ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)
Showing posts with label media ethics. Show all posts
Showing posts with label media ethics. Show all posts

2008-07-03

[seminar] Personal Data and Risks from e-Government

Center for Ethics of Science and Technology, Chulalongkorn University, will held an open seminar on personal data and risks in the age of e-government on Wednesday, July 9, 2008, 13:00-16:30 @ Room 105, Maha Chulalongkorn building, Chulalongkorn University (near MBK). For more info, please contact Soraj Hongladarom +66-2218-4756

ใครสนใจเรื่อง ข้อมูลส่วนบุคคล (personal data) และความเป็นส่วนตัว (privacy) และร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่ได้เกิดสักที ก็เชิญนะครับ

สัมมนา “ข้อมูลส่วนบุคคลกับความเสี่ยงในยุครัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์”
พุธ 9 ก.ค. 2551 13:00-16:30 น.
ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไม่มีค่าลงทะเบียน

แจ้งความจำนงที่ รศ. ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
โทรศัพท์ 0-2218-4756 หรือ 0-2218-4755 โทรสาร 0-2218-4755
http://www.stc.arts.chula.ac.th/


หลักการและเหตุผลและวัตถุประสงค์

เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสารสนเทศ (Information Society) ภาครัฐและภาคเอกชนใช้ไอทีในการรื้อปรับระบบและกระบวนการผลิต ปฏิรูปองค์การเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก เทคโนโลยีสารสนเทศเช่นระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ตลอดจนโครงข่ายโทรคมนาคมผ่านดาวเทียม ทำให้การติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและลดต้นทุน ภาครัฐจึงผลักดันนโยบายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และสังคมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Society) โดยใช้บัตรประชาชนแบบเอนกประสงค์ หรือบัตรสมาร์ทการ์ดเป็นกุญแจสำคัญในการให้ประชาชนเข้าถึงบริการของภาครัฐ

ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐต่างเก็บข้อมูลของลูกค้าและประชาชนในฐานข้อมูล (databases) เพื่อการวิเคราะห์ประมวล เช่น องค์กรธุรกิจสามารถใช้ฐานข้อมูลเพื่อการวิจัยทางตลาดและติดตามการ เปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค ในขณะที่ภาครัฐสามารถใช้ฐานข้อมูลในการประมาณการจัดเก็บภาษี และการวางแผนงบ ประมาณ การจัดการเลือกตั้ง การจัดการแรงงานต่างด้าว ตลอดจนการติดตามอาชญากรข้ามชาติ เป็นต้น การจัดทำบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดจะช่วยเอื้อให้ภาครัฐสามารถประมวลข้อมูล จากฐานข้อมูลที่กระจัดกระจายตามองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานตามนโยบาย บัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดมี ไมโครชิปบรรจุข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส/ใบหย่า ข้อมูลสวัสดิการสังคม ข้อมูลภาษี ใบอนุญาตขับขี่ ข้อมูลด้านสุขภาพ เช่น หมู่เลือด โรคประจำตัว ประวัติสุขภาพ ตลอดจนข้อมูลการเป็นหนี้ธนาคาร เป็นต้น ประชาชนต้องใช้บัตรสมาร์ทการ์ดในการยืนยันตน เพื่อใช้บริการภาครัฐ

อย่างไรก็ตามการบรรจุข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากบนบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด ทำให้เกิดความเสี่ยงในหลายๆด้าน นักวิชาการและประชาชนจำนวนมากไม่มีความมั่นใจในระบบความมั่นคงของฐานข้อมูล และมีความกังวลในความเสี่ยงในกรณีการขโมยข้อมูลหรือการสูญหายของบัตรประชาชน นอกจากนี้การบรรจุข้อมูลหมู่เลือดและโรคประจำตัวบนบัตรประชาชน อาจทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน และละเมิดเสรีภาพในกรณีของผู้ติดเชื้อเอดส์ รัฐยังไม่มีการประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Act) และไม่มีการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว (privacy rights) ทำให้เกิดความเสี่ยงในด้านอื่นๆ ตามมา เช่น ในกรณีข้อมูลส่วนบุคคลถูกทำลาย ดัดแปลง หรือถูกขโมย โดยผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงฐานข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลลายนิ้วมือและข้อมูลพันธุกรรม ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ามากในทางอาชญากรรม

อันตรายจากความเสี่ยงของการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องใหม่ และประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความตื่นตัวและไม่เข้าใจถึงความเสียหายและผล กระทบในทางลบของการมีฐานข้อมูลประชาชน และบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ภาครัฐเองก็ไม่มีความพร้อมในการให้หลักประกันของความมั่นคงของฐานข้อมูลส่วน บุคคลของประชาชน ความล้มเหลวของการประมูลบัตรประชาชนเอนกประสงค์ในอดีต สะท้อนปัญหาของระบบควมมั่นคงของไมโครชิป และการขาดการประสานงานที่ดีของหน่วยงานภาครัฐ การใช้บัตรประชาชนหรือสมาร์ทการ์ดอย่างแพร่หลายในอนาคตเป็นการปูพื้นฐานให้ กับการใช้บัตรสมาร์ทการ์ดเพียงใบเดียว ในการทำธุรกรรมทุกอย่าง ในการเข้าถึงบริการภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว (privacy rights) และการละเมิดสิทธิเสรีภาพกรณีของผลกระทบจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หรือความเสียหายของระบบฐานข้อมูล

ดังนั้นการจัดสัมมนาในประเด็น ข้อมูลส่วนบุคคลกับความเสี่ยงในยุครัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้จัดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ คือ

  1. เพื่อให้เกิดความตื่นตัวในเรื่องความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลและผลกระทบจากความเสี่ยง
  2. เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ส่วนบุคคล ผลกระทบของบัตรสมาร์ทการ์ด และการขาดแคลนการคุ้มครองทางกฎหมาย
  3. เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพ และอิสรภาพของประชาชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการสัมมนา

  1. ทำให้เกิดความตระหนักและเข้าใจถึงความจำเป็นของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  2. ทำให้เกิดความเข้าใจความเสี่ยงในมิติต่างๆ ของฐานข้อมูลประชาชน และบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด
  3. ทำให้เกิดแนวความคิดหลากหลายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กำหนดการ

  • 13:00 “ประเด็นทางจริยธรรมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล” รศ. ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
  • 13:15-16:30 เสวนาโต๊ะกลม: “การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล: หลักการและปฏิบัติ”
    ผู้ร่วมเสวนา: ดร. นคร เสรีรักษ์, คุณวันฉัตร ผดุงรัตน์, คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ, ท่านนันทน อินทนนท์
    ผู้ดำเนินการอภิปราย: ผศ. ดร. กฤษณา กิติยาดิศัย

จัดโดย

  • กลุ่มวิจัยจริยธรรมและมิติทางสังคมของเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ศูนย์รณรงค์นโยบายสื่อมวลชน
  • ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

technorati tags: , ,

2008-05-05

open letter to media

5 พฤษภาคม 2551

เรียน ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนที่เคารพ

ขณะนี้มีร่องรอยว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจทรุดลงเป็นความรุนแรง ปัจจัยหนึ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้คือ สื่อมวลชน

ความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แม้ต่างกันคนละขั้วก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่ตัวความแตกต่างนั้นเองมิได้เป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง ตราบเท่าที่ความแตกต่างสามารถปะทะขัดแย้งกันได้อย่างสันติตามกระบวนการทางการเมือง กระบวนการทางศาล และกระบวนการทางปัญญาผ่านสื่อและเวทีวิชาการ

หากเมื่อใดที่กระบวนการเหล่านั้นไม่ทำงาน หรือกลายเป็นปัจจัยยุยงส่งเสริมความเกลียดชังเสียเอง ความแตกต่างก็จะกลายเป็นความรุนแรง

คนซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบสื่อและสื่อที่ไม่รับผิดชอบกำลังส่งผลกร่อนทำลายประชาธิปไตยสังคมไทยใน 3 ทางดังนี้

1. สร้างความโกรธแค้นเกลียดชัง ปลุกปั่นสถานการณ์เสียเอง

2. โฆษณาชวนเชื่อ เป็นกระบอกเสียงของฝักฝ่ายทางการเมืองอย่างสุดหัวใจ ให้ร้ายใส่ความคู่ต่อสู้ด้วยเล่ห์เพทุบายสารพัด

3. ทั้งหมดนี้ดำเนินไปขณะที่ ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนเฉยเมยต่อการละเมิดจรรยาบรรณสองประการข้างต้น หรือทำตัวลู่ตามลม เลือกปฏิบัติปกป้องเฉพาะพวก ลงโทษเฉพาะฝ่าย

สิ่งที่ดูจะหายไปในแวดวงสื่อมวลชนไทยที่ทำการทั้ง 3 ประการข้างต้น คือ มาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ที่ต้องเคร่งครัดกับหลักการ ความเที่ยงธรรม และความรับผิดชอบที่สูงกว่าประชาชนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ และสูงกว่ากระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายต่าง ๆ

เมื่อประกอบกับอำนาจที่มากขึ้นทุกวัน ผลก็คือสื่อมวลชนของไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ใช้อำนาจทำร้ายผู้ไม่มีอำนาจสื่ออยู่ในมือ โดยที่คนในวิชาชีพด้วยกันไม่กล้าทักท้วงตรวจสอบ

สื่อมวลชนเช่นนี้นอกจากจะไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยแล้ว ยังกลับจะเป็นโทษอีกด้วย เพราะก่อความโกรธ หนุนความหลง และใช้เหตุผลเพียงเพื่อเอาชนะ ส่งผลโน้มน้าวสาธารณชนอย่างผิด ๆ และที่สุดสามารถจุดชนวนให้ความแตกต่างทางความเชื่อและความคิดเห็นกลายเป็นความรุนแรง

ในขณะที่เสรีภาพของสื่อต้องได้รับการปกป้อง สังคมไทยต้องไม่ปล่อยให้สื่อใช้อำนาจของตนอย่างฉ้อฉลจนอาจนำไปสู่ความรุนแรง

ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรของสื่อมวลชนควรจัดการดูแลปัญหา “สื่อเป็นพิษ” อันน่าวิตกนี้โดยด่วนที่สุด ทั้งควรให้สาธารณชนมีส่วนร่วมด้วย โดยที่รัฐบาลไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด

ขอแสดงความนับถือ

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


(จากอีเมล “ด่วน จดหมายจากนักวิชาการสันติวิธีถึงสื่อมวลชน” ตัวเน้นโดยผู้โพสต์ลงบล็อก-bact')

ลิงก์ไม่เกี่ยวข้อง: 3 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ จี้รัฐหยุดคุกคาม ระบุสนับสนุนเสรีภาพการแสดงออก ตามขอบเขตของ กม.และจารีต

แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน ? : คำถามถึง '3 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ' - กานต์ ณ กานท์

“ทำไมพวกเราถึงไม่สามารถเคารพกันและต่างก็แสดงความเห็นของตัวเองได้” - เสียงหนึ่งจากผู้ประท้วงในฮ่องกง

technorati tags: , ,

me(dia)

มีเพื่อนส่งลิงก์นี้มาให้ดู น่าเสียดาย...เว็บประชาไท (ผู้จัดการออนไลน์) ในนั้นเขาว่า เขา “เปิดโปง” เบื้องหลังคนสนับสนุนประชาไท

ผมก็งง ๆ ข้อมูลทั้งหมด เขาก็มีเผยแพร่ไว้ใน เกี่ยวกับประชาไท ตั้งนานแล้วนี่นา อย่างน้อยก็มากกว่าหนึ่งปีล่ะ ที่ผมเคยกดดู - มันเรียกว่าเปิดโปงตรงไหนนะ

เรื่องรสนากับปลื้ม ผมก็งง ๆ - เอ เขานับ “ส่วนใหญ่” กันยังไงนะ ลองอ่านดูในความเห็นท้ายข่าว มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่านี่นา เรื่องมีคนมา “รุมด่ารสนามากกว่าปลื้ม” (แน่นอนว่ามีคนตั้งคำถามต่อท่าทีกระทบกระเทียบของรสนา ว่าไม่จำเป็นต้องพูดไปถึงวงศ์ตระกูลของปลื้มเขาเลย)

ผมก็คงบอกแทน คิดแทนคนอื่น ๆ ไม่ได้ ก็ลองดูข้อมูลจากหลาย ๆ ที่ละกันครับ

สื่อ/แหล่งข่าว/บล็อก ๆ หนึ่งไม่สามารถมีข้อมูลที่รอบด้านได้ และก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น

แต่สื่อหลาย ๆ ที่ หลาย ๆ มุมมอง รวมกัน ก็สามารถที่จะให้ข้อมูลที่รอบด้านขึ้นได้

นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องรักษาเสรีภาพและความหลากหลายของแหล่งข่าวเอาไว้ ให้สามารถเสนอหลายมุมมอง เสนอหลายแนวคิดที่แตกต่างกันได้

ผมคิดว่าสำหรับสื่อต่าง ๆ ในฐานะสื่อ ๆ หนึ่ง ของแต่ละที่ เขาก็มีสิทธิที่จะให้น้ำหนักและเสนอประเด็นอะไรที่เขาเห็นว่าสำคัญน่าสนใจได้ และเนื่องจากประเด็นที่สำคัญน่าสนใจนี้ อาจมีอยู่มาก เขาก็อาจจะเลือกเสนอประเด็นที่ยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูด เพื่อให้ในภาพรวมมันมีความครอบคลุม

เช่น ทีวีแต่ละช่อง เมื่อพิจารณาเฉพาะช่อง อาจจะมีสัดส่วนรายการที่พิกลพิการ อันนั้นข่าวน้อยไป อันนี้บันเทิงน้อยไป อันนี้เน้นกลุ่มผู้ชมวัยนั้นน้อยไป อันนี้เน้นกลุ่มผู้ชมระดับนี้มากไป ... แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว เราอาจพบว่า สัดส่วนมันอาจจะกลมกล่อมพอดีก็เป็นได้ (ในทางกลับกับ การพยายามบังคับช่องไม่กี่ช่องให้อยู่ในสัดส่วนกลมกล่อมพอดี แต่ไม่สามารถไปปรับช่องอื่น ๆ ได้ ในภาพรวมมันก็อาจจะยังคงบิดเบี้ยวพิกลพิการอยู่ก็เป็นได้) คนเราดูทีวีแค่ช่องเดียวเสียทีไหน

กล่าวคือ ถ้าเขาเห็นว่า ประเด็นอะไรมีสื่อแหล่งอื่นพูดถึงไปแล้ว เขาก็อาจจะเลือกไปเสนอประเด็นอื่น ๆ ที่เขาเห็นว่าสำคัญเช่นกัน-แต่ยังไม่คนพูดถึง

นั่นแปลว่า การไม่ได้เสนอประเด็นอะไร อาจไม่ได้แปลว่าเขาเห็นว่าประเด็นที่เขาไม่เสนอเองนั้นไม่สำคัญ - เขาอาจเห็นว่ามันสำคัญ เพียงแต่คนอื่นเสนอไว้ดีแล้ว ก็เลยไม่รู้จะเปลืองพื้นที่ไปเสนอซ้ำอีกทำไม ถ้าไม่สามารถเสนอแง่มุมมองใหม่ ๆ ได้

“องค์กรนั้น บุคคลนี้ ทำเรื่อง x เรื่อง y เอาไว้มากมาย ทำไมไม่พูดถึง ? ทำไมถึงพูดถึงแต่เรื่อง i เรื่อง j ?”

ก็น่าจะถามต่อไปว่า

“ถ้าพื้นที่สื่อจำนวนหนึ่งได้เสนอเรื่อง x เรื่อง y ไปแล้ว ก็น่าจะเป็นการสมควรไม่ใช่หรือ ที่พื้นที่สื่ออีกจำนวนหนึ่ง จะเสนอเรื่อง i เรื่อง j ด้วย ? ทั้งนี้เพื่อความรอบด้านยิ่งขึ้นของข้อมูลข่าวสารในภาพรวม”

หรือจะมีใครมีชีวิตด้านเดียวบ้าง ?

ในอุดมคติแล้ว เราทั้งหมดสมควรที่จะเสนอทั้ง x, y, i และ j (อาจในน้ำหนักต่างกันไป ตามความลำดับสำคัญที่แต่ละคนเชื่อ)

แต่หากพื้นที่สำหรับ x และ y กำลังล้นทะลัก มองไปทางใดก็มีแต่ข้อมูลด้านนี้

จำเป็นแค่ไหน สิ้นเปลืองเท่าใด ที่จะต้องเสนอ x และ y ซ้ำ ๆ อีก ?

บกพร่องแค่ไหน เสียหายเท่าใด หากไม่ได้เสนอ i และ j ให้สังคมได้รับรู้ด้วย ?

การจะให้น้ำหนักว่าประเด็นอะไรสำคัญนั้น เป็นสิทธิ

ส่วนการจะต้องไม่ปกปิดบิดเบือนข้อเท็จจริงนั้น เป็นหน้าที่

technorati tags: , , ,

2008-03-24

On various little and BIG things

ปรับปรุง 2008.03.31: แก้สะกดผิด (สระเกิน ที่มองไม่เห็นบนวินโดวส์) เพิ่มลิงก์พี่ไตร แสงศตวรรษ และ technorati แปะคลิป / และตกลง network interface ไม่ได้เจ๊งครับ ปรากฎว่าสงสัยจะ update package อะไรไปแล้วมันเจ๊ง พอลงโอเอสใหม่ มันก็ใช้ได้เหมือนเดิมครับ เน็ตเวิร์ก (ตอนนี้ใช้ Ubuntu 8.04 Beta อยู่)

คลิป Kapook ชวนคุย วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม 2550 ที่บ้านไร่กาแฟ ขึ้นแล้วนะครับ (ตั้งแต่เมื่อวานเที่ยง ๆ ได้ ผมเพิ่งจะต่อเน็ตได้ network interface โน๊ตบุ๊คเจ๊ง)

ที่ Duocore http://duocore.tv/ (ตอนพิเศษ xxx.kapook.com)
ที่ FukDuk http://fukduk.tv/ (รอ 1 เม.ย. รายการ “กำไข่ ใส่ข่าว”)

เชิญดูและพิจารณานะครับ ความเห็นของผู้คนต่าง ๆ น่าจะพอเห็นใน blogosphere บ้างแล้ว

ความเห็นของผมสั้น ๆ ตอนนี้ ก็คือ งานนี้ คุณปรเมศวร์ แฟร์ ตอบทุกคำถาม แม้จะยืดยาวกินเวลาไปหน่อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และออกนอกเรื่องไปไกลหลายทีในช่วงถัด ๆ มา แต่ยังไงคุณปรเมศวร์ก็พยายามตอบทุกข้อ และทุกข้อก็พอฟังได้ - เป็นข้อ ๆ ไป - แต่อย่าเอาคำตอบทั้งหมดมาร้อยกัน เพราะมันจะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่นัก บางข้อมันขัดกันเอง - แต่โดยรวมไม่น่าเกลียดครับ ฟังได้ (เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คนนะครับ ก็พิจารณาเป็นข้อ ๆ ไป)

แต่ที่(ผม)ฟังไม่ได้จริง ๆ ก็คงจะเป็นทีมงานของ Kapook คนหนึ่ง (เสื้อดำในวิดีโอ) และบางคำที่พี่ไตร-ชีพธรรม (เสื้อ eBay) พูด ลองดูในวิดีโอเองนะครับว่าเป็นอย่างไร (ผมไม่ได้รู้จักพี่ไตรเป็นการส่วนตัว แต่ก็ติดตามผลงานมาตลอด ตั้งแต่สมัยผมทำงานใหม่ ๆ และต้องไปเกี่ยวข้องเรื่องจัดอบรมที่ซอฟต์แวร์ปาร์ค และก็ชอบลีลาการอบรมของพี่เขามาก รู้สึกว่าคนนี้เกิดมาเพื่อสื่อสารเพื่อเป็นโค้ชจริง ๆ ผมเลยรู้สึกผิดหวังในทัศนคติของพี่เขาเรื่อง “ขี้อิจฉา อวดดี อยากเด่น” ฯลฯ - แต่นั่นก็เป็นเรื่องของตัวผมเอง ไม่ได้เป็นความผิดของพี่เขา)

อยากให้ดูคลิปที่ว่าจนจบนะครับ จะได้ฟังความเห็นของทุก ๆ คนอย่างรอบด้าน (เพิ่งดูคลิปของ Duocore จบ พบว่ามีตัดไปบ้างบางส่วน แต่เหมือนเป็นการตัดต่อให้ภาพมันต่อเนื่องมากกว่า เท่าที่ดู ไม่น่าจะมีประเด็นสำคัญอะไรถูกตัดออกไป ยกเว้นช่วงสุดท้ายที่ อดัม FukDuk ซักถามคำถามหลายคำถาม พร้อมข้อมูลประกอบที่ปริ๊นท์ออกมาหลายหน้า — คุณออย Duocore แจ้งว่า ตอนท้ายนี้ไม่ได้เป็นการตัด แต่ที่หายไปน่าจะเป็นเพราะแบตหมดแล้ว แต่ไม่ต้องห่วง ยังไงดูได้ที่เว็บ fukduk.tv ครับ 1 เม.ย. นี้)


(ข้างล่างนี้เกี่ยวข้องกับเรื่อง Kapook น้อยมาก ๆ)

เมื่อคืนได้แลกเปลี่ยนกับ MacroArt, jittat และ sugree ผ่าน twitter (บนรถเมล์ ผ่านมือถือ) ประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่าควรจะต้องย้ำตรงนี้ก็คือ ไม่ใช่เรื่องทุกเรื่องที่เราจะจัดการกับมันแบบ ‘ ส่วนตัว’ ได้ (และหลายครั้งถึงทำได้ ก็ไม่ควรทำ) — ถ้าเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว ความเสียหายส่วนตัว แน่นอนว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าจัดการกันแบบส่วนตัวได้ แต่เมื่อไรที่มันเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ ความเสียหายสาธารณะ ผมไม่คิดว่าการจัดการแบบส่วนตัวจะสามารถทำได้ (และถึงทำได้ ก็ต้องไม่ทำ)

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่อง ถ้าเห็นว่ามีปัญหาอะไร ก็รายงานไปที่ผู้ต้องหาสิ (เอาจริงสิ ? รายงานไปที่ ผู้ต้องหา นะ) — ผมเห็นเหมือน sugree ว่าเราควรจะมีที่กลางที่เราสามารถเชื่อใจเชื่อถือได้ เพื่อที่เราจะได้รายงานไปที่ดังกล่าวได้ และกระบวนการทุกอย่างต้อง มีส่วนร่วมได้-โปร่งใส-ตรวจสอบได้ (ทำนองเดียวกับการแจ้งไปที่ Bugzilla หรือส่ง support ticket หรือติดตามพัสดุผ่านเว็บ FedEx) — ซึ่งตอนนี้ผมเห็นว่าไม่มี — จึงเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะวิ่งไปแจ้งสื่อมากกว่าแจ้งตำรวจ หรือถนนพังก็แจ้งทีวี เพราะแจ้งทางการมาแล้วห้าปีไม่เห็นมีใครมาทำอะไร แจ้งแล้วก็เงียบหาย แจ้งทีวีสิเร็วดี ออกอากาศปุ๊บ รุ่งขึ้นมาเลย หรือในกรณีทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตก็เป็นช่องทางหนึ่ง ที่เราสามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ มาได้มากกว่า กว้างกว่าเดิม อย่างง่าย ๆ — ซึ่งก็มีทั้งเรื่องบอกเล่า ชื่นชม เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยนั้น คนเขียนก็อาจจะไม่ได้หวังให้ไปเอาผิดอะไรกับใครด้วยซ้ำ เพราะหลายทีที่มันไม่ได้ผิดกฎหมาย (และเพราะไม่ผิดกฎหมายจึงไปแจ้งตำรวจไม่ได้ อย่างเรื่อง SEO ตำรวจเขาคงงง ๆ มันไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว) แต่เขียนไปเพื่อแจ้งให้คนอื่นได้ทราบสิ่งที่เกิด และบอกเล่าความคิดเห็นของเขากับสิ่งเหล่านั้น ว่าเขาไม่เห็นด้วยนะ เพราะอะไร ส่วนคนอื่นจะคิดอย่างไร ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน และแต่ละคนก็มีสิทธิที่จะโต้แย้งได้อย่างเท่าเทียมเช่นกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

อินเทอร์เน็ตมีคุณค่า เพราะมันไม่ได้บรรจุแต่เพียง “ความจริง” แต่มันยังมี “บทสนทนาเพื่อแสวงหาความจริง” บรรจุรวมอยู่ด้วย (เราเรียกมันสั้น ๆ ว่า “ความคิดเห็น”)

ไม่ว่าเราจะมีระบบแจ้งเหตุที่น่าเชื่อถือแล้วหรือไม่ อินเทอร์เน็ต/มณฑลสาธารณะจะต้องเป็นที่ที่เราสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นธรรมต่อเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเสรี ถ้าสิ่งที่เราพูดนั้นมีมูล มีเหตุที่เชื่อถือได้อันทำให้เราเชื่อเช่นนั้น และเราพูดไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เราก็ควรจะได้รับการปกป้องทางกฎหมายด้วย (ดูกรณี ชินคอร์ป vs สุภิญญา ที่ชินคอร์ปฟ้องสุภิญญา หลังเธอให้สัมภาษณ์ถึงการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจครอบครัวของอดีตนายก ซึ่งสุดท้ายศาลอาญามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง “เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกล่าวแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นวิสัยของบุคคลและประชาชนพึงกระทำได้ ไม่ได้เป็นการมุ่งประสงค์ใส่ความบริษัทให้ต้องเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่น เกลียดชังแต่อย่างใด” [ผมหวังให้พี่ไตรได้อ่านตรงนี้])

เมื่อคืนตอนที่ผมแลกเปลี่ยนกับทุก ๆ คน (อย่างทุลักทุเล จิ้ม ๆ บนมือถือ) ผมคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเว็บใดเว็บหนึ่ง หรือกระทั่งเป็นเรื่องเจาะจงเฉพาะอินเทอร์เน็ต แต่ผมคิดถึงกรณีทั่วไปทั้งหมดเลย (คิดว่าคนอื่น ๆ ก็น่าจะประมาณนี้) เป็นเรื่องของสิทธิในการ(ไม่)สื่อสาร สิทธิที่จะ(ไม่)รู้ และสิทธิที่จะ(ไม่)พูด แน่นอนว่าในกรอบที่จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่(ต้องพูดแต่ไม่)พูดด้วย - แต่ย้ำว่านี่เป็นการรับผิดชอบต่อสาธารณะ

สิทธิในการสื่อสารเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ เราทุกคนเกิดมาพร้อมสิทธิอันนี้ เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องถูกรับรองโดยกฎหมาย เราทุกคนนั้นเมื่อเกิดมาก็ดู ก็ฟัง ก็พูดได้เหมือนกันหมด การกระทำใด ๆ ที่จะทำให้เราดูไม่ได้ ฟังไม่ได้ พูดไม่ได้ (เช่น ดูไม่ได้เพราะเขาเห็นว่าเราโง่เกินไปที่จะดูพระเล่นกีต้าร์ หรือพูดไม่ได้เพราะเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หรือกลัวว่าจะถูกฟ้องหมิ่นประมาท) ย่อมเป็นการริดรอนสิทธิโดยธรรมชาติของเราอันนี้ทั้งสิ้น

คุณ MacroArt สนใจประเด็น code of conduct จรรยาบรรณของบล็อกเกอร์/สื่อพลเมือง จึงขอเสนอลิงก์ด้านล่างอีกรอบครับ

(เมื่อวาน tweet หลายเรื่องมาก เช่น เรื่องหลักฐาน การทำลายหลักฐาน ความเสียหายที่เกิดต่อสาธารณะแล้ว ฯลฯ ยังไงไปกดหาใน twitter นะครับ ปวดฉี่ ไปแล้ว อยู่ร้านเน็ต หวัดดีครับ)

technorati tags: , , , , , , ,

2008-03-22

Goliath vs Networked Davids

Goliath vs Networked Davids
somewhat self-regulated Internet and power of grassroot reporters ?

ข้างล่างเป็นเมลที่เพิ่งส่งออกไป ขี้เกียจจัดหน้า แปะมันงี้เลยละกัน จะนอนแล้ว

เมื่อคนเล่นเน็ต/ผู้ใช้บริการ ตรวจสอบ เว็บไซต์/ผู้ให้บริการ
ที่ทำผิด norm [บรรทัดฐาน] ของสังคมอินเทอร์เน็ต (แม้ว่าอาจจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม)

ผมคิดว่าเรื่องเว็บไซต์ ไม่ใช่เรื่องน่าสนใจนัก (เว็บไซต์ประเภทนี้มีเยอะแยะ)
เมื่อเทียบกับกระบวนการทั้งหมดที่ทำให้เรื่องมัน 'แดง' และ 'ดัง' ขึ้นมา
ผมคิดว่ากระบวนการนี้น่าสนใจ จึงขอลำดับเหตุการณ์คร่าว ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบกัน
(กรุณาอ่านต่อในรายละเอียดต่อเองในแต่ละลิงก์ - ศัพท์บางคำอาจจะใหม่ แต่ไม่น่าจะยากเกินทำความเข้าใจ)


ผมขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้ก่อน ก่อนจะเข้าส่วนของลำดับเหตุการณ์:

  1. เรื่อง blackhat SEO, spamdexing เป็นเรื่องผิดมารยาทต่อผู้ประกอบการรายอื่น
    และละเมิดสิทธิในการรับรู้ข่าวสารที่มีคุณภาพของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
    — Google, Yahoo!, Microsoft และเสิร์ชเอนจิ้นต่าง ๆ ควรตรวจสอบ
  2. และ (1) ทำให้เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการปั่นตัวเลขจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บ
    ในแง่โฆษณาแล้ว ตัวเลขนี้มีผลต่อราคาเช่าพื้นที่โฆษณาบนเว็บไซต์
    ทำแบบนี้เท่ากับคนซื้อพื้นที่โฆษณาจ่ายเงินซื้อจำนวนผู้เยี่ยมชมปลอม ?
    — เอเยนซี่โฆษณา, media buyer, และศูนย์วิจัย (ที่นำตัวเลขไปใช้) ควรตรวจสอบ
  3. ผมไม่มีปัญหาเท่าไรนัก กับเว็บประเภท xxx คิดว่ามันก็คงต้องมีที่ทางของมัน
    ถ้าต้องการป้องกันลูก พ่อแม่ก็ติด filter ที่เครื่องคอมแต่ละเครื่องได้
  4. แต่กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ ที่ (3) มีความสำคัญ
    เนื่องจาก (บริษัทที่บริหารโดย) ผู้รับผิดชอบเว็บไซต์ดังกล่าวนั้น
    เป็นผู้ดูแล “โครงการอินเทอร์เน็ตสีขาวเพื่อเยาวชน” และ
    “ปลาวาฬ เบราเซอร์ - ท่องเน็ตปลอดภัย ห่วงใยเยาวชน” ด้วย
    ซึ่งจุดประสงค์ของโครงการทั้งสองอันนี้ ขัดกับเนื้อหาประเภท xxx ในเว็บไซต์ดังกล่าวแน่
    ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ ก็จะเห็นได้ว่า มี conflict of interest
    — สสส., กระทรวงศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ในฐานะผู้ให้ทุน/สนับสนุน ควรตรวจสอบ
  5. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และผู้ประกอบการบนอินเทอร์เน็ตให้ความสนใจมาก
    สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และ สภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย
    ควรจะให้ความเห็นและแสดงจุดยืนในเรื่องดังกล่าวข้างบนให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของวงการอินเทอร์เน็ตไทย
    (หมายเหตุ: ผู้รับผิดชอบเว็บไซต์ในข่าว เป็นนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยคนปัจจุบัน
    http://www.webmaster.or.th/committee.html )

----


เมื่อคนเล่นเน็ต/ผู้ใช้บริการ ตรวจสอบ เว็บไซต์/ผู้ให้บริการ
ที่ทำผิด norm [บรรทัดฐาน] ของสังคมอินเทอร์เน็ต (แม้ว่าอาจจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม)


เริ่มจากอาการอยู่ไม่สุขของคนเล่นเน็ต
ที่ไปเจอหน้าเว็บแห่งหนึ่ง (เป็น subdomain ของเว็บไซต์ใหญ่อีกที)
จึงได้เขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้
http://pittaya.com/2008/03/19/xxx-kapook-com/


และข่าวได้กระจายออกไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ
รวมทั้ง IM, microblogging (twitter.com) และ social bookmark
http://zickr.com/internet/xxxkapookcom-1
http://duocore.tv/story.php?id=2630


ชาวเน็ตอื่น ๆ รู้และบอกต่อ เสริมมุมมองและการค้นพบเพิ่มเติมของตัวเอง
http://bact.blogspot.com/2008/03/xxxkapookcom.html
http://www.eblogbiz.com/2008/03/kapook-blackhat-seo.html
[...]
http://www.blognone.com/node/7279


ก่อให้เกิดปฏิกริยาจากตัวเว็บไซต์
ปรับเปลี่ยนหน้าเว็บที่ถูกพูดถึง
ทำให้ว่าง -> เปิดใหม่ เอารูปออก -> เปลี่ยนข้อความ


บล็อกเกอร์บันทึกและรายงานความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
http://pittaya.com/2008/03/19/where-is-xxx-kapook-com/
http://pittaya.com/2008/03/20/xxx-kapook-com-relaunch/
http://projectlib.wordpress.com/2008/03/20/xxx-kapook-come-back-again/
http://pittaya.com/2008/03/20/x-file-xxx-kapook-com/


และนำไปสู่การรายงาน ของสื่ออินเทอร์เน็ตรายใหญ่
โดยใช้ข้อมูลและภาพจากบล็อกต่าง ๆ
พร้อมกับการสัมภาษณ์ผู้รับผิดชอบเว็บไซต์ดังกล่าว
http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000034021


และปฏิกริยาสะท้อนกลับ (+แสดงเหตุผล/หลักฐานโต้แย้งคำให้สัมภาษณ์)
จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
http://pittaya.com/2008/03/20/kapook-on-manager/
http://www.eblogbiz.com/2008/03/exoneration-from-kapook.html
[...]
http://arayachon.org/forum/arayachon/413

มีภาษาต่างประเทศด้วย (ญี่ปุ่น, อังกฤษ)
http://thaida.wordpress.com/2008/03/20/kapook%E7%A5%AD%E3%82%8A/
http://www.zezore.com/2008/03/21/news/blackhat-seo-on-kapookcom/


และนำไปสู่การเปิดเวทีเพื่อชี้แจงซักถาม โดยเว็บไซต์ดังกล่าว
ในวันเสาร์ที่ 22 นี้ (บ่ายโมง บ้านไร่กาแฟ เอกมัย)
โดยมีคนจากสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเป็นผู้ประสาน
http://blog.macroart.net/2008/03/kapook-talk-with-webmaster-poramate.html


สรุปภาพรวมเรื่องเทคโนโลยีที่ทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ** (น่าสนใจมาก)
http://ipats.exteen.com/20080321/entry


ลิงก์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
http://pittaya.com/2008/03/21/feedbacks-from-the-blogosphere/

----


ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ หลังจากนี้
สามารถติดตามได้จากบล็อกของ pit http://pittaya.com/ และบล็อกอื่น ๆ ครับ
ทีวีออนไลน์สองแห่งจะทำสกู๊ปเรื่องนี้ด้วย คือ
http://fukduk.tv/ และ http://duocore.tv/

ขอบคุณครับ

:)

technorati tags: , , , , , ,

2008-03-19

xxx.kapook.com

This news in English: Blackhat SEO on Kapook.com, at Quando Omni Flunkus Moritati blog

In Japanese 日本語: kapook祭り, タイだ。

เสาร์ 22 มีนา บ่ายโมง - Kapook ชวนคุยเรื่องนี้
@ บ้านไร่กาแฟ เอกมัย (BTS เอกมัย)

pittaya เจ้าเก่าของเรา คุ้ยแคะแกะเว็บเอาเปรียบชาวบ้าน มาให้เราดูกันอีกแล้วครับ

คราวนี้เป็นเว็บยอดฮิตซะด้วย...

xxx.kapook.com

จะเป็นยังไง ลองไปอ่านที่ pittaya เขียนไว้ดู ได้รู้ได้เห็นทั้งหมดแล้วก็ เฮ่อ... อีกแล้วหนอ...

“คลิป sex xxx หนังโป๊ เรื่องเสียว”

เหล่านี้ล้วนเป็นคำที่ติดอันดับการค้นหาสูงอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย และมันก็ยั่วยวนเหลือเกิน ที่จะนำคำเหล่านี้มาใส่ไว้ในเว็บของตัว เพื่อหวังทำอันดับการค้นหาให้สูงขึ้น หรือที่เราเรียกกันว่า Search Engine Optimization (SEO)

การทำ SEO นั้น จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่มันก็มีขอบเขตอยู่ — การนำเอาคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ต่าง ๆ มาใส่ไว้ในหน้าเว็บ ทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของเว็บเลย หรือพูดอีกอย่างก็คือ ใส่เข้ามาเพื่อหวังผลให้อันดับเว็บสูงขึ้นเท่านั้น เป็นเรื่อง อืม จะใช้คำว่าอะไรดี ขี้โกง ได้มั๊ย ? หรือพูดให้สุภาพหน่อยก็คือ ไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (ทำไมลิงก์ของคุณ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการหา ถึงต้องขึ้นมากินที่ลิงก์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกว่าด้วย ? หรือพูดอีกอย่างก็คือ ทำให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ลำบากขึ้น ถ้าใช้คำของกูเกิลก็คือ “detract from users' ability to locate relevant information”)

xxx.kapook.com Blackhat SEO
"xxx" on Truehits

การทำแบบนี้ เรามีชื่อเรียกมันว่า blackhat SEO หรือ spamdexing (spam + indexing ทำให้มีดัชนีขยะในเสิร์ชเอนจิ้น “สแปมเด็กซิ่ง” ชื่อเท่มะ) และ spamdexing นี้ ก็ผิดนโยบายของกูเกิลและเสิร์ชเอนจิ้นต่าง ๆ ด้วย (อย่างที่ได้ว่าไปแล้วข้างบน)

บางคนอาจจะบอกว่า เอ๊ะ แต่ถ้ากดเข้าไปดูที่ xxx.kapook.com นี่ เราก็จะเจอเนื้อหาหวิว ๆ อะไรเต็มไปหมดเลยนี่ ก็ไม่เห็นจะ spam ตรงไหน หา xxx ก็ได้ xxx ก็โอเคนี่ ... ลองไปดูที่ pittaya ชำแหละโค้ด HTML ครับ จะเห็นว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

นอกจากนี้ ลิงก์ที่โยงออกไปจากหน้า xxx.kapook.com นี้ จำนวนหนึ่ง ก็เป็นหน้าสำหรับทำ spamdexing เช่นกัน เช่นหน้า http://hilight.kapook.com/view/19283 เราจะพบว่า ในหน้านั้นเราจะเจอคำซ้ำ ๆ จำนวนหนึ่ง เพื่อดักเสิร์ชเอนจิ้นอีกเช่นกัน

“ขายตัว ขาย sex เซ็กส์ เซ็กซ์”

kapook spamdexing

ลองดูเรื่องนี้เพิ่มได้จาก ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ครับ มีทั้งประเด็น hidden text, 1x1 pixels div, SEO rewrite เพื่อเพิ่ม keyword density พร้อมภาพประกอบครับ


เอาละ... ลำพังข้อหา spamdexing ก็สาหัสพอแล้ว แต่สำหรับกรณี xxx.kapook.com นี้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยังมีเรื่องของ conflict of interest ด้วย!

conflict of interest ความสนใจขัดแย้งกันเอง ลักลั่นอย่างไร ?

เว็บ Kapook.com นี้ เจ้าของคือ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด มี คุณปรเมศวร์ มินศิริ เป็นกรรมการผู้จัดการ

บังเอิญว่าคุณปรเมศวร์คนเดียวกันนี้ ก็เป็นผู้จัดการ โครงการอินเทอร์เน็ตสีขาวเพื่อเยาวชน อีกด้วย (สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ-สสส. และ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย) และเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับ ปลาวาฬ เบราเซอร์ ซึ่งมีสโลแกนว่า “ท่องเน็ตปลอดภัย ห่วงใยเยาวชน” (สนับสนุนโดย กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สสส. และ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)

อ้อ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ที่สนับสนุนทั้งสองโครงการดังกล่าว มีคุณปรเมศวร์เป็นนายกสมาคมด้วย

thaicleannet.com

ใช้ xxx ด้วย - ต้าน xxx ด้วย

ก็งง ๆ ดีครับ

อาจจะเป็นว่า ธุรกิจก็จะเอา เงินสนับสนุนจากกองทุนก็อยากจะได้ ... มันเลือกลำบาก ก็เลยขอทั้งสองอย่างแล้วกัน ... สมัยนี้ใคร ๆ ก็อยากรวยเร็วกันทั้งนั้นนี่นา — บางทีคุณที่ไปว่าเขา ตัวคุณเองถ้ามีโอกาสก็อาจจะทำแบบที่เขาทำก็ได้ จริงไหม ?

ตอนนี้ หลังจาก pit โพสต์ไปไม่นาน Kapook เขาก็ปิด xxx.kapook.com หนีไปแล้ว (ทำเป็นหน้าว่าง ทั้งหน้ามีแค่ <html></html> ... “อินเทอร์เน็ตสีขาว” สมใจ) ใครอยากดูร่องรอย ตามไปดูได้ที่ Google cache (หน้า ณ วันที่ 13 มี.ค. 2551 เวลา 00:14:28 GMT) ไม่สมบูรณ์เท่าหน้าจริง พวกเลย์เอาท์นี่เละหมดเลย แต่เนื้อหายังน่าจะครบดี (ดูแบบที่เลย์เอาท์ยังดี ๆ อยู่ ได้ที่บล็อก pittaya เขาจับไว้ได้ทันก่อนโดนลบ) — update: Yahoo! Search cache เก็บไว้ได้ครบทุกอย่างเลย เจ๋งมากลองไปดูได้ครับ

xxx-kapook-com in Google cache (1)
xxx-kapook-com in Google cache (2)

หลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า xxx.kapook.com เคยมีอยู่จริง เช่นที่หน้า http://play.kapook.com/vdo/show-31427 ของกระปุกเอง

"xxx.kapook.com" on Google

คลิกเข้าไปแล้วเป็นแบบนี้ มีบอกให้ไป “ติดตามต่อได้ที่ xxx.kapook.com”

play.kapook shows xxx.kapook.com address


pittaya อัพเดทวันนี้ (2008.03.20): xxx.kapook.com กลับมาอีกแล้ว ในแบบ ‘เนียนเนียน’ ขึ้น — ข้อความดูเบาลง แต่ใน meta ยังมีคีย์เวิร์ดครบอยู่นะครับ

pit ยังเกาะติด (2008.03.20): Kapook XXX กลายเป็น Kapook X-File?

ต่อมา ผู้จัดการออนไลน์ CyberBiz ลงข่าว ปรเมศร์ยกกรณี xxx.kapook.com บทเรียนราคาแพง ประมาณว่าเป็นความผิดพลาด ไม่ได้ตั้งใจ

ซึ่ง pit ก็ให้ความเห็นต่อคำชี้แจงของกระปุก และ MorMMaM ผู้เชี่ยวชาญ SEO ก็ร่วมชี้จุดน่าสงสัยในคำชี้แจงด้วย — โดยสรุป สั้น ๆ แล้วก็คือ ที่กระปุกว่ามา มันฟังไม่ค่อยขึ้น หลักฐานมันฟ้องชัดเกินไป เว็บ kapook.com มันหลายหน้า ตามแก้ยังไม่หมด และถึงจะแก้ได้หมดแล้ว แต่ที่ Google Cache / Google search results / ลิงก์จากหน้าเว็บอื่น ๆ มันก็ยังอยู่อยู่ดี และไปตามแก้ไม่ได้ด้วย


→ สรุปความเห็นผมต่อกรณีนี้+ลำดับเหตุการณ์ ที่ Goliath vs Networked Davids


อย่าเผลอ... ครั้งที่แล้วก็ทีนึงแล้ว เรื่อง iframe ขนาด 0 พิกเซล กับฮิตหน้าโฆษณา


[ ข่าวนี้ที่ pittaya, Zickr, duocore, Blognone, พันทิป.คอม, lab.tosdn, อารยชน, Manager, SEM, SEO knowledge in Thailand, projectlib, thaida (Japanese 日本語 ภาษาญี่ปุ่น), Quando Omni Flunkus Moritati (English ภาษาอังกฤษ) ]

technorati tags: , , , , , , ,

2008-01-20

Blog provider ethics / Censorship from the "house owner"

OKNation silently censors users' blogs — iTeau reported, Your Blog Is Banned By Me, Your Second Big Brother

จริยธรรมของบล็อกเกอร์ — จริยธรรมของผู้ให้บริการบล็อก

ชวนอ่าน
คำสั่งของพี่รอง (Your Blog Is Banned By Me, Your Second Big Brother) โดย iTeau

อย่างที่เป็นที่รู้กัน (เงียบ ๆ) มานานแล้วว่าบริการบล็อก OKNation (ที่โฆษณาว่าพื้นที่นี้ “อิสระทางปัญญา ทุกคนมีสิทธิเขียน เผยแพร่ความคิด”) มีการลบบัญชีผู้ใช้ และลบบล็อกอย่างเงียบ ๆ หลายครั้ง

ลองอ่านและพิจารณากันดูครับ คิดเห็นอย่างไร มีประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง เช่น ใครเป็นเจ้าของเนื้อหาในบล็อก ? ผู้เขียน หรือ ผู้ให้บริการพื้นที่ ?
เชิญแลกเปลี่ยนที่บล็อกคุณ iTeau ได้เลย ;)

technorati tags: , ,

2007-10-19

Three Laws of Thais (fictional)

[เรื่องแต่ง]

กฎสามข้อของหุ่นยนต์ (ตามที่ ไอแซค อาซิมอฟ เสนอ)

1. ต้องปกป้องมนุษย์
2. ต้องเชื่อฟังมนุษย์ เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 1
3. ต้องป้องกันตัวเอง เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 1 หรือ 2

(หมายเลขข้อ เป็นลำดับก่อนหลัง)

ภายหลังได้เพิ่มกฎข้อที่ศูนย์เข้าไป (จิสการ์ดเริ่มคิด และดานีลขบจนสำเร็จ) และปรับกฎที่เหลือ กลายเป็น

0. ต้องปกป้องมนุษยชาติ
1. ต้องปกป้องมนุษย์ เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 0
2. ต้องเชื่อฟังมนุษย์ เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 0 หรือ 1
3. ต้องป้องกันตัวเอง เว้นแต่จะขัดกับกฎข้อ 0, 1 หรือ 2

[คำอธิบายคือ หากไม่มีมนุษยชาติ ก็ไม่มีที่เหลือ]

----

กฎสามข้อของคนไทย (ตามที่ บทบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ 11 ต.ค. 2550 เสนอ)

1. ต้องปกป้องสถาบันชาติ
2. ต้องปกป้องสถาบันศาสน์
3. ต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์

(หมายเลขข้อใส่ไว้เพื่ออ้างอิง ไม่ได้เป็นลำดับก่อนหลัง)

ดานีล*อาจคิดว่าควรจะมีกฎข้อที่ศูนย์ด้วย

0. ต้องปกป้องสถาบันประชาชน

[ด้วยคำอธิบายเดียวกัน]


----

*หมายเหตุ: ทั้ง ห. ดานีล โอลิวาล์ว และ ห. จิสการ์ด ราเวนตอล์ฟ เป็นหุ่นยนต์ไร้สัญชาติ – ไม่ใช่ทั้งคน ไม่ใช่ทั้งไทย — ถ้าคิดตามบทบรรณาธิการฯ ดังกล่าวก็คือ ไม่มีทางเข้าใจประเทศไทยอันแสนพิเศษนี้ดอก




ติดตามนิยายวิทยาศาสตร์คสาสสิกของ ไอแซค อาซิมอฟ และนักเขียนท่านอื่น ๆ ได้ในงานหนังสือ 17-28 ตุลานี้ครับ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูท W02 โซนเอทเรียม มีเรื่องแปลเรื่องใหม่ออกมาแล้วด้วยคือ “วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ” (ชื่ออังกฤษ: Speaker for the Dead - ภาคต่อของ Ender's Game) แปลโดย อ.ยรรยง เต็งอำนวย เช่นเคย

Speaker for the Dead book cover

และสำหรับผู้สนใจ พูดคุยเรื่องนิยายวิทยาศาสตร์ได้ที่เมลกลุ่ม secondfoundation#googlegroups.com



โพสต์นี้ เพื่อสนับสนุน ‘อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา’ ผู้เขียนบทความ 'สื่อ' ที่เสนอให้จำกัดเสรีภาพ? ตอบกลับบทบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550
และสนับสนุนบทความดังกล่าว ด้วยการ
“ขอยืนหยัดคัดค้าน[บทบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์]อย่างสุดกำลัง”

technorati tags: , ,

2007-08-27

Bloggers' Code of Conduct (3)

CyberJournalist.net นำ จรรยาบรรณของสมาคมผู้สื่อข่าวสหรัฐ มาปรับ เป็น จรรยาบรรณบล็อกเกอร์

ซึ่งอันนี้จะเน้นที่ตัวเนื้อหามากกว่าที่ทิมเสนอ (อันนั้นจะเน้นที่ความเห็น)

เน้น 3 หลัก

Be Honest and Fair – ซื่อตรง เท่าเทียม
ซื่อตรง จริงใจ ยุติธรรมและเท่าเทียม ในการเสาะหา รายงาน และตีความข้อมูล

Minimize Harm – ก่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด
ปฏิบัติตัวต่อแหล่งข่าว และบุคคลในข่าว ในฐานะมนุษย์ ซึ่งสมควรได้รับความเคารพ

Be Accountable – อธิบายได้ โปร่งใส รับผิดได้
ไม่ลำเอียง เปิดเผยอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ จุดประสงค์และนโยบายของเว็บ ผลประโยชน์ทับซ้อน วาระส่วนตัว ความชื่นชอบส่วนตัว

ผมว่าก็ชัดดี
ดูรายละเอียดที่ A Bloggers' Code of Ethics


เรื่องในชุดนี้: Bloggers' Code of Conduct: (1) (2) (3)

ขอเชิญทุกคนที่สนใจ คุยเรื่องนี้ต่อที่ เมลกลุ่ม YouFest — hunt กับ mk ตอบกลับมาแล้ว

technorati tags: , ,

Bloggers' Code of Conduct (2)

จรรยาบรรณสื่อใหม่ ที่ตอบโต้ได้

iTeau เปิดประด็นเอาไว้-นานแล้ว

อันนี้คือสิ่งที่ Tim O'Reilly เสนอ
ซึ่งจะเน้นเกี่ยวกับ “บล็อกเกอร์” เป็นหลัก ไม่ได้หมายถึง “ผู้สื่อข่าวพลเมือง” โดยตรง
เอามาให้ดูเป็นไอเดีย ให้ต่อประเด็นได้ (ผมไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด และเห็นด้วยกับ Cory Doctorow พูดไว้ว่า จรรยาบรรณชุดนี้ “แลกเสรีภาพกับความสุภาพ”)

  1. รับผิดชอบ ไม่เพียงแค่สิ่งที่คุณพูด แต่รวมถึงความเห็นที่คุณอนุญาตให้แสดงบนบล็อกของคุณ
  2. บอกระดับความอดกลั้นของคุณต่อความเห็นหยาบคาย
  3. พิจารณานำความเห็นนิรนาม*ออกไป
    (* นิรนามในที่นี้ หมายถึงตามไม่ได้ว่าเป็นใคร - แต่ยังสามารถปกปิดตัวตนได้ - เช่นให้อีเมลจริงกับเจ้าของบล็อก แต่ไม่แสดงชื่อ/อีเมลแก่คนอ่านคนอื่น)
  4. เพิกเฉยต่อความเห็นที่จงใจก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง
  5. คุยกันออฟไลน์ คุยกันโดยตรง หรือหาคนกลางที่จะทำอย่างนั้นได้
  6. ถ้าคุณรู้จักใครที่ทำตัวไม่ดี บอกเขา
  7. ถ้าคุณไม่พูดสิ่งไหนต่อหน้าคนอื่น อย่าพูดสิ่งนั้นออนไลน์

อ่านดูแล้ว ก็จะพบว่าเกือบทั้งหมด จะเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่นำเสนอออนไลน์
(ถ้าพูดถึงกรณีข่าว ก็จะไม่ได้เกี่ยวกับ “ตัวข่าว” โดยตรง แต่เกี่ยวกับ “ความเห็นท้ายข่าว”)

ตรงนี้ดู ๆ ไป ในตอนแรกผมคิดว่า ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับ “จรรยาบรรณสื่อ”
แต่ดูอีกที การมองแบบนั้น เพราะเราไปดูจรรยาบรรณสื่อของสื่อเก่า-ที่มันตอบโต้ไม่ได้รึเปล่า?

“จรรยาบรรณสื่อพลเมือง” ควรจะโยงไปถึง “จรรยาบรรณสื่อใหม่” ไหม?
สื่อใหม่ ที่ผู้สื่อข่าวพลเมืองใช้ มันตอบโต้ได้นะ“
งั้นในจรรยาบรรณนอกจากจะพูดถึง “การพูด” แล้วยังต้องพูดถึง “การฟัง” (ซึ่งก็คือการพูดของคนอื่น) ด้วยไหม?


เรื่องในชุดนี้: Bloggers' Code of Conduct: (1) (2) (3)

ขอเชิญทุกคนที่สนใจ คุยเรื่องนี้ต่อที่ เมลกลุ่ม YouFest — hunt กับ mk ตอบกลับมาแล้ว

technorati tags: , ,

Bloggers' Code of Conduct

ในอีเมลกลุ่มพลวัต กำลังถกกันเรื่อง “สื่อพลเมือง” และคิด ๆ กันว่า น่าจะมีเรื่องจรรยาบรรณสื่อพลเมืองด้วย
ตอนนี้ก็ดู จรรยาบรรณบล็อกเกอร์ เทียบเคียงไปก่อน

จดกันลืม (แต่เดี๋ยวก็จะลืมว่าเคยจดอยู่ดี)

คิดว่าเรื่องไหนสำคัญบ้าง ที่จะทำให้สิ่งที่เขียนบนบล็อก หรือ รายงานทางอินเทอร์เน็ต/เว็บไซต์ มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงรับผิดชอบต่อผู้อ่าน


เรื่องในชุดนี้: Bloggers' Code of Conduct: (1) (2) (3)

ดูเพิ่มเติมเรื่อง “สื่อพลเมือง” ที่
“We Media” สื่อเรา เราสื่อเองได้
(ในนั้นมีลิงก์ไปยังบทความอื่น ๆ ด้วย ทั้งของ คนชายขอบ, mk, และคนอื่น ๆ - ปรับปรุง 27 ส.ค. 2550)

ขอเชิญทุกคนที่สนใจ คุยเรื่องนี้ต่อที่ เมลกลุ่ม YouFest — hunt กับ mk ตอบกลับมาแล้ว

technorati tags: , ,

2007-05-07

Plagiarism on Thai (major) newspaper

คอลัมนิสต์ “อมร อมรรัตนานนท์” เขียนบทความชื่อ “ฤาจะให้หยุดลมหายใจชั่วคราว หากสังคมไทย ยังเป็นเช่นนี้?” ในคอลัมน์ ฅ.เลือกข้าง ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 หน้าที่ 13 โดยลอกข้อความบางส่วนไปจากบทความที่ “คิ้วหนา” เขียนลงในบล็อก “มาบตาพุด…ยิ่งกว่าสำลักมลพิษ (ตอน ๑)” และใช้รูปภาพโดยไม่ได้อ้างอิงที่มาของภาพ

ดูในรูปที่สแกนมาแล้ว หากจะอ้างว่าได้ข้อมูลมาจากที่เดียวกัน อาจจะเขียนเหมือนกันได้ ก็คงพอไหว (เข้าข้างสุด ๆ แล้วนะ) - แต่ตรงที่ขีดเส้นใต้สีแดงนั้น ซึ่งเป็นลักษณะสำนวนคำพูด ดูจะบังเอิญเกินพอดี - -"

อ่านต่อ: เจ้าข้าเอ๊ย…ระวังคนหน้าด้านขโมยบล็อก

สื่อเก่า ขโมย สื่อใหม่ :P

ไม่รู้ว่าทางคอลัมนิสต์รายนี้ นสพ.ผู้จัดการ และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ จะทำยังไงต่อ

หรือจะทำเฉย ๆ ไม่สนใจ ปล่อยให้เรื่องเงียบไปเอง เหมือนสารพัดเรื่องราวในประเทศแห่งนี้...

มาช่วยกันประจานให้ทั่ว blogosphere ดีไหม? :P

[ผ่าน SIIT.NET]

technorati tags: , ,

2006-02-06

จรรยาบรรณของนักหนังสือพิมพ์

อย่างที่สอง ผมเอา “จรรยาบรรณของนักหนังสือพิมพ์” มาฝากครับ เนื่องจากพักหลัง ๆ ผมได้เห็นหลาย ๆ ท่านใช้ logic [ตรรกะ] ไปในทำนองว่า “การเห็นด้วยกับคุณสนธิและด่านายกคือคนดี” หรือ “การไม่ร่วมม็อบกู้ชาติคือคนไม่รักชาติ” เพราะฉะนั้นเขาเหล่านั้นก็จะคิดว่าการกระทำการใด ๆ ก็ตามของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคือสิ่งถูกต้องและสมควร ซึ่งผมในฐานะที่เกิดในครอบครัวนักหนังสือพิมพ์ (ซึ่งก็หันไปทำนิตยสารนานแล้ว) ก็รู้สึกสะกิดใจพอดู จึงอยากให้ลองทำใจให้เป็นกลาง เบนเข็มความคิดจากการเมืองมาวงการสื่อมวลชน แล้วอ่านจริยธรรมของนักหนังสือพิมพ์ข้างล่างนี้ดูครับ

จรรยาบรรณของนักหนังสือพิมพ์ โดย weerat