ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)
Showing posts with label Internet censorship. Show all posts
Showing posts with label Internet censorship. Show all posts

2010-09-27

นักข่าว 0.8: กรณีการจับผู้อำนวยการนสพ.ประชาไท และข่าวที่กรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงาน #freejiew

[เพิ่มเติม 2010.09.27 14:21: ผมเขียนบล็อกโพสต์นี้ เพราะตระหนักว่า เนื้อหาในการฟ้องนั้นก็เรื่องหนึ่ง ส่วนภาพที่ถูกสร้างให้ปรากฏต่อสาธารณะ-ทางสื่อ-นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง การนำเสนอภาพกระบวนการการจับกุมซึ่งผิดไปจากความเป็นจริงอย่างมีนัยยะนี้ ส่งผลต่อภาพประทับในหัวของคน และให้โทษกับผู้ถูกกล่าวหา นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย]

[เพิ่มเติม 2010.09.27 14:54: เพื่อความสะดวกในการ(ไม่)อ่าน ขอแจ้งว่าโพสต์นี้ไม่มีข้อมูลใหม่หรือการวิเคราะห์อะไรเกี่ยวกับคดีของจีรนุชเลย. เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ตอน: 1) วารสารศาสตร์ (อันเป็นที่มาของชื่อ นักข่าว 0.8 ที่เทียบกับ เว็บ 2.0); 2) ข้อเสนอในเรื่องความรับผิดของตัวกลางและการดำเนินคดี; 3) ข้อสังเกตต่อสมาคมวิชาชีพสื่อ]

เมื่อเย็นวันศุกร์ (24 กันยา) ผมมีเหตุให้ต้องไปขอนแก่นเป็นครั้งแรก กลับมาก็ได้อ่านข่าวเกี่ยวกะเหตุการณ์นั้นตามสื่อต่าง ๆ ก็ตรงบ้าง คลาดเคลื่อนบ้าง นิด ๆ หน่อย ๆ เป็นอันเข้าใจได้ เพราะจำนวนหนึ่งรายงานในระหว่างที่เรื่องยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่จบดี

แต่วันนี้ได้อ่านข่าวฉบับของกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ พบว่ามันคลาดเคลื่อนจนน่าตลก ขำเสียจนไม่รู้จะพอเพียงอย่างไรไหว เนื้อความหรือก็ราวกับนิยายเพื่อความปรองดอง คือไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นอกจากนึกภาพ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกอดคอกะนักข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ แล้วร้องว่า ร่วมกัน เราทำได้! ... น่าจะชวนไปส่งประกวด ไอเดียประเทศไทย คาดว่าน่าจะได้รางวัลสร้างสรรค์นวัตกรรมข่าวยอดเยี่ยม (แล้วแบ่งเงินรางวัลกันไปช็อปช่วยชาติ)

กรุงเทพธุรกิจเขาทำไปได้นะ ทั้ง ๆ ที่เขาเผยแพร่ชิ้นข่าวดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553 21:00 หรือหลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดจบไปแล้วมากกว่า 18 ชั่วโมง (เพื่อการเปรียบเทียบ มติชนออนไลน์ ที่รายงานเมื่อ 24 กันยายน 2553 18:00 ยังทำได้ดีกว่ามาก)

ญาติยื่นหลักประกัน 2 แสนบาท ประกันตัวบก.ประชาไทย เปิดเว็บหมิ่นเบื้องสูง เจ้าตัวยังให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา-ขอให้การในชั้นศาล

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องชื่อ ประชาไท ที่สะกดผิด เอาแค่ข้อเท็จจริงในโปรยข่าวชิ้นนี้ ก็ผิดไปอย่างน้อยสองที่แล้ว

1) คนที่เอาเงินสดไปให้ประกันตัว คือทีมงานของหนังสือพิมพ์ประชาไท ไม่ใช่ญาติ; 2) จีรนุช เปรมชัยพร เป็นผู้อำนวยการของหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่บรรณาธิการ; 3) ตามสำนวนฟ้อง ข้อหาคือ มีความเห็นท้ายข่าวที่หมิ่นฯ ไม่ได้ระบุว่าทั้งเว็บมีจุดประสงค์เพื่อการนั้น; ...

ไหนจะ connotation ของการเลือกใช้คำว่า ยัง ... เอาเถอะ นั่นแค่เล็ก ๆ

พ.ต.ท.ถนอมสิทธิ์ วงษ์วิจารณ์ รอง ผกก.(ส.) สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลา 18.00 น.วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจชุดสืบสวนปราบปราม บก.ตม.2 ได้ทำการจับกุมตัว น.ส.จีรนุช

ผมอยู่ที่นั่นด้วย สุวรรณภูมิ เวลาที่เจ้าหน้าที่พบหมายจับของจีรนุชแสดงในคอมพิวเตอร์ที่ด่าน คือ 14:00-14:30 โดยประมาณ เครื่องบินเราลง 14:00 มาด้วยกัน ยื่นหนังสือเดินทางให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองพร้อม ๆ กัน โต๊ะติดกัน

ถ้าใครดูในทวิตเตอร์/FourSquare ของผม ก็จะเห็นว่า 17:14 ผมและจีรนุช ออกจากสุวรรณภูมิเพื่อไปขอนแก่น, 17:36 อยู่ถนนวงแหวนตะวันออก, 18:00 อยู่ประตูน้ำพระอินทร์ อยุธยา

ถ้าตำรวจเห็นจีรนุชที่สุวรรณภูมิตอน 18:00 ก็คงเป็นผีจีรนุชล่ะครับ - ฟังแล้วหลอน ๆ

14:30 vs 18:00

และเป็นใจให้ผู้คนสนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำผิดในระบบคอมพิวเตอร์ในความควบคุมของตนเอง โดยไม่ลบข้อความนั้นออกจากเว็บมาสเตอร์ของตนเองทั้งๆที่ทราบดีว่ามีข้อความ ดังกล่าว

ผมอ่านแล้วก็งง ๆ นึกภาพไม่ออกว่าจะลบอะไรออกจากเว็บมาสเตอร์ยังไง เข้าใจว่าคงไม่มีบ.ก.ดูแลเรื่องภาษา ... แต่อันนี้ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ (เป็นเพียงอีกหนึ่งความไม่ใส่ใจ) ที่ฮาคือต่อไปนี้

และจากการจับกุมของเจ้า หน้าที่ตำรวจสืบสวนปราบปราม บก.ตม.2 เมื่อเย็นวันที่ 24 ก.ย.นั้น เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่า จะมีผู้ต้องหาตามหมายจับเดินทางเข้ามาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้กระจายกำลังตามจุดต่างๆของสนามบินสุวรรณภูมิ จนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุด ขณะที่ลงจากเครื่องบินกลับจากประเทศฟินแลนด์ แล้วนำหนังสือเดินทางมาขอรับการตรวจอนุญาตเดินทางเข้าประเทศ

นี่เริ่มขี้โม้ละ ผมยืนรออยู่หลังด่าน (ผมผ่านด่านมาได้เรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร) ตรงบริเวณรอรับกระเป๋าอยู่อย่างน้อย 10 นาที ซึ่งระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองก็ยังตรวจสอบหนังสือเดินทางของจีรนุชอยู่ โดยจีรนุชยืนอยู่ที่โต๊ะตรงด่าน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ค่อยให้จีรนุชไปนั่งรออีกด้านนึง ผมก็รอต่ออีก รอจนขี้เกียจยืนรอ ผมเลยขอเข้าไปด้านหน้าด่านอีกที กว่าจะตรวจสอบหมายจับอะไรได้ ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงล่ะ ... เพราะฉะนั้นที่จะมาบอกว่า เจ้าหน้าที่ได้เตรียมการล่วงหน้า (ได้รับแจ้งว่า...) ... โกหกทั้งนั้นอ่ะ (เตรียมมาก็ดีสิ จะได้ไม่ต้องรอ)

และก็อย่างที่ได้เล่าไป จีรนุชเป็นคนเดินไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเอง ไอ้ที่ว่า กระจายกำลังตามจุดต่างๆของสนามบิน เนี่ย ถ้าไม่เพราะตม.ขี้โม้ ก็คงเป็นนักข่าวดูหนังมากไป พี่เขายังเดินชิล duty free อยู่เลย ... เขียนไปได้หนอ .. กระจายกำลัง

(btw พวกผมกลับมาจากบูดาเปสต์ แค่เปลี่ยนเครื่องที่เฮลซิงกิเท่านั้น กลับมาจากงานประชุมเสรีภาพอินเทอร์เน็ต Internet at Liberty 2010 ... ตลกไหม)

จึงอนุญาตให้ประกันตัวออกไปเมื่อเวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา โดยมีญาตินำหลักทรัพย์ 2 แสนยื่นขอประกันตัวออกไป

ผมนึกไม่ออกว่า ข้อเท็จจริงง่าย ๆ แค่เรื่องเวลานี่ กรุงเทพธุรกิจสามารถทำให้มันคลาดเคลื่อนกันขนาดนี้ได้ยังไง ... ตำรวจให้จีรนุชประกันตัวได้ราว 01:00 และสอบสวนเสร็จราว 02:30 ของวันที่ 25 กันยายน ถ้านักข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จะยอมเสียเวลาเช็คข่าวกับแหล่งอื่น ๆ บ้างทั้งทางเว็บ (อย่างน้อย โดยสามัญปัญญา ก็จากเว็บไซต์ประชาไทนั่นแหละ) หรือทางการสื่อสารอื่น ๆ ก็คงไม่ผิดพลาดเรื่องง่าย ๆ แค่นี้

จะว่าไป นักข่าวเนชั่นคงใช้ social media ได้ไม่ถึงประสิทธิภาพที่ @suthichai สุทธิชัย หยุ่น คาดหวัง เพราะถ้าตาม hashtag #freejiew เสียหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะไม่พลาดข้อมูลพื้นฐานเรื่องเวลา (ส่วนจะไปหูเบาเชื่อตม.โม้หรือไม่ นั่นก็อีกเรื่อง) ... ซึ่งจะปฏิเสธว่าไม่รู้เกี่ยวกะ #freejiew นี้เลยก็คงลำบาก เพราะในวันนั้น #freejiew ขึ้นเป็น trending topic ของเมืองไทย

ผมไม่ได้คาดหวังให้รายงานถูกต้อง 100% เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้ งานข่าวมีเรื่องของเวลานำส่งมาจำกัด (นอกเหนือไปจากฟอร์แมตของสื่อ โครงสร้างองค์กรข่าว กระบวนงานข่าว ฯลฯ) ผมเชื่อว่างานข่าวดูแค่ชิ้นข่าวชิ้นเดียวไม่ได้ ข่าวเรื่องหนึ่งมันนำส่งผ่านชิ้นข่าวหลาย ๆ ชิ้น ค่อย ๆ พัฒนาเรื่อง ค่อย ๆ มีรายละเอียด ค่อย ๆ มีความแม่นยำมากขึ้น ผมพูดเช่นนี้เพราะผมเชื่อว่านักข่าว ไม่ว่าจะเป็นนักข่าววิชาชีพหรือนักข่าวพลเมือง ต่างต้องได้รับโอกาสในพัฒนาและนำเสนอประเด็นข่าว ผมเชื่อว่าในยุค Journalism 2.0 นี้ ข่าวเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ News is a process, not a finished product.

... แต่กรณีตัวอย่างของกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ชิ้นนี้ มันดูจะทุเรศทุรังเกินไปหน่อย คือผมนึกภาพไม่ออก ว่ามันจะพัฒนาไปลงเหวที่ไหน ยิ่งพิจารณากรอบเวลานำเสนอ โดยเปรียบเทียบกับฉบับอื่น ๆ (ที่เสนอได้แม่นยำกว่าภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน) และแหล่งข่าวที่สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ (เช่น ทวิตเตอร์และหนังสือพิมพ์อื่น ๆ) แล้ว ผมคิดว่าเป็นการยุติธรรมแล้วที่เราจะคาดหวังกับเขาหรือเธอได้มากกว่านี้ (ยังไม่นับว่า ถ้านักข่าวกรุงเทพธุรกิจจะโทรไปสัมภาษณ์จีรนุชเอง ก็สามารถทำได้ - แต่เขาหรือเธอไม่ทำ หากพึ่งแหล่งข่าวเพียงด้านเดียว คือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ)

คลิกเพื่อดูภาพจับหน้าจอ (ณ 27 ก.ย. 2553 02:00)

ส่วนความเห็นต่อคดี การออกหมายจับ การจับกุม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจจะเขียนต่อไปในอีกโพสต์ครับ เบื้องต้นคือ:

  1. จำเป็นต้องมีการแก้ไขคำจำกัดความและวิธีปฏิบัติที่เกี่ยวกับ ท้องที่เกิดเหตุ ในกฎหมายอินเทอร์เน็ตและสื่อทั้งหมด การระบุว่าพบเห็นข้อความในเว็บไซต์ที่จังหวัดขอนแก่น ดังนั้นท้องที่เกิดเหตุคือจังหวัดขอนแก่น จึงจำเป็นต้องนำตัวไปสอบสวนที่จังหวัดขอนแก่น เป็นเรื่องขัดสามัญสำนึกอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาลักษณะของสื่อ ถ้าไม่มีการแก้ไขเรื่องท้องที่เกิดเหตุนี้ ก็จะเป็นช่องให้กลั่นแกล้งได้ต่อไป (เจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนนั้นบอกกับเรา ถ้าเขาฟ้อง 75 จังหวัด คุณก็ต้องไป 75 จังหวัด)

  2. กรณีนี้ เจ้าหน้าที่มีสิทธิออกหมายจับจริง แต่หากพิจารณาบริบทแวดล้อม ย่อมเห็นได้ว่าไม่จำเป็น ทำเป็นเพียงหมายเรียกไปถึงผู้ถูกกล่าวหาก็พอแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถไปมอบตัวกับสถานีตำรวจที่สะดวกด้วยตนเองได้ ไม่ต้องเดินทางไกล - เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาในกรณีนี้คือจีรนุช ไม่ได้แสดงเจตนาหลบหนี เพราะก็มีอีกคดีหนึ่งในลักษณะเดียวกันที่กำลังต่อสู้ในชั้นศาลอยู่ อีกทั้งในรอบปีที่ผ่านมา ก็ได้เดินทางไปต่างประเทศอยู่หลายครั้ง และก็กลับมาทุกครั้ง (หากจะอ้างว่า เป็นคดีร้ายแรง ให้ดูกรณี สนธิ ลิ้มทองกุล) - และหากเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ทราบดีถึงข้อนี้ ว่าไม่จำเป็นต้องออกหมายจับ แต่ก็ยังเลือกออกหมายจับ ด้วยเจตนาจะก่อให้เกิดความไม่สะดวก ก็ถือว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน ใช้อำนาจหน้าที่ให้โทษแก่ผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหาที่มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นผู้บริสุทธิ์

  3. เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผู้ให้บริการตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีฐานะเป็นตัวกลาง (intermediary) ต้องรับภาระในสิ่งที่ไม่ได้ทำ หรือต้องรับภาระในสิ่งที่เกินวิสัยจะทำได้ ไม่ว่าสุดท้ายแล้วคดีจะตัดสินว่าผิดหรือถูก แต่ภาระและความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้วกับผู้ให้บริการ

  4. จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต สื่อ และโทรคมนาคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวกลาง/เนื้อหา/การคุ้มครอง/การเยียวยา เพื่อให้:
    • ก) ตัวกลางที่มีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานไม่ต้องรับภาระในการรับผิด;
    • ข) ตัวกลางที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับเนื้อหา ให้ใช้หลัก notice & take down คือให้แจ้งไปยังผู้ให้บริการเพื่อนำเนื้อหาที่พิจารณาได้ง่ายและชัดเจนว่าผิดกฎหมายออกจากระบบ หากผู้ให้บริการนำออกภายในระยะเวลาที่สมเหตุผล ผู้ให้บริการย่อมไม่ต้องรับผิด;
    • ค) เนื้อหาที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนในทันที จำเป็นต้องรอคำสั่งศาลเพื่อสั่งให้นำออก และผู้ให้บริการย่อมไม่ต้องรับผิดในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งศาล;
    • ง) หากเจ้าหน้าที่รัฐเห็นว่าระหว่างที่รอคำสั่งศาลเพื่อสั่งให้นำเนื้อหาออก เนื้อหาดังกล่าวจะสร้างความเสียหายแก่สาธารณะ สามารถขอคำสั่งศาลเพื่อปิดกั้นเนื้อหานั้นได้ชั่วคราว ในระยะเวลาจำกัด และต่ออายุได้ไม่เกิน x ครั้ง ซึ่งการปิดกั้นดังกล่าว จะไม่มีผลต่อความรับผิดของผู้ให้บริการ;
    • จ) ผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์ให้ยกเลิกคำสั่งปิดกั้นชั่วคราวดังกล่าวได้;
    • ฉ) กรณีเมื่อถึงที่สุด ศาลตัดสินว่า เนื้อหาที่ถูกปิดกั้นชั่วคราวไปแล้ว ไม่มีความผิด รัฐจำเป็นต้องต้องชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการปิดกั้นชั่วคราวนั้น ให้แก่ผู้เสียหาย

...

จนถึงตอนนี้ ยังไม่เห็นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อันมี ท่านประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ เป็นนายกสมาคม หรือ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (จีรนุชถูกจับตามพ.ร.บ.คอม ในฐานะผู้ดูแลเว็บ) อันมี พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดี DSI เป็นนายกสมาคม ออกมาให้ความเห็นอะไรกับกรณีนี้ (คิดในแง่ดีที่สุด พ.ต.อ.ญาณพล คงกำลังงงว่า จะสวมหมวกใบไหนดี ตำรวจหรือผู้ดูแลเว็บ)

ส่วน ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (เพื่อการปกป้องลิขสิทธิ์) อันมี ท่านชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี เป็นประธาน ก็ได้แต่เพียงตอบสั้น ๆ เมื่อมีนักศึกษาถามถึง #freejiew ในทวิตเตอร์ ว่า เขากำลังรณรงค์ให้ปล่อยตัว ผอ.เว็บประชาไท ที่ถูกจับในคดีหมิ่นฯ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ ... ซึ่งก็ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า @chavarong ใช้คำว่า เขา ซึ่งความหมายโดยนัย (ว่าตาม The Language of News Media. [Allan Bell, 1991]) ก็คือ นั่นน่ะ พวกมัน ไม่ใช่ พวกกู เป็นภาษาของการไม่นับรวม

@chavarong คุยกับ @payoonnoi

เอาล่ะ ติดตามข่าวของ จีรนุช เปรมชัยพร ได้ที่ http://freejiew.blogspot.com

สวัสดี

technorati tags: , ,

2010-09-21

[20-22 ก.ย.] follow #ial2010 ตามงาน Internet at Liberty 2010

Internet at Liberty 2010 เวิร์กช็อปและสัมมนา สองวันครึ่ง เรื่องเสรีภาพอินเทอร์เน็ต จัดโดย Google และมหาวิทยาลัย Central European University ที่บูดาเปสต์ ฮังการี

หัวข้อเกี่ยวข้องถึงนโยบายการกำกับอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตเพื่อการพัฒนาสังคม ประชาธิปไตย และการศึกษา

มีนักเทคโนโลยี นักกฎหมาย นักนโยบายอินเทอร์เน็ต นักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม บล็อกเกอร์ และนักหนังสือพิมพ์จากทั่วโลก เข้าร่วม โดยเฉพาะจากประเทศและภูมิภาคที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิมนุษยชนถูกคุกคาม ทั้งในพื้นที่ออฟไลน์และรุกเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์

ชมสด — 21-22 กันยายน 2553, 14:00-23:15 เมืองไทย (9:00-18:15 UTC+2)

ทวีตติดแฮชแท็ก #IAL2010

มีชาวบ้านแถวนี้ไปร่วมอย่างน้อยสามคน @bact (ผม เครือข่ายพลเมืองเน็ต/โอเพ่นดรีม) @jiew (จีรนุช เปรมชัยพร หนังสือพิมพ์ประชาไท) และ @supinya (สุภิญญา กลางรณงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ)

แถม: ชมบันทึกจากงาน Internet Governance Forum ครั้งที่ 5 ลิทัวเนีย

technorati tags: , , ,

2010-04-18

How to get around censorship (a must of for Internet in Thailand)

อินเทอร์เน็ตเมืองไทยมีบั๊ก แจ้งบั๊กไปแล้ว คนมีอำนาจดูแลก็ไม่สนใจ ก็ต้องหา work around ไปพลาง ๆ ก่อน จะได้พอใช้เน็ตได้ตามสภาพ

วิธีหลบเซ็นเซอร์ การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย และการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล
http://thainetizen.org/unblock

qrcode

แปลจาก Technical ways to get around censorship โดย ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF)

technorati tags: ,

2010-04-10

prachatai.com got censored, go prachatai.net instead

อ่านข่าวประชาไทได้ ที่ www.facebook.com/prachatai และที่ prachatai.net

หลังจากเว็บไซต์ประชาไท www.prachatai.com ถูกนายสุเทพสั่งปิดด้วยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเป็นคำสั่งไปที่ผู้ให้บริการที่วางเซิร์ฟเวอร์ของประชาไท ทำให้เข้าเว็บประชาไทไม่ได้
ตอนนี้ทีมงานจึงมารายงานข่าวกันบนเฟซบุ๊ก และย้ายข้อมูลไปไว้ที่ที่อยู่ใหม่แล้ว
ช่วย ๆ กันกระจายข่าวครับ

(ฮูเรให้กับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร - open source จงเจริญ)

update: ชมสถานการณ์สด ทาง ทีวีไทย http://udd.thaipbs.or.th

technorati tags: , , , ,

2009-04-26

Anti-censorship website got blocked by Thai university and ISPs

Reports from Thai netizens to Thai Netizen Network's mailing list showing yet another attempt from Thai authorities to shut down any media that's not on their side. Unsurprisingly (and that's sad to say so), the time comes to Freedom Against Censorship Thailand (FACT). Two commercial ISPs and one university have been reported that they blocked the anti-censorship blog.

It was found on Saturday 2009.04.25. Users who using Internet service of TOT, Buddy Broadband or Kasetsart University will not be able to access http://facthai.wordpress.com/.

Ministry of ICT recently admits they blocked nearly 9,000 urls, of which 6,200 are concerned as a treat to national security. Thai Netizen Network website reports the 66 Red-Shirt/Red-Shirted urls that MICT sent to every ISPs and major websites, urging them to entirely blocked the urls. Noted that this list does not included FACT's url, but it got blocked anyway. With enough ignorance, the MICT block list also includes http://ning.com/ (a social network service), http://www.cbox.ws/ (a chat box service), and http://www.no-ip.org/ (a dynamic DNS service) — common services used by many Thai netizens and bloggers, orange or pink, watching AF TV or not.

The authorities probably expected that every Thai should sacrifices not just their rights and freedom, but also conveniences in everyday life in this time of Media War.

Fortunate enough, some ISPs can think by and for themselves (+their customers). While blocking almost every other urls in the MICT list, they don't touch ning.com and no-ip.org. OK, stupid enough, CSLoxinfo still blocked mashable.com, a (Red-Shirt, huh?) IT news site.

I see necessity in this very situation to repeat it over that: Government's Security IS NOT EQUAL TO National Security.

ความมั่นคงของรัฐบาล ไม่เท่ากับ ความมั่นคงของรัฐ

Summary report on http://facthai.wordpress.com/ blockage:
Can't access (BAD) from (at least) 3 ISPs: TOT, Buddy Broadband, Kasetsart University [source]

  • TOT - BAD (2009.04.25 13:07)
  • Maxnet - OK (2009.04.25 13:48)
  • Kasetsart - BAD (2009.04.25 14:32)
  • CAT HiNet - OK (2009.04.25 16:04)
  • Comcast (US) - OK (2009.04.25 16:36)
  • TOT - BAD (2009.04.25 17:15)
  • TOT - BAD (2009.04.25 17:33)
  • True - OK (2009.04.25 17:40)
  • TOT - BAD (2009.04.25 21:49)
  • True - OK (2009.04.25 23:14)
  • Buddy - BAD (2009.04.26 02:16)
  • CSLoxinfo - OK (2009.04.26 11:26)

technorati tags: , ,

2009-03-10

STOP ONLINE MEDIA INTIMIDATION

English version here.

แถลงการณ์เรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์

สืบเนื่องจากกรณีพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้เข้าจับกุมนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (http://www.prachatai.com) เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552 และได้มีการสืบปากคำพร้อมทำสำเนาข้อมูลในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของ นางสาวจีรนุช และแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้ทำการสนับสนุนผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหา เป็นผู้ให้บริการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำผิด นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยที่จะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงประเทศ และเผยแพร่ หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (3) (5) และ 15

เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) เห็นว่าแม้รัฐอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปภายใต้อำนาจตามที่กฏหมายบัญญัติ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการใช้อำนาจทางกฏหมายในการข่มขู่ คุกคาม สิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์ ทั้งนี้เว็บไซต์ข่าวประชาไทถือเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่ทำงานบนกรอบของ จรรยาบรรณสื่อออนไลน์ซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้กับประชาชนผู้อ่านแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ทางผู้แลเว็บมีมาตรฐานที่เข้มงวดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ อยู่แล้วในการที่จะต้องเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ และการลบข้อความที่มีความละเอียดอ่อน และที่ผ่านมาก็ได้ประสานงานและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเสมอมาในการลบข้อความดังกล่าว แต่โดยธรรมชาติของสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นในการกำกับดูแลสื่อออนไลน์ที่มีธรรมชาติทาง เทคโนโลยีแตกต่างจากสื่อทั่วไป อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐควรยึดแนวทางการเจรจาประณีประนอมและใช้มาตรการที่ละมุนละม่อมไม่ใช่การปราบปราม

ทั้งนี้ข้อกล่าวหาว่าสื่อประชาไท สนับสนุนให้มีการนำเสนอเนื้อหาที่ขัดต่อความมั่นคงของชาตินั้นเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีการให้คำนิยามที่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การขัดต่อความมันคงของชาติอย่างไร อีกทั้งเนื้อหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าละเมิดมาตรา 14 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ นั้น ก็มิได้ปรากฏในเว็บข่าวประชาไทแล้วตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2551

ในทางตรงข้าม การใช้มาตรการที่อุกอาจเช่นการเข้าจับกุมในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่สร้างเงื่อนไขความยากลำบากในการขอประกันตัวของผู้ถูกกล่าวหา สะท้อนเจตนาที่จะสร้างแรงกดดันให้เกิดความตึงเครียดและก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว ความหวาดระแวงในสังคมมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งในที่สุดแล้ว แนวทางของรัฐดังกล่าวจะไม่นำไปสู่การปกป้องสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด

ดังนั้น ทั้ง 3 องค์กรดังกล่าว ซึ่งได้ร่วมกันยื่นหนังสือเสนอข้อเรียกร้องและคัดค้านการใช้นโยบายประกาศ สงครามกับสื่ออินเทอร์เน็ต (War Room) ให้กับนายกรัฐมนตรีโดยตรงเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552 ซึ่งในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีได้รับปากที่จะใช้แนวทางการเจรจาร่วมกันโดยมีรูปธรรมในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อให้ตัวแทนพลเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้พูดคุยเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงตำรวจที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เพื่อแสวงหาแนวทางการปฏิบัติที่ควรจะเป็นร่วมกัน บนพื้นฐานของความเคารพในสิทธิเสรีภาพสื่อและพลเมืองตามหลักการสิทธิมนุยชนสากล

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทาง 3 องค์กรมีข้อเรียกร้องต่อรัฐดังต่อไปนี้

  1. ขอให้รัฐยุตินโยบายการคุกคามสื่อออนไลน์ และ ไม่ใช้แนวทางการประกาศสงครามกับสื่ออินเทอร์เน็ต แต่เน้นการเจรจาและแสวงหาความร่วมมือบนพื้นฐานความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพและเข้าใจธรรมชาติที่เป็นจริงของสื่อใหม่เช่นอินเทอร์เน็ต
  2. ขอให้รัฐบาลจัดเวทีและสร้างกลไกสำหรับการแลกเปลี่ยนให้ตัวแทนผู้ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระทรวงไอซีทีฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันในการกำกับดูแลสื่อและชุมชนออนไลน์
  3. ขอให้รัฐยุติการผลิตซ้ำ ตอกย้ำทัศนคติเชิงลบ อันนำไปสู่ความบาดหมาง ตึงเครียดและสร้างรอยร้าวลึกขึ้นในสังคม โดยเฉพาะวิธีใส่ร้ายสื่อออนไลน์เช่นประชาไทว่าเป็น “เว็บหมิ่นฯหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” “เป็นขบวนการทำลายล้าง” “มีคนหนุนหลัง” เป็นต้น เนื่องเพราะการใส่ร้ายดังกล่าวไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแต่อย่างใด อีกทั้งสะท้อนถึงวุฒิภาวะในการบริหารประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งขัดต่อแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อพลเมืองไทยและประชาคมโลก

ทั้ง 3 องค์กรดังกล่าวข้างต้นมีความปรารถนาดีต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในการที่จะ ประสานความร่วมมือเรื่องสื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์บนการสร้างสมดุลย์ ระหว่างการกำกับดูแลกับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องธำรงพันธกิจอันสำคัญนี้

สุดท้ายนี้ เราขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง รวมถึงสาธารณชน ร่วมกันแสดงจุดยืนเรียกร้องรัฐให้ใช้หลักรัฐศาสตร์ในการเจรจามากกว่าใช้กฏหมายปราบปราม เพื่อแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์ทดแทนการแก้ปัญหาด้วยการข่มขู่คุกคามอย่างที่ผ่านมา

ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของพลเมือง

เครือข่ายพลเมืองเน็ต
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)

วันที่ 8 มีนาคม 2552
วันสตรีสากล

(via Thai Netizen Network: แถลงการณ์เรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์, STOP ONLINE MEDIA INTIMIDATION)

technorati tags: , ,

2009-02-06

XMLHttpRequest with "lese-majeste" in the url got blocked as well - Holy CS Loxinfo

อัปเดตต่อจากกรณี Mashable.com got blocked - ความมั่วของ CS Loxinfo กับการบล็อคเว็บ

จากการทดลองเพิ่มเติม พบว่า web api request (ซึ่งทำผ่าน url) ก็จะใช้ไม่ได้เช่นกัน

เช่น ผมลองใช้บริการย่อลิงก์ ของ bit.ly โดยใช้ url :

http://klongofconsciousness.wordpress.com/2009/01/23/dozing-german-arrested-for-lese-majeste/*

ปรากฎว่า bit.ly มันเงียบครับ ไม่แสดงผลลัพธ์อะไร (ตามปกติมันจะแสดงผลลัพธ์ลิงก์ที่ถูกย่อ ในช่อง “Shortened URL”)

เมื่อตรวจสอบดูก็พบว่า เมื่อกดปุ่ม “Shorten” ตัวหน้าเว็บ จะส่ง XMLHttpRequest ไปที่ http://bit.ly/api เรียกใช้บริการที่เซิร์ฟเวอร์ของ bit.ly เพื่อรับผลลัพธ์ (ตามลักษณะการเขียนโปรแกรมแบบ AJAX ซึ่งปัจจุบันนี้นิยมทั่วไป)

โดยในการส่ง request ที่ว่านี้ ก็จะทำในรูปของการเรียก url ปกติ ซึ่งกรณีนี้ ก็จะเป็นในรูปแบบนี้ :

http://bit.ly/api?method=shorten&long_url=http%3A%2F%2Fklongofconsciousness.wordpress.com%2F2009%2F01%2F23%2Fdozing-german-arrested-for-lese-majeste%2F&keyword=&history=1&t=1233903997567

method=shorten นั้นคือระบุว่า ใช้เรียกใช้เมธทอดที่ชื่อ shorten; long_url=... ก็ระบุว่าจะย่อลิงก์อะไร; ที่เหลือก็เป็นพารามิเตอร์ต่าง ๆ

จะเห็นว่าปัญหาอยู่ตรงที่ว่า long_url นั้นไม่ได้เข้ารหัส ดังนั้นถ้าใส่ลิงก์ที่มีคำว่า “lese-majeste” เข้าไปให้ bit.ly ย่อให้หน่อย คำเดียวกันนี้ก็จะปรากฏอยู่ในพารามิเตอร์ที่จะส่ง XMLHttpRequest ซึ่งก็จะไปปรากฏอยู่ใน url — แล้วก็จะถูกบล็อคทันที (อย่างน้อยที่ทราบโดยไอเอสพีหนึ่งแห่ง คือ CS Loxinfo)

ดังนั้นสิ่งที่ request ดัง url ข้างต้น (หรือ url ใด ๆ ที่มีคำว่า “lese-majeste” หรือ “lesemajeste”) จะได้รับ respond กลับมา ก็จะเป็นหน้า “404 หลอก” ซึ่งไม่ใช่รูปแบบข้อมูลอย่างที่โปรแกรมคาดหวังไว้ (เช่น XML หรือ JSON) โปรแกรมจึงทำงานต่อไม่ได้ ... ก็เลยเงียบ

เจ๋งไหม ?

(* เป็นข่าวเมื่อ 22 ม.ค. 2552 Klaus Brehmer ชายชาวเยอรมันคนหนึ่งนั่งในโรงหนังที่เวิลด์เทรด แล้วในขณะนั้นมีเพลงสรรเสริญบรรเลง คนในโรงหนังเลยโห่ ตะโกน และเอาน้ำราดหัวเขา จากนั้นตำรวจก็มาจับเขาไป - โอ้ อารยะประเทศ)


ใครที่เขียนโปรแกรมบนเว็บ/โปรแกรมที่ทำงานกับเว็บ แล้วมีผู้ใช้บริการหรือลูกค้า แจ้งมาว่าโปรแกรมทำงานผิดปกติ ลองเช็คเรื่องการบล็อคเว็บด้วย ถ้าคุณทำ request ใด ๆ ผ่านเว็บ ก็มีโอกาสจะโดนบล็อคได้เสมอ (หลายครั้งเกิดจากความมั่ว ๆ - Mashable.com ยังโดนได้เลย) ลองถามผู้ใช้บริการของคุณ ว่าใช้เน็ตยี่ห้อไหน ถ้าเป็นไปได้ ก็แนะนำให้เขาเปลี่ยนยี่ห้อไอเอสพีไปเลย ตัดปัญหา

ส่วนใครที่บล็อคเว็บแบบเหมารวม-มักง่ายแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หน่วยงานราชการ สถานศึกษา หรือไอเอสพี ก็ขอความกรุณาปรับปรุงการทำงานด้วย ถ้ามีคำสั่งศาลมาให้บล็อคก็บล็อคตาม url ที่ศาลสั่งมาไป ไม่ใช่ใช้ keyword filtering แบบนี้ มันกระทบกับคนอื่นเว็บอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย อย่ามักง่าย


อัปเดต : ผมดันไปตั้งชื่อหัวข้อของโพสต์นี้มีคำว่า “lese majeste”, ใน url ของโพสต์นี้ ก็เลยมีคำนั้นไปด้วย ใครใช้ CS Loxinfo ก็จะกดเข้ามาดูโพสต์นี้ตรง ๆ ไม่ได้นะครับ. ถ้าใช้โปรแกรมอ่าน feed ที่ทำงานที่ฝั่งไคลเอนต์ก็อาจจะไม่ได้ด้วย - เพราะใน feed ของโพสต์นี้ ซึ่งใช้ Feedburner มันก็มีชื่อหัวข้ออยู่ด้วย (http://feeds.feedburner.com/%7Er/bact/%7E3/533175999/xmlhttprequest-with-lese-majeste-in-url.html). อย่างไรก็ตาม ยังสามารถอ่านได้ในหน้ารวมของบล็อก หรืออ่านผ่าน feed reader ที่ทำงานฝั่งเซิร์ฟเวอร์ อย่าง Google Reader. ลุ่มลึกดีครับ อารยะประเทศ.

technorati tags: , , ,

2009-02-02

Mashable.com got blocked - ความมั่วของ CS Loxinfo กับการบล็อคเว็บ

Mashable, an Internet technology news blog [url: http://mashable.com/], got blocked by CS Loxinfo, one of the major ISPs in Thailand. Discovered on 2009.02.02, 04:59 local time (UTC+7).

เว็บไซต์ Mashable [url: http://mashable.com/] ซึ่งเป็นบล็อกที่เสนอข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ถูกปิดกั้นโดยซีเอสล็อกซ์อินโฟ โดยพบว่าถูกปิดกั้นเมื่อเวลาตีห้าของวันที่ 2 ก.พ. 2552

Here's the (grand) reason / โดยซีเอสล็อกซ์อินโฟได้แจ้งว่า :

URL นี้ได้ถูกปิดกั้นแล้ว เนื่องจาก

มีคำสั่งศาลให้ปิดกั้น

หรือ

มีลักษณะเข้าข่ายที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

This URL has been blocked by

a Court order

Or

it could have an affect on or be against the security of the Kingdom, public order or good morals.

CS LoxInfo Plc.

เป็นความมั่วของ CS Loxinfo อีกครั้งหนึ่ง (หรือไม่ก็มั่วมาจากกระทรวงไอซีทีอีกทอด)


ลองดูกรณี CS Loxinfo มั่วบล็อคหน้าเว็บทุกหน้า ที่มีคำว่า ‘lese-majeste’ หรือ ‘lesemajeste’ อยู่ใน url, เข้าใจว่าคงต้องการบล็อคหน้าเว็บบางหน้า แต่เพื่อความสะดวกก็เลยใช้วิธีบล็อคคีย์เวิร์ดมันซะเลย (มัก)ง่ายดี ด่วน(ได้)ดี :

All these following (existing and non-existing) urls are all blocked by CS Loxinfo. When trying to access any of them, the browser will show the infamous “Fake 404” screen (see below).

Conclusion: CS Loxinfo is likely to employed a keyword filtering at the url level, screening out any url that contains ‘lese-majeste’ or ‘lesemajeste’ string.

url เหล่านี้ทั้งหมดไม่สามารถเข้าได้ด้วยอินเทอร์เน็ตของ CS Loxinfo :

โดยทุกอันจะขึ้นหน้า “404 หลอก” เหมือนกันหมด

404 error : File not found
The URL you requested was not found

(ทดสอบเมื่อเวลา 5:45 น. 25 ม.ค. 2552 และอีกครั้งเมื่อเวลาตีห้าของวันที่ 2 ก.พ. 2552)

เมื่อทดสอบกับที่อยู่ url ต่าง ๆ ทั้งที่มีอยู่จริงและไม่มีอยู่จริง จำนวนหนึ่งแล้ว ได้ข้อสรุปว่า CS Loxinfo น่าจะใช้วิธีกรองคำที่ระดับ url (ที่อยู่ของหน้าเว็บ) โดยถ้าใน url มีคำว่า ‘lese-majeste’ หรือ ‘lesemajeste’ ก็จะบล็อคทันที และแสดงหน้า 404 หลอกดังกล่าว

ลองทดสอบด้วยตัวคุณเอง (ถ้าใช้ CS Loxinfo) พิมพ์ url อะไรก็ได้ แล้วตามด้วยคำว่า lesemajeste

ข้อสังเกตคือ น่าแปลกมากที่หน้าจอแสดงข้อผิดพลาด “404 Not Found” มันช่างเหมือนกันไปหมดทุกเว็บไซต์ ทั้งที่องค์กรตามที่อยู่เว็บดังรายการข้างบน น่าจะใช้ซอฟต์แวร์ CMS/เว็บเซิร์ฟเวอร์คนละตัวกัน (Microsoft, Sun, Google, Apache - อย่างน้อย Apache กับ Microsoft นี่ไม่น่าจะเหมือนกันแน่) ซึ่งโดยปกติควรจะมีหน้าจอ “404 Not Found” ที่แตกต่างกัน แต่กลับพบว่ามีข้อความ “404 Not Found” เหมือนกันทุกประการในทุกเว็บไซต์ อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

หมายเหตุ : ลองดูหน้า "404 Not Found" แบบบ้าน ๆ ออริจินัล ได้ที่ :
http://www.royalthaipolice.go.th/lese-majeste

via หน้าเว็บทุกหน้าที่ url มีคำว่า lese-majeste ถูก CS Loxinfo บล็อคหมด, Thai Netizen Network, 25 ม.ค. 2552

อัปเดต : XMLHttpRequest ก็โดน

technorati tags: , , , , ,

2008-12-05

'Censorship' 2.0 : RoyalVDO.com - an organized User-DUPLICATED Content campaign

ดูคำชักชวนและวิธีการ ใน RoyalVDO.com ที่เชิญชวนให้คนนำวีดิโอเกี่ยวกับในหลวงไปอัปโหลดตามที่ต่าง ๆ เยอะ ๆ เพื่อเป็นการ “ถวายงาน” แก่ในหลวงท่านแล้ว ก็เห็นว่าควรจะเขียนอะไรบางอย่าง ก่อนที่อะไร ๆ มันจะบิดเบี้ยวเลยเถิดไปหมดในสังคมนี้ ...

แม้แนวคิดโดยรวมของ RoyalVDO.com นั้น “เชื่อได้ว่า” คงจะมีเจตนาดี ผมพบว่ามัน “เกินพอดี” ไปหน่อย ...

จากหน้า เกี่ยวกับ ของเว็บไซต์ดังกล่าว :

หากมีคนไทยจำนวนหนึ่ง ช่วยกัน DownLoad คลิปวิดีโอ แล้วนำไป UpLoad เข้าใน YouTube หรือเว็บ อื่นๆ วันละตอน สองตอน หรือมากกว่า จนรวมกันได้มาก เป็นหมื่น เป็นแสน หากจะมีการสืบค้น โดยใช้คำ ว่า King Thai หรือ King of Thailand หรืออื่นๆ ก็จะพบเป็นหมื่นเป็นแสนเรื่อง ซึ่งแน่นอนในจำนวนนั้น ย่อม จะมีคลิปวิดีโอ ที่ไม่เหมาะสม จาบจ้วง ปนอยู่ด้วย แต่กว่าจะดูคลิปนั้นได้คงจะลำบาก ซึ่งนับเป็นการ “สร้าง น้ำดี ไล่น้ำเสีย” อย่างได้ผล

ส่วนบางท่าน อาจไม่มีเวลา DownLoad / UpLoad ก็สามารถร่วมกัน ถวายงานได้ โดยการเข้าไป โหวต ให้ เรื่องดีๆ นั้น มีดาว เรทติ้งสูง เพื่อให้เมื่อมีการสืบค้น คลิปดีๆ จะได้อยู่ในหน้าแรกๆ ส่วนคลิปไม่ดี (ถ้ามี)ก็ จะไปอยู่ในหน้าหลังๆ ลึกๆ โอกาสจะดูคลิปนั้น ก็คงจะลำบาก

(ตัวเน้น นั้นผมเน้นเอง)

ตามคำนิยามของ Google (เจ้าของ YouTube) ชัดเจนอย่างที่สุดว่านี่คือการทำ duplicate content ทำซ้ำเนื้อหาเยอะ ๆ โดยตั้งใจ เพื่อผลทางอันดับการค้นหา

Duplicate content [...]

However, in some cases, content is deliberately duplicated across domains in an attempt to manipulate search engine rankings or win more traffic. Deceptive practices like this can result in a poor user experience, when a visitor sees substantially the same content repeated within a set of search results.

อย่างไรก็ตาม, ในบางกรณี, เนื้อหานั้นถูกทำซ้ำอย่างจงใจทั่วโดเมนต่าง ๆ เพื่อผลในการถูกจัดอันดับโดยเสิร์ชเอนจิ้น หรือเพื่อให้ได้จำนวนเข้าชมมากขึ้น. วิธีปฏิบัติที่ลวงตาเช่นนี้ อาจทำให้เกิดประสบการณ์ใช้งานที่ไม่ดี, เมื่อผู้ชมเห็นเนื้อหาเดียวกันจำนวนมากซ้ำ ๆ ในผลลัพธ์การค้นหา.

ในโลกข้อมูลข่าวสารทุกวันนี้ ลำพังปัญหา information overload มีข้อมูลข่าวสารล้นเกิน มันก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว แล้วจะไปซ้ำเติมปัญหาด้วยการทำซ้ำเนื้อหาอีกหรือ ? เนื้อหาที่ซ้ำ ๆ กันอย่างนี้ ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อ findability คือจะหาอะไรก็หาไม่ค่อยจะเจอ เจอก็เจอแต่ที่ซ้ำ ๆ ที่เคยเจอไปแล้ว เสียทั้งเวลา พลังงาน ทรัพยากร และอารมณ์ ... ไม่มีอะไรที่ “พอเพียง” แม้สักอย่างเดียว

ทาง YouTube ได้แสดงออกอย่างชัดเจน ว่าไม่ต้องการเนื้อหาซ้ำ ๆ ลักษณะนี้ ดังจะเห็นได้จากคำอธิบายข้อความแสดงสถานะ Video Status Messages: Rejected (duplicate upload) ที่ระบุว่ามีการตรวจสอบแฟ้มวีดิโอทุกชิ้นที่ได้อัปโหลดเข้าไป เพื่อหลีกเลี่ยงวีดิโอที่ซ้ำ

แน่นอนว่าคุณบอกว่าคุณ “รักในหลวง” อยากจะเผยแพร่ผลงานของท่าน - ซึ่งประเด็นข้อนี้ไม่มีปัญหาอะไรเลย คนทั่วโลกเขาก็อัปโหลดคลิปต่าง ๆ เพราะอยากจะเผยแพร่อะไรบางอย่างเหมือน ๆ กัน ทุก ๆ คนมีสิทธิ์ที่จะทำได้

แต่ในขณะเดียวกัน ปรากฏว่า คุณก็อยากจะเอาเนื้อหา “อื่น ๆ” ออกไปให้พ้นหูพ้นตาชาวโลกเสียด้วย - ปัญหาในกรณีนี้คือ คุณจะอ้างสิทธิ์อะไร ในการไปรบกวนการใช้งานของผู้อื่น ? ที่แม้จะรักในหลวงเหมือนท่าน แต่เขาก็ยังต้องการใช้ YouTube และอินเทอร์เน็ตในเรื่องอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เอาไว้ดูคลิปในหลวงเพียงอย่างเดียว

อะไรที่ไปกระทบรบกวนการใช้งานอื่น ๆ ?

เอาแค่ใน YouTube คีย์เวิร์ดชุดหนึ่งที่ทางเว็บ RoyalVDO.com แนะนำให้ใช้ คือ “King Thai” นั้นก็ถูกใช้ร่วมกับคลิปอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับในหลวงพระองค์ปัจจุบันเลย (ไม่ว่าจะในทาง “ดี” หรือ “ไม่ดี” ตามคำนิยามของกลุ่มผู้จัดทำ RoyalVDO.com) เช่น Three King Cobras and a Thai Man in Cambodian Snake Show (โชว์งู), The Lion King - Hakuna Matata (Thai Ver.) (เพลงการ์ตูน), King Naresuan Trailer 2! (ตัวอย่างหนัง นเรศวร), The king Of Phayao Thailand.01 (พ่อขุนงำเมือง), Cremation ceremory for King Rama VIII Part1 (พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ร.8) ฯลฯ

หรือมีคลิปอีกจำนวนหนึ่ง ที่เป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับในหลวง ถวายพระพรแด่ในหลวงพระองค์ปัจจุบัน แต่ไม่ได้มาจาก RoyalVDO.com เช่น we love the king (ถวายพระพร จากพสกนิกรไทยในซิดนีย์ เมื่อปีที่แล้ว ถูกดันไปอยู่หน้า 16), Thailand Happy Birthday King! (ถวายพระพร ปีนี้ ถูกดันไปอยู่หน้า 17) — ซึ่งคำถามในกรณีนี้คือ ทางกลุ่ม RoyalVDO.com และผู้ “ร่วมด้วยช่วยกัน” สนับสนุนในทางต่าง ๆ นั้น จะอ้างว่ารักในหลวงมากกว่าคนอื่น ๆ หรืออย่างไร จึงอ้างสิทธิ์ได้ว่า คลิปแสดงความรักของฉันต้องมาก่อนคลิปแสดงความรักของคนอื่น ?

คลิปเหล่านี้ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับในหลวงแต่ไม่ได้มาจาก RoyalVDO.com และที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับในหลวง แต่ใช้คีย์เวิร์ดหรือ tag ร่วมกับที่ RoyalVDO.com ใช้ ถูกดันลงไปอยู่หน้าท้าย ๆ เพราะต้องหลีกทางให้กับ คลิปจาก RoyalVDO.com เช่น King Thailand : His Majesty the Kings Diplomatic Ingenuity (ซ้ำกัน 10+ ชิ้น), King Thai King Bhumibol : Support for the Tsunami Survivors (ซ้ำกัน 8+ ชิ้น), King Thailand : Songs Written by His Majesty the King (ซ้ำกัน 8+ ชิ้น), King Thailand King Bhumibol : The Musical Monarch (ซ้ำกัน 10+ ชิ้น), และอีกหลายสิบหลายร้อยคลิปที่ซ้ำ ๆ (ลองดูรายการผลลัพธ์การค้นหา “king+thai” และในแต่ละหน้าที่แสดงคลิปลองดูในช่อง Related Videos ด้านขวา) ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ต้องการดูคลิปอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จาก RoyalVDO.com บ้าง ก็จำเป็นต้องกดไล่ลงไปทีละหน้า ซึ่งในขณะนี้ต้องกดไปไม่ต่ำกว่าสิบหน้าจึงจะเจอคลิปอื่น ๆ บ้าง (ตามภาษาชาวเน็ต ในเว็บบอร์ดหรือห้องสนทนาในอินเทอร์เน็ต การกระทำเช่นนี้เรียกว่า flooding - ไม่รู้ว่าน้ำดีหรือน้ำเสียล่ะ รู้แต่ว่าน้ำท่วม ท่วมจนล้น)

แม้ตัวเนื้อหาของแต่ละคลิปนั้นจะได้จัดทำมาอย่างดี แต่ด้วยจำนวนซ้ำ ๆ ของมัน นอกจากไม่ได้ช่วยเพิ่มคุณค่าในทางเนื้อหาแล้ว (ดูคลิปเนื้อหาเหมือนกัน 10 ชิ้น ก็ไม่ได้ต่างอะไรก็ดูคลิปเดียว) ยังไปรบกวนการจะค้นพบเนื้อหาอื่น ๆ ด้วย (ซึ่งนี่เป็นเรื่องซีเรียสมากในโลกอินเทอร์​เน็ตทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีเสิร์ชเอนจิ้น-ที่ไม่ใช่ไดเรกทอรีสารบัญเว็บแบบ Yahoo! ในสมัยเริ่มแรก) ด้วยเหตุนี้ ความซ้ำ ๆ กันของคลิป จึงทำให้คลิปที่ซ้ำหมายเลข 2, 3, ... นั้นมีสถานะไม่ต่างไปจาก อีเมลขยะ หรือ spam ในตู้จดหมาย - นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังทำให้ยุ่งยากอีก

แล้วด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตระดับประเทศไทยของเรา ยิ่งทำให้มันกระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การ “ป่วน” (อาจจะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์) แบบนี้ ถึงที่สุดแล้ว ในทางปฏิบัติ effectively ก็เป็นการปิดกั้นการเข้าถึง “เซ็นเซอร์” กลาย ๆ นั่นเอง แม้ไม่ได้ปิดกั้นโดยสิ้นเชิงเสียทีเดียว แต่ก็ทำให้เกิดความยากลำบาก (ซึ่งนี่เป็นข้อที่กลุ่มผู้จัดทำรู้ดี เพราะได้บอกอย่างชัดเจนในหน้า “เกี่ยวกับ” ดังกล่าว)

ผมไม่แน่ใจว่า ทางกลุ่มผู้จัดทำ RoyalVDO.com ได้ตระหนักบ้างไหมว่า อินเทอร์เน็ตนั้นเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ชาวเน็ตทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน วิญญูชนผู้มีอารยะพึงใช้พื้นที่สาธารณะอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทรัพยากรใดที่มีจำกัด ก็พึงใช้ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ใช่ใช้ราวกับว่าอินเทอร์เน็ตทั้งหมดเป็นของข้าคนเดียว จะทำอย่างไรก็ได้ จะใส่อะไรลงไปเท่าไหร่ก็ได้ โดยคิดถึงแต่จุดประสงค์ของตัวเอง และแม้เว็บไซต์อย่าง YouTube นั้นตามกฎหมายจะเป็นพื้นที่เอกชน แต่ตัวมันก็เป็นพื้นที่ที่มีคนหลาย ๆ คนมาใช้ร่วมกัน จนเกิดเป็นชุมชนขึ้น ผู้เข้าใช้งานทุกคนก็พึงเคารพคนอื่น ๆ ในชุมชนด้วย

... นั่นก็เรื่องหนึ่ง

แต่ความล้นเกินก็คือความล้นเกิน ความไม่ “พอเพียง” นั้นไม่มีที่สิ้นสุด ในหน้า “เกี่ยวกับ” ของ RoyalVDO.com ยังได้แนะนำต่อไปว่า :

ส่วนท่านที่เป็น ผู้บริหาร , เจ้านาย หรือ ครูอาจารย์ ท่านก็มีโอกาสถวายงานได้ โดยการ สั่งการ หรือมอบ หมายให้ ลูกน้อง/ลูกศิษย์ UpLoad อย่างน้อยวันละ 1 เรื่อง และโหวต อย่างน้อย วันละ..... เรื่อง ก็ยังได้

เห็นแนวคิดอะไรไหมครับ ส่งเสริมการ abuse the power ไหมครับ ? เจ้านายสั่งให้ลูกน้องทำอะไร ๆ ... ก็ยังได้

ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนล้วนมีปัญหากับการทุจริตคอรัปชั่น การซื้อเสียง การฉ้อโกง ที่ออกมาเดินขบวนกันเยอะ ๆ ใส่เสื้อเหลืองเสื้อแดงสีต่าง ๆ ตะโกนว่าจะสู้เพื่อในหลวง ก็เพราะมีปัญหากับการฉ้อฉลคดโกงทั้งนั้น (ส่วนอะไรคือสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าฉ้อฉลคดโกง ก็ว่ากันไป อาจจะไม่เหมือนกัน) แล้วลองพิจารณาสิครับ ว่าที่เชิญชวนให้ “สั่งการ หรือมอบ หมายให้ ลูกน้อง/ลูกศิษย์ UpLoad อย่างน้อยวันละ 1 เรื่อง และโหวต อย่างน้อย วันละ..... เรื่อง ก็ยังได้” นี้ มันเข้าข่ายอะไร ใช้อำนาจหน้าที่ จัดตั้ง ให้ลงคะแนนให้ ใช่ไหม ถ้าเป็นการเลือกตั้ง ก็เข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้งน่ะแหละ ว่าง่าย ๆ (ซึ่งถ้าผู้บริหารพรรครู้เห็นเป็นใจกับการกระทำแบบนี้ ก็อาจจะถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองผู้บริหาร 5 ปีก็ได้ เป็นเล่นไป)

รักพ่อนั้นดีครับ แต่อย่ารักกันแบบหน้ามืดตามัว หูหนวกตาบอด รักกันแบบพอดี ๆ พอเพียงแบบที่ท่านว่า จะเป็นผลดีต่อพระเกียรติของท่านมากกว่า

เลิกเถอะครับ ทำอะไรให้มันพอดี ๆ เสียบ้าง อย่าให้น่าเกลียด

technorati tags: , , , , , , , , ,

2008-05-31

Protect Our Internet (English translation + Facebook)

followed up the previous post (get the media kit there).

ผู้ใช้ Facebook เข้าร่วมกลุ่ม Protect Our Internet group
หรือเพิ่มแอพพลิเคชั่น Protect Our Internet application ได้ตามสะดวกครับ

[ ผ่าน pittaya ]



Manifesto from
Internet users and bloggers
who support rights and freedom of expression on the Internet

29 May 2008

Subject: A call for accountability from Thepthai Senpong and Thailand's Democrat Party, and a call for all netizens to safeguard our rights and freedom of expression on the Internet


Reference is made to the disclosure made by Thepthai Senpong, the Democrat Party’s Assistant Secretary-General, of 29 websites that are allegedly “dangerous websites” that have lèse majesté content. He demanded that government and the Minister of Information and Communication Technology take action against such websites. This story has been widely reported in the news media.

We, the undersigned, would like to express our stance on this issue as follows:


1. We believe that the right and freedom of expression, especially the expression of diverse viewpoints that differ from the establishment’s views, must be respected and protected.

Every democratic society that wishes to see peace and harmony must fully support and protect its people’s freedom of speech. Mutual respect and understanding is one of the most crucial ingredients of peace in a society in which members are different and diverse. The only way we can learn to move toward such goal of mutual respect and understanding is by fostering an environment in which everyone feels free to express his or her opinions fully and responsibly.

The door that leads us toward mutual respect and understanding will slam shut as soon as our mouths and hearts are silenced.


2. We disagree with using the monarchy as a tool to achieve political goals.

Most of the websites and blogs that Thepthai identified are not full of content or information that can be considered offensive to the monarchy. Many websites present information that are academic in nature, full of supporting data and rationale. Thepthai’s indiscriminating allegation that lumped all these websites into one category is therefore a gross error that resulted from the lack of thorough fact-checking, an easy way of putting pressure to silence differing opinions without regard to due process, a way of using the monarchy as a political tool to destroy political opponents, and instigate harmful discordance among Thai people. All of these points show an alarming lack of the democratic spirit.


We, the undersigned, hereby demand that Thepthai Senpong and the Democrat Party show accountability for the aforementioned act, stop the wrongful slander against websites or persons, and immediately stop putting pressure or creating the momentum to suppress freedom of speech in whatever shape or form.

In addition, since Thepthai Senpong’s action was not the first time that allegation of lèse majesté was used as a tool to silence opponents, and since we still see such an unacceptable act in many instances occur regularly, whether at the hands of public officials, politicians, or members of the press, we also hereby demand every party to stop such a behavior.


Lastly, we would like to invite all netizens and citizens to use our right and freedom of speech equitably and responsibly, to jointly monitor and protect the Internet so that it may always remain the common space for learning, seeking wisdom, and accepting diverse viewpoints of fellow human beings, whether or not we agree with them.


With regards,

(The Undersigned)



Sign the petition at:
http://gopetition.com/online/19589


protect our freedom
on our Internet
join the manifesto

technorati tags: , , ,

2008-05-29

Protect Our Internet -- online petition

จาก http://gopetition.com/online/19589
(ดูต้นฉบับ และร่วมลงชื่อได้ที่ลิงก์ดังกล่าว)



แถลงการณ์จาก
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและสื่อพลเมือง
ผู้สนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

29 พฤษภาคม 2551


เรื่อง ขอเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายเทพไท เสนพงศ์ และ พรรคประชาธิปัตย์ และขอเชิญชวนพลเมืองทุกคนร่วมกันปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น


ตามที่นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยรายชื่อ 29 เว็บไซต์ ว่าเป็นเว็บไซต์อันตรายที่ส่อเค้าหมิ่นเบื้องสูง พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศจัดการ ตามข่าวทางสื่อมวลชนทั่วไป ความแจ้งแล้วนั้น

พวกเราดังมีรายนามข้างท้ายมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้


1. เราเห็นว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ต้องได้รับการเคารพและปกป้อง

สังคมประชาธิปไตยทุกสังคม ที่ปรารถนาความสงบสุข สันติภาพ และความสมานฉันท์ จำเป็นต้อง ส่งเสริม และ ปกป้อง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างเต็มที่

เหตุเพราะความเคารพและความเข้าใจอันดีต่อกัน “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมที่ผู้คนมีความแตกต่างหลากหลาย และหนทางเดียวที่จะนำเราไปสู่การเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเคารพกันได้ คือสภาพสังคมที่เอื้อให้ทุก ๆ คน มีสิทธิเสรีภาพในแสดงออกด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่

ประตูที่จะนำไปสู่ความยอมรับเคารพซึ่งกันและกัน จะถูกปิดตาย เมื่อปากและใจของเราถูกบังคับให้ปิดลง


2. เราไม่เห็นด้วยกับการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

รายชื่อเว็บไซต์และเว็บล็อกส่วนใหญ่ที่ถูกระบุชื่อ มิได้นำเสนอข้อมูลหรือเนื้อหาที่หมิ่นพระมหากษัตริย์ หลายแห่งนำเสนอข้อมูลทางวิชาการอย่างมีเหตุมีผล การกล่าวหาเว็บไซต์ต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างเหมารวมของนายเทพไท เสนพงศ์ จึงเป็นความผิดพลาด ขาดการตรวจสอบข้อมูล เป็นการกดดันเพื่อปิดกั้นความคิดเห็นของคนอื่นโดยไม่เลือกวิธีการ เป็นการปลุกปั่นนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายฝ่ายตรงกันข้าม รวมทั้งเป็นการก่อความแตกแยกของคนภายในชาติ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงการขาดจิตวิญญาณประชาธิปไตย


พวกเราดังมีรายนามข้างท้ายนี้ขอเรียกร้องให้นายเทพไท เสนพงศ์ และพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว และหยุดการใส่ร้ายป้ายสีเว็บไซต์หรือบุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งหยุดกดดันหรือสร้างกระแสให้มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ โดยทันที

และเนื่องด้วยการกระทำเช่นนายเทพไท เสนพงศ์ ในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการใช้ข้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการริดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายอื่น ๆ และแม้การกระทำเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ แต่เราก็ยังพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวอยู่เสมอ จากทั้งหน่วยงานรัฐ นักการเมือง และสื่อมวลชน เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดพฤติกรรมดังกล่าวด้วยเช่นกัน


พร้อมกันนี้ พวกเราขอเชิญชวนชาวอินเทอร์เน็ตและพลเมืองทุกคน ให้ยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมและรับผิดชอบ และร่วมกันตรวจสอบดูแลและปกป้องพื้นที่อินเทอร์เน็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้แสวงหาปัญญาและยอมรับความคิดอันหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับความคิดเหล่านั้นหรือไม่ก็ตาม


ขอแสดงความนับถือ

(ผู้ลงชื่อ)

สามารถร่วมลงชื่อทางออนไลน์ ได้ที่
http://gopetition.com/online/19589




ช่วยกันรณรงค์

หากเห็นด้วย ช่วยกันบอกต่อ / forward / โพสต์ลงบล็อก / ใส่ลงใน del.icio.us / ใส่เป็นลายเซ็นท้ายอีเมล / ปรินท์ไปแปะหน้าร้านเน็ต ฯลฯ ตามสะดวกครับ :)
(ที่ด้านท้ายของแถลงการณ์ในเว็บไซต์ มีลิงก์อำนวยความสะดวกอยู่ สำหรับพวก social bookmarking ทั้งหลาย)

ป้าย “เปิดเน็ต เปิดใจ :)” : 160x90 | 300x165


จะใส่รูปพร้อมลิงก์อย่างด้านล่างในบล็อก MySpace หรือ Hi5 ของคุณ ?
คัดลอกโค้ด HTML ในช่องนี้ไปใส่ได้เลย:


ปกป้องเสรีภาพของเรา
บนอินเทอร์เน็ตของเรา
ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์


technorati tags: , ,

2008-05-02

on press(ed)

“The worst kind of censorship is self-censorship.”

Short interviews/comments I gave (together with others) in recent months. For the records.

Blogging the Coup
By Dustin Roasa
Columbia Journalism Review Short Takes, 10 April 2008

Bloggers don't predict stability
By Pravit Rojanaphruk
The Nation, 22 December 2007 (Bangkok Pundit covered this)

บทสัมภาษณ์ [PDF]
กองบรรณาธิการ
จดหมายข่าวปฏิรูปสื่อ, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ, ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 ก.ย. - ต.ค. 2550 (ฉบับเต็ม)

Say No to Censorship [PDF]
Editorial Interview
CyberAnt Magazine, the official student magazine of Computer Engineering Department, KMUTT, Vol. 3, First Semester Edition, June - October 2007

more...

technorati tags: , , ,

2008-05-01

TWA/DSI in OIC Internet Censorship Investigation Subcommittee

Inside the Official Information Commission, there's a “Internet censorship investigation subcommittee” which taking care of the information disclosure and information access on the Internet and investigating the Internet censorship case if it occurs.

The president of the Thai Webmaster Association (TWA) (or his/her representative) is an ex-officio member of that Internet censorship investigation subcommittee.

This seems perfectly okay. Until it happens that the new president of TWA is Pol Col Yanapol Yangyeun, Commander of Office of Technology and Information Cases under the Department of Special Investigation (DSI), who heavily involves with the Internet censorship himself.

We all make good wishes to him and hope that he will manage the two contradicted responsibilities well.

ใน คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) — ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อ พัฒนาการปกครองในระบบประชาธิปไตยโดยประชาชนมีส่วนร่วม และส่งเสริมการปฏิรูประบบราชการให้การใช้อำนาจเป็นไปอย่างโปร่งใส — มีคณะอนุกรรมการที่รับผิดชอบพิจารณาเรื่องเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตอยู่

อำนาจหน้าที่ของ คณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต:

  1. ศึกษาข้อเท็จจริงและกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต
  2. ศึกษาปัญหา สาเหตุ ข้อเท็จจริง ผลกระทบและแนวทางแก้ไข ในกรณีที่มีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต
  3. มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริง และเรียกให้บุคคลใด ให้ถ้อยคำหรือให้ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา
  4. รายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการทราบ

หนึ่งในคณะอนุกรรมการจำนวนสิบคนเศษนั้น มี นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (หรือผู้แทน) เป็นอนุกรรมการอยู่ด้วย โดยตำแหน่ง — ซึ่งมันก็ดูโอเคดี

แต่เรื่องชองเรื่องก็คือ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยคนใหม่ เกิดเป็น พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอีกตำแหน่งคือ ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่นกระทรวงไอซีที)

จากการพูดคุยกับคนที่คุ้นเคยกับสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยและ พ.ต.อ.ญาณพล เขาเชื่อว่า พ.ต.อ.ญาณพล น่าจะแยกแยะบทบาทหน้าที่ทั้งสองได้อย่างดี ในหมวกดีเอสไอ ผู้ทำหน้าที่เซ็นเซอร์ และ ในหมวกอนุกรรมการฯ ผู้ทำหน้าที่สอบสวนการเซ็นเซอร์ ไม่สับสนหรือขัดประโยชน์กันเองแน่นอน

เราก็หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นเช่นนั้น

(เช่นเดียวกับการที่ตัวแทนสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการและที่ประชุมต่าง ๆ ในฐานะ “ตัวแทนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต” หรือ “ภาคประชาชน”, เราก็หวังว่าตัวแทนสมาคมฯ จะดำรงและปฏิบัติตนในฐานะดังกล่าวได้อย่างแข็งขัน — หรือมิเช่นนั้น ก็เข้าร่วมในฐานะอื่นที่ไม่ใช่ฐานะดังกล่าวเสีย)

technorati tags: , , , , ,

2008-04-30

Out of 20, we got 1 1/2. Ok, that's something. Move on.

Office of the Official Information Commission (O.I.C.) asked Ministry of Information and Communication Technology to reveal names of people who MICT has contacted with for blocking business (item no.12) and partially-disclosed blocklist (item no.15), as requested by an Internet freedom group, Freedom Against Censorship Thailand.

MICT admitted that it has blocked 1,893 websites before the Computer-related Crime Act came into enforcement — Porn 1,663 / Selling illegal goods (e.g. IP violation) 161 / Lese majeste 26 / Against national security 21 / Gambling 21 / Against religion and good moral 1.

18 (and a half) questions still remain unanswered.

“คำตอบ” มาแล้ว (อ่านความเป็นมาด้านล่าง)

กระทรวงไอซีที ยอมรับ เคยขอให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อคเว็บไซต์ 1,893 แห่ง ยันไม่เคยทำอีกแล้วหลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 บังคับใช้

แปล(เอาเอง)ได้ว่า : การบล็อคเว็บไซต์ที่ทำไปก่อนหน้าพ.ร.บ.คอมฯ บังคับใช้ ทำไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับ — แต่กระทรวงไอซีทีอาจไม่ได้มีความผิดตามกฎหมาย เพราะเป็นเพียงการ “ขอความร่วมมือ” เท่านั้น

กำกวม : ที่ไอซีทีบอกว่า “ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 เมื่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผลบังคับใช้ กระทรวงไอซีทีก็ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวอีก” นั้น ไม่ชัดเจนว่า ไอซีทีหยุดดำเนินการดังกล่าวตั้งแต่เดือนไหนกันแน่ ตั้งแต่ พฤษภาคม 2550 หรือ ตั้งแต่ กรกฎาคม 2550 (พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้) ? — พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 18 มิถุนายน 2550, มีผลบังคับใช้ 18 กรกฎาคม 2550 — ช่วงเวลาแตกต่างกัน 2-3 เดือน

บางส่วนของข่าว...

ผู้สื่อข่าว 'มติชนออนไลน์' รายงาน เมื่อวันที่ 27 เมษายนว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมและการเกษตร (ที่ วท 2/2551) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยอมรับว่า ก่อน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ในการขอให้ยุติหรือระงับการเผยแพร่เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมโดยดำเนินการใน ลักษณะการเสนอแนะผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ซึ่งทำให้มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคจำนวนทั้งสิ้น 1,893 ราย ทั้งนี้ระบุเหตุผลที่ถูกบล็อคประกอบท้ายรายชื่อเว็บไซต์ต่าง ๆ ดังกล่าว

ปรากฏว่า รายชื่อเว็บไซต์ถูกบล็อคด้วยเหตุผลเผยแพร่ภาพสื่อลามกอนาจาร จำนวน 1,663 ราย
เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จำนวน 21 ราย
เว็บไซต์มีเนื้อหาที่อาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวน 26 ราย
เว็บไซต์ที่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการพนัน จำนวน 21 ราย
เว็บไซด์ที่หลอกลวงประชาชนโดยโฆษณาเผยแพร่ขายสิ่งผิดกฎหมยในลักษณะเป็น VCD จำนวน 161 ราย
เว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมทางศาสนา จำนวน 1 ราย

[...]

กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯ พิจารณาเห็นว่า ข้อมูลตามข้อที่ 12 (ที่กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในการปิดกั้นเว็บไซต์) ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ประมวลสรุปแล้วจัดส่งมาให้กวฉ.ฯ นั้นเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยโดยทั่วไปอยู่แล้ว เพียงแต่กระทรวงไอซีทีได้ประมวลสรุปจัดทำขึ้นและมีอยู่ในความครอบครองหรือ ควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐจึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่เปิดเผยได้

สำหรับข้อมูลข่าวสารข้อที่ 15 (รายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น) นั้น จากคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงไอซีทีไม่มีเหตุที่จะฟังได้ว่าการเปิดเผยจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงหรือทำให้การบังคับกฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ยื่นขอรับใบอนุญาตทุกรายต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว และการบล็อคเว็บไซต์เป็นเพียงกรณีการขอความร่วมมือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตช่วยกันเฝ้าระวังตรวจสอบร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาการเผยแพร่สื่อที่ไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของกระทรวงไอซีทีที่จะสามารถปิดกั้นเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ตาม รายชื่อเว็บไซต์ทั้งหมดที่ถูกบล็อคนั้น การเปิดเผยรายชื่อดังกล่าวอาจกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าของเว็บไซต์ที่มีรายชื่อเหล่านั้นได้ และจากการชี้แจงด้วยวาจาของกลุ่มผู้อุทธรณ์ว่า ต้องการข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาทางวิชาการว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคจำนวนเท่าใด ถูกบล็อคด้วยเหตุใดบ้าง ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้เปิดเผยจำนวนเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคในลักษณะของข้อมูลกลุ่มที่จำแนกแยกประเภทโดยให้ได้รู้ว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคด้วยเหตุใด จำนวนเท่าใด เท่านั้น ซึ่งการรวบรวมและจำแนกแยกประเภทดังกล่าวได้ปรากฏในคำวินิจฉัยนี้แล้ว

ฉะนั้น กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีมติให้กระทรวงไอซีทีเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ข้อที่ 12 ทั้งหมด และข้อที่ 15 ในลักษณะเป็นกลุ่มแยกประเภทเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ได้ระบุไว้ข้างต้นแล้ว

ข้อมูลข่าวสารข้อที่ 12 และข้อที่ 15 คือ
12) ชื่อ ตำแหน่ง และข้อมูลการติดต่อสำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แต่ละรายที่กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือในการบล็อกเว็บไซต์
15) สำเนารายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกบล็อก (blocklist) ของกระทรวงไอซีที ฉบับสมบูรณ์
(ดูข้อมูลข่าวสารทั้ง 20 ข้อ ที่ FACT ร้องขอ)

อ่านรายงานข่าวฉบับเต็มที่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) - อ้างข่าวจาก มติชนออนไลน์, 'ไอซีที' รับสั่งบล็อกเว็บเกือบ 1,900 ราย เป็นพวกลามกสูงสุด เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง 26 แห่ง, 27 เมษายน 2551


เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 FACT (เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย) ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เข้ามาตรวจสอบการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตโดยรัฐ (ท้ายคำร้องเรียนดังกล่าวลงชื่อผู้สนับสนุน 257 ชื่อ ซึ่งรวมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิเสรีภาพ และจำนวนดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขณะนี้มีมากกว่า 700 ชื่อแล้ว)

แม้ว่าคณะกรรมการฯ จะขอความร่วมมือไปยังกระทรวงไอซีที (ในขณะนั้นเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และมีนายสิทธิชัย โภไคยอุดม เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ) หลายครั้ง กระทรวงไอซีทีก็ยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 FACT จึงได้ออกแถลงการณ์ และยื่นจดหมายต่อกระทรวงไอซีที ขอให้เปิดเผยรายละเอียดของการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต 20 ข้อ ตามสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามสิทธิอันพึงมีและได้รับรองไว้ใน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 — ซึ่งคำถามหลักก็คือ กระทรวงไอซีทีใช้อำนาจอะไรในการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ? มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร ? และปิดกั้นเว็บไซต์อะไรไปแล้วบ้าง ? ซึ่งทั้งหมดเป็นคำถามเพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ของการทำงานของรัฐ

(พ.ร.บ.ข่าวสารของราชการฯ กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนร้องขอภายใน 30 วัน เว้นว่าจะมีเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติหรือการบังคับใช้กฎหมาย หากหน่วยงานรัฐไม่เปิดเผยข้อมูลภายในเวลาดังกล่าว ประชาชนผู้ร้องขอข้อมูลสามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลความโปร่งใสของรัฐ จัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” พ.ศ. 2540)

ในวันที่ 8 มีนาคม 2550 กระทรวงไอซีทีได้ตอบคำถาม 20 ข้อดังกล่าว (ที่ ทก 0200.14/1258?) [PDF, 25 หน้า, 7 MB] โดยอ้างว่ามีอำนาจในการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วกฎหมายใดที่มอบอำนาจกระทรวงไอซีทีให้ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตก่อนเกิดรัฐประการในวันที่ 19 กันยายน 2549?) นอกจากนั้น กระทรวงไอซีทียังปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการปิดกั้น หรือรายละเอียดวิธีการปิดกั้น ไม่ยอมแม้กระทั่งเปิดเผยจำนวนเว็บไซต์ที่ปิดกั้น โดยอ้างว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือการเปิดเผยจะทำให้การบังคับให้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ

เนื่องจากการคำตอบดังกล่าวไม่เป็นที่พอใจ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 FACT จึงได้เข้ายื่นคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เพื่อขอให้ สขร. ออกคำสั่งให้กระทรวงไอซีทีเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนร้องขอ

ทาง สขร. ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา หลังจากนั้นทาง FACT ก็ได้มีการโต้ตอบส่งจดหมายชี้แจงเพิ่มเติมตามที่คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ (คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินการกรณีร้องเรียนให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการใช้อำนาจตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540) ร้องขอเรื่อยมา

ในระหว่างนั้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และอีก 30 วันต่อมา เมื่อ 18 กรกฎาคม 2550 ก็มีผลบังคับใช้

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา (หลังเลือกตั้งทั่วไป และก่อนจะได้รัฐบาลใหม่ ที่มีนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี) ทาง FACT ได้เข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ

วันที่ 27 เมษายน 2551 คณะกรรมการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมและการเกษตร ก็ได้เปิดเผยข้อมูลคำวินิจฉัย ที่ วท 2/2551 (รายงานคำวินิจฉัยดังแสดงด้านบน)


ติดตามข่าวสารเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารได้ที่เว็บไซต์
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
และข่าวสารเรื่องการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตได้ที่เว็บไซต์
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)

technorati tags: , , , , ,

2008-04-09

YouTube - "This video is not available in your country"

YouTube ถูกเซ็นเซอร์ครับ เป็นการเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) ของ YouTube ซึ่งก็อย่างที่เราทราบ เป็นไปตามข้อตกลงของรัฐบาลไทย โดยกระทรวงไอซีที กับทางกูเกิล ที่ทางรัฐบาลไทยสามารถร้องขอให้ทาง YouTube ปิดการแสดงวิดีโอชิ้นใดก็ได้ ... วิเศษครับ

This video is not available in your country.

Oh, thank you for reminding me that I'm in Thailand.

http://youtube.com/watch?v=70m1ncXQjXA

No matter what it is, the question is that, why I can't judge it myself whether I want to see it or not?

Internet, like everything, will totally be fucked up with censorship.

Google, abeit Do No Evil themselves, they support the Doing of the Evil.

ยังไม่หมด flash updated, more crewed-up things in this country:

One of the worst places in Thailand, the cinema!? They not only censored films, but also censored the citizenry thoughts! You can't see that. See this. Believe this. Love this!

โรงหนัง, สถานที่ไม่พึงประสงค์ที่สุดในประเทศไทย!? เซ็นเซอร์หนังยังไม่พอ นี่ยังจะเซ็นเซอร์หัวคนดูหนังด้วย. แกต้องดูอย่างนี้ แกต้องคิดแบบนี้ แกต้องเชื่อแบบนี้.

Amazing Thailand.

Free Thai Cinema Movement ... จะฟรีแค่ในจอ หรือจะมาถึงนอกจอด้วย ? จะฟรีเพียงวัฒนธรรมหนัง หรือจะมาถึงวัฒนธรรมการดูหนังในโรงหนังด้วย ? เราจะเสรีได้แค่ไหน หากยังเสรีได้เพียงภาพในจอ แต่ยังถูกบังคับให้ต้องดูหนังในโรงหนังด้วยวิธีเดิม ๆ ? (อย่าบอกว่าไม่บังคับ ก็เอาตำรวจมาจับกันแบบนี้ ไม่เรียกบังคับแล้วเรียกว่าอะไร ?)


“เอา” เรื่องนี้ ที่ Duocore, Zickr

technorati tags: , ,

2008-03-07

Japan seeking to govern top news Web sites

เยอรมัน แล้วก็ญี่ปุ่น เสรีภาพพลเน็ตกำลังถูกกดดัน...

“อินเทอร์เน็ตกำลังมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในญี่ปุ่น ดังนั้นเป็นธรรมดาที่รัฐบาลต้องการควบคุมมัน”

คณะกรรมการของรัฐบาลญี่ปุ่นเสนอให้มีการกำกับควบคุม “เว็บไซต์ข่าวที่มีผู้อ่านจำนวนมากและทรงอิทธิพล เนื่องจากตอนนี้หนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์มีการกำกับดูแลเรียบร้อยแล้ว”

รัฐบาลญี่ปุ่นยังพยายามที่จะจำกัดควบคุมด้านที่ไม่พึงประสงค์ของอินเทอร์เน็ตอีกด้วย ซึ่งนักวิจารณ์บอกว่าจะทำให้รัฐเข้ามาแทรกแซงด้วยการเซ็นเซอร์

เดือนที่ผ่านมา (ก.พ. 2551) ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือได้รับการร้องขอให้ทำการกรองเนื้อหาบางอย่างที่ส่งเข้ามือถือของผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 18 ซึ่งก่อนหน้านี้การกรองเนื้อหาแบบนี้จะต้องสั่งเปิดใช้เสียก่อน แต่ปัจจุบันมันจะถูกเปิดใช้เป็นค่าปริยาย และจะสั่งปิดได้โดยผู้ปกครองของผู้ใช้

อ่านต่อ: ญี่ปุ่นเล็งควบคุมเว็บไซต์ข่าวยอดนิยม, ประชาไท, 5 มี.ค. 2551
(แปลจาก Japan seeking to govern top news Web sites, International Herald Tribune, 27 กพ. 2551)
ผ่าน FACT

technorati tags: , ,

2008-01-25

Burmese Anti-Blogging Measures

Niknayman (ต้องลงฟอนต์พม่าก่อน ถึงจะอ่านได้) บล็อกพม่าที่รายงานเหตุการณ์ลุกฮือในพม่าเมื่อกันยาปีที่แล้ว รายงานว่า:
รัฐบาลทหารพม่า ใช้เทคนิควิธีหลายอย่าง เพื่อสกัดกั้นบล็อกเกอร์/ผู้สื่อข่าวพลเมืองในอินเทอร์เน็ต
วิธีมีตั้งแต่การปิดกั้นให้เข้าบล็อกไม่ได้
การแทรกคำต่าง ๆ เข้าไปในบล็อก
การเปลี่ยนทางลิงก์ในบล็อก (ไปโผล่เว็บโป๊แทน)
ไปจนถึงการพยายามทำให้อินเทอร์เน็ตช้าลง เพื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะได้เข้าถึงบล็อกและเว็บไซต์เหล่านั้นไม่ได้

Committee to Protect Bloggers: Report on Anti-Blogging Measures from Burmese Blogger

Irrawaddy: Burmese Regime Attacks Bloggers

(รายงานเข้า iReport)

เพิ่มเติม (2008.01.26): จากที่เพื่อนชาวพม่าเล่าให้ฟัง รัฐบาลทหารได้ควบคุมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในพม่าอย่างเข้มงวดมากขึ้น หลังเหตุการณ์ลุกฮือดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรายงานสถานการณ์ใด ๆ ไปยังนอกประเทศ

เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของพม่ายังไม่ทั่วถึง การใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จึงทำที่ร้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งรัฐบาลทหารก็มีคำสั่งให้ร้านอินเทอร์เน็ตทุกร้าน ห้ามไม่ให้ผู้ใช้นำอุปกรณ์ใด ๆ มาใช้กับคอมพิวเตอร์ของร้าน เพื่อป้องกันการส่งไฟล์ภาพหรือข้อมูลใด ๆ (จากกล้องหรือแฟลชไดรว์) และบังคับให้ร้านอินเทอร์เน็ตจะต้องจับภาพหน้าจอของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ทุก ๆ 15 นาที เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่รัฐตรวจสอบ ร้านใดที่ไม่ปฏิบัติตามนี้ จะถูกปิด

นอกจากนี้ยังพบว่า อีเมลที่มีไฟล์แนบจะถูกกรองทิ้ง (เมื่อพิจารณาข้อนี้ ร่วมกับข่าวข้างต้น ที่ว่ามีการบล็อคและการแทรกข้อความ ทำให้เดาได้ว่า การจราจรอินเทอร์เน็ตที่วิ่งเข้าออกพม่า จะถูกจับตามองตลอด)

technorati tags: , ,

2008-01-20

Blog provider ethics / Censorship from the "house owner"

OKNation silently censors users' blogs — iTeau reported, Your Blog Is Banned By Me, Your Second Big Brother

จริยธรรมของบล็อกเกอร์ — จริยธรรมของผู้ให้บริการบล็อก

ชวนอ่าน
คำสั่งของพี่รอง (Your Blog Is Banned By Me, Your Second Big Brother) โดย iTeau

อย่างที่เป็นที่รู้กัน (เงียบ ๆ) มานานแล้วว่าบริการบล็อก OKNation (ที่โฆษณาว่าพื้นที่นี้ “อิสระทางปัญญา ทุกคนมีสิทธิเขียน เผยแพร่ความคิด”) มีการลบบัญชีผู้ใช้ และลบบล็อกอย่างเงียบ ๆ หลายครั้ง

ลองอ่านและพิจารณากันดูครับ คิดเห็นอย่างไร มีประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง เช่น ใครเป็นเจ้าของเนื้อหาในบล็อก ? ผู้เขียน หรือ ผู้ให้บริการพื้นที่ ?
เชิญแลกเปลี่ยนที่บล็อกคุณ iTeau ได้เลย ;)

technorati tags: , ,

2008-01-06

Thailand competitiveness after Computer-related Crime Act (and after 19 Sep coup)

ปตท.เขาถามเราบ่อย ๆ (ในโฆษณา) ว่า ประเทศเราจะอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก ?

สงสัยต้องถามปตท.กลับ ว่า แผนที่โลกยุคไหนล่ะพี่ ?

ด้วยกฎหมายต่าง ๆ ของเมืองไทยในปัจจุบัน ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในอินเทอร์เน็ต และผู้จะต้องร่วมรับผิดชอบ หากพบว่ามีเนื้อหาใด ๆ ผิดกฎหมาย (แม้จะไม่ใช่ของตัวก็ตาม)
ผมไม่แน่ใจว่า นี่จะทำให้โอกาสของประเทศไทย ที่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจ สื่อดิจิทัล และ ดาต้าเซนเตอร์ ในระดับภูมิภาค กระทบหรือไม่

ทั้งนี้รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ซอฟต์แวร์ ศูนย์ข่าว (อย่างพวกรอยเตอร์ เอพี บลูมเบิร์ก) ศูนย์กระจายข้อมูล และ โครงข่ายสื่อสาร ด้วย

ผมไม่แน่ใจนัก แต่คิดว่า ที่ผ่านมา ที่สำนักข่าวบางแห่ง เลือกที่จะตั้งศูนย์ภูมิภาคที่กรุงเทพ และไม่ใช่สิงคโปร์ เพราะที่ผ่านมา ชื่อเสียงเรื่องเสรีภาพสื่อของเมืองไทยดีมาก ดีกว่าทุกประเทศในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน — แต่ปัจจุบันนี้คงไม่ใช่แล้ว

คือโดยสาธารณูปโภค โครงข่ายสื่อสาร เราคงไปสู้มาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ในอดีตเขาก็สู้เราไม่ได้เหมือนกัน ในเรื่องเสรีภาพสื่อ มันเลยสูสี ก็แล้วแต่ว่า คนที่จะมาลงทุน เขาจะให้น้ำหนักกับอะไร บ้างก็เลือกเขา บ้างก็เลือกเรา พอแข่งกันได้ หรือบางแห่งก็เลือกจะมีสำนักงานมันสองที่เลย แบ่งส่วนหน้าที่กันไป

ที่น่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือ มาเลเซีย ซึ่งยก Multimedia Super Corridor เป็นวาระแห่งชาติอย่างแข็งขันต่อเนื่อง ต้องการให้ต่างชาติมาลงทุนเรื่องสื่อดิจิทัลในประเทศตัวมาก ถึงขนาดมี “นโยบายเอาหูไปนาเอาตาไปไร่” กับสื่ออินเทอร์เน็ต ไม่เข้มงวดกับสื่อชนิดนี้มากเท่ากับหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่น ๆ ที่รัฐทั้งเซ็นเซอร์ ทั้งกดดัน จับกุม สารพัดรูปแบบ (นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ Malaysiakini ดำเนินงานมาได้อย่างค่อนข้างปลอดภัย)

เรื่องเซ็นเซอร์และความยุ่งยากทางกฎหมายนี้ ไม่ได้กระทบแค่สำนักข่าวอย่างเดียว แต่หมายถึงธุรกิจเนื้อหาและสารสนเทศทั้งหมด ถ้าใครจะเสนออะไร ก็คงอยากจะเสนอได้อย่างสบาย ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องเสี่ยงคุกตะรางหรือความจุ้นจ้านจากกระทรวงวัฒนธรรม (เช่นจะแพร่ภาพ “ภิกษุสันดานกา” เป็นต้น) ถ้าสำนักงานอยู่มาเลเซียแล้วแพร่ภาพแพร่สัญญาณไปได้ทั้งภูมิภาค โดยที่คุณภาพโครงข่ายก็ดีกว่าเมืองไทย ความเสี่ยงด้านกฎหมายก็น้อยกว่าเมืองไทย แล้วจะมาอยู่เมืองไทยทำไม ก็น่าจะเลือกอยู่มาเลเซียดีกว่า

หรือกระทั่งในกรณีผู้ใช้บริการ ที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้มีความเสี่ยงอะไรแน่ ๆ เช่นเปิดร้านขายจตุคามหรือวุ้นมะพร้าวออนไลน์ ก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี ว่าในดาต้าเซนเตอร์/โฮสติ้งเดียวกันนั้น จะมีผู้ใช้บริการรายอื่นที่มีความเสี่ยงรึเปล่า เพราะนั่นหมายถึง ตัวเองก็จะพลอยโดนหางเลขไปด้วย (เช่นกรณีเพื่อนร่วมโฮสติ้งของเว็บไซต์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน) ที่ว่าโดนหางเลข ก็เพราะแม้ตัวเองจะไม่ได้โดนคดีไปด้วยก็ตาม เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ก็เป็นความยุ่งยากเสียเวลาเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งไม่มีผู้ประกอบการคนใดอยากเจอ

นี่ยังไม่ได้พูดถึงต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการในทุกระดับ ที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะต้องทำการจัดเก็บข้อมูลการเข้าใช้บริการทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐเรียกดูได้ทุกครั้งเมื่อต้องการ

เมื่อประเทศไทย (ซึ่งสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว ด้านโครงข่าย) มีนโยบายเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในแบบปัจจุบันนี้ ก็ชวนสงสัยว่า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศเรา ก็คงจะตกลงไป อีกหนึ่งประเภทอุตสาหกรรม ... และเผอิญว่ามันเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเสียด้วยสิ

ก็ดีครับ อย่าไปแข่งมาก .. พอเพียง พอเพียง




หมายเหตุ:
ผมเห็นด้วยกับการมีกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ดังปรากฎเป็นส่วนหนึ่งใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และยังเห็นด้วยว่า การมีกฎระเบียบและบทลงโทษที่ชัดเจน จะส่งเสริมความมั่นใจในการทำการค้าและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ และส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ — แต่เรื่องการคัดกรองและเซ็นเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ตนั้น เป็นคนละเรื่องกันกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ และไม่ควรนำไปรวมกันไว้ในพ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน (ถ้ามันจำเป็นจะต้องมี) – เมื่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบันนี้เป็นอย่างนี้ คือมีสาระเกี่ยวกับเนื้อหาในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย เราคงไม่สามารถพูดได้เต็มที่ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมไอทีและสื่อดิจิทัล อย่างที่หลายคนหวังไว้ (เช่นที่ อ.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผอ.เนคเทค เคยเสนอไว้ ซึ่งตามที่เสนอให้มีนั้น เป็นกฎระเบียบเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในระบบเลย)

กรณีการขอยกเลิกการให้บริการเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน โดยบริษัทเว็บโฮสติ้ง เป็นกรณีที่ชัดเจนถึงสิ่งที่หลายคนคาดการณ์ไว้แล้วว่า พ.ร.บ.คอมฯ นี้ จะเป็นการกระจายการเซ็นเซอร์ออกจากรัฐไปสู่ผู้ให้บริการทุกระดับ (ไม่ว่าจะเป็น ไอเอสพี ดาต้าเซนเตอร์ เว็บโฮสติ้ง ผู้ให้บริการโทรศัพท์ ฯลฯ) ในลักษณะ "เซ็นเซอร์ไว้ก่อน" เนื่องจากกลัวผลกระทบต่อธุรกิจของตน การกระจายการเซ็นเซอร์ออกไปนี้ นอกจากจะช่วยให้การเซ็นเซอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว (เซ็นเซอร์ได้มากขึ้น ครอบคลุมขึ้น โดยใช้กำลังของรัฐน้อยลง) ยังทำให้รัฐปลอดภัยจากการต้องรับผิดชอบใด ๆ ยิ่งขึ้นด้วย ทั้งทางกฎหมายและทางสังคม

technorati tags: ,

2008-01-05

decentralized/distributed Internet censorship on the work in Thailand

ประชาไท, ปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน อ้างหมิ่นฯ (อีกแล้ว), ประชาไท, 5 ม.ค. 2551

เว็บไซต์สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันถูกปิด (ลองเข้าตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 4 ม.ค. เข้าไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเข้าไม่ได้ตั้งแต่ตอนไหน) บริษัทโฮสติ้งขอยกเลิกบริการ
หลังถูกบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทโฮสติ้งเช่าพื้นที่อยู่ปิดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ส่งผลให้เว็บไซต์รายอื่น ๆ ไม่สามารถดำเนินการได้
โดยอ้างว่า สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันซึ่งเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่ให้บริการอยู่นั้น มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้บริษัทโฮสติ้งจำเป็นต้องปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน

เข้าแก๊ป พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป๊ะ เป๊ะ
การที่เว็บโฮสติ้งและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จะต้องได้รับผิดไปด้วย ทำให้เกิดความกลัว
ความผิดในประเด็นคลุมเครือ ตีความได้กว้างขวาง และเจ้าทุกข์ไม่จำเป็นต้องฟ้องเองก็ได้
ความกลัวที่จะต้องพลอยยุ่งยากกับข้อกล่าวหาความผิดนี้ไปด้วย (ไม่ว่าจะผิดจริงหรือไม่ก็ตาม)
จึง “กันไว้ดีกว่าแก้” “ไม่อยากมีเรื่อง” “ตัดไฟแต่ต้นลม”
ขอยกเลิกบริการเสียเลย

ยินดีต้อนรับสู่ Thai Wide Web!




เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน (ชั่วคราว)
http://getmorestudio.com/samesky/

กานต์ ยืนยง, การปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกันเป็นเรื่องควรยินดี, พลวัต, 6 ม.ค. 2551

bact', การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของไทย หลังพ.ร.บ.คอมฯ?, 6 ม.ค. 2551

technorati tags: , ,