่เราได้เรียนมา ไม่สามารถทำให้เราคิดได้เลย ว่าเหตุการณ์ไหนมันเชื่อมโยงกันได้ยังไง — ไอ้ที่ว่า เรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน และวางแผนเพื่ออนาคต ก็ดูจะเป็นสิ่งเลื่อนลอย โม้

แบบเรียนอีกห้าสิบปีข้างหน้า1 ลูกหลานของเราจะได้เรียนรึเปล่า เรื่องเลข 14 เลข 6 เรื่องเดือน 5 เรื่อง 3 ทรราช เรื่องราเกซ เรื่องต้มยำกุ้ง (ที่ไม่ใช่โทนี่จา) เรื่องไอเอ็มเอฟ เรื่องสุวรรณภูมิ หรือไอ้เรื่องหุ้น ๆ อะไรซักอย่างนี่เร็ว ๆ นี้ ... หรือเค้าจะหันมามองหน้าเรา "ลุง โม้ไร ไม่เห็นรู้เรื่อง ครูไม่เห็นเคยสอน" (วิชาประวัติศาสตร์ ราคา 0.5 หน่วยกิต ครูที่ไหนเค้าจะอยากสอนเยอะ ๆ สอนไปก็ไม่ได้ใช้เอนทรานซ์นี่)

ก็พวกเราเป็นคนง่าย ๆ รักสงบ ชอบให้อภัย ไม่อยากเก็บอะไรมาคิดให้ติดใจ (เจ็บไม่จำ ?) อโหสิ ๆ กันไป ... แล้วจะไปสนใจเรื่องอดีตทำไม๊ เสียเวลาทำมาหากินเปล่า ๆ


1 Modern Thai History (3rd Edition, 2053). Ministry of Education and National Security. ISBN X-XXXX-XXXXX Printed in Singapore.
(ประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (แก้ไขปรับปรุงครั้งที่ 3 พ.ศ. 2596) กระทรวงการศึกษาและความมั่นคงของชาติ ISBN X-XXXX-XXXXX พิมพ์ที่สิงคโปร์)


สงสัย: ทำไมผมเพิ่งเคยได้ยิน ประวัติศาสตร์แบบนี้ ?

2005-10-24

2014 Museum of Media History

Googlezon ?

Personalized, customized media consumption = Shallowed, narrowed, at the same time ?

2005-10-06

October 6, 1976

วันนี้ในอดีต

“ Students gathering at Thammasat University in Bangkok, Thailand to protest the return of ex-dictator Thanom are massacred by a coalition of right-wing paramilitary and government forces, triggering the return of the military to government. ” — from October 6 events, Wikipedia

“ During the Thammasat student uprising, over 300 students were brutally beaten, tortured, burned alive, and killed by police, army, and paramilitary units in an orgy of violence. ” — from Thanom Kittikachorn, Wikipedia