ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)
Showing posts with label official information. Show all posts
Showing posts with label official information. Show all posts

2010-02-18

Keeps private data private, keeps public data public? No. Not in Thailand.

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ ต้องจัดหาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนตรวจดูหรือค้นคว้าได้

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องข้อมูลข่าวสารของราชการและการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

ที่เว็บ www.oic.go.th ของสขร. หน้า การตอบข้อหารือและวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับ สขร.:

คลิกเปิดชื่อเรื่อง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หารือการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ (ลงวันที่ 27/11/2552) ... ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2544

คลิกเปิดชื่อเรื่อง กรมการปกครองหารือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 (ลงวันที่ 28/12/2552) ... ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2544

เอกสารต่าง ๆ ไม่สามารถเรียกดูได้ตามชื่อเรื่องเลย

แบบนี้เขาเรียกว่า ไม่เปิดเผย ครับ

ในขณะที่รัฐ มีความพยายามที่จะดักฟังสอดส่องล่วงรู้ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน (#ThaiNoSniff)
พร้อม ๆ กันนั้น รัฐเอง ก็มีความพยายามจะปกปิดหรือสร้างความยากลำบากในการเข้าถึง ข้อมูลของรัฐ

กลับตาลปัตรกับหลักความโปร่งใสของรัฐและการเคารพสิทธิของพลเมือง ที่ว่า ข้อมูลส่วนบุคคล (private data) ต้องเก็บเป็นความลับ (keep/private) และข้อมูลของรัฐ (public data) ต้องเปิดเผย (open/public)

ประเทศของเรา จะไปสู่ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารแบบไหนกัน?

มาตรา ๗ หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(๑) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(๒) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน
(๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(๔) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(๕) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว

ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไว้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร


มาตรา ๘ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ตามมาตรา ๗ (๔) ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร


มาตรา ๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
(๑) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว
(๒) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗ (๔)
(๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(๔) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(๕) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง
(๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ
(๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(๘) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น

บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้ ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ได้ ในการนี้ให้คำนึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง


หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความเป็นจริง อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้น สมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยมีข้อยกเว้นอันไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจำกัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหรือต่อประโยชน์ที่สำคัญของเอกชน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและจะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึงสิทธิหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะปกปักรักษาประโยชน์ของตนได้อีกประการหนึ่งด้วย ประกอบกับสมควรคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เครือข่ายพลเมืองเน็ต เพื่อเสรีภาพข้อมูลข่าวสารและสิทธิทางอิเล็กทรอนิกส์

technorati tags: , ,

2009-10-19

Thai laws and regulations on official document/information administration and archives

กฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของรัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเก็บรักษาและการทำลายเอกสาร - เอกสารอิเล็กทรอนิกส์

  • พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
  • ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 — มี หมวด 3 ว่าด้วย การเก็บรักษา ยืม และทำลายหนังสือ
  • ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 — แก้ไขเพิ่มเติมฉบับ พ.ศ. 2526 ที่สำคัญคือ:
    • เพิ่มนิยามคำว่า อิเล็กทรอนิกส์ (การประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน และให้หมายความรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสง วิธีการทางแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิธีต่าง ๆ เช่นว่านั้น) และ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (การรับส่งข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือผ่านระบบสื่อสารด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์)
    • ลดอายุเอกสารก่อนที่จะให้ส่วนราชการส่งหนังสือเข้าหอจดหมายเหตุ จากเดิม 25 ปี เหลือ 20 ปี (=จัดส่งเข้าหอฯเร็วขึ้น)
  • ระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยงานสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551
  • (ร่าง) พระราชบัญญัติ จดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... — มีเรื่องการบริหารจัดการเอกสารราชการ ในส่วนนิยาม ให้ความหมาย เอกสาร ไว้ว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ภาพ แสง เสียง ผังหรือแผนแบบอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นโดยวิธีเขียน วาด พิมพ์ ถ่ายภาพ บันทึก วิธีทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีอื่นใดอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น

ความสำคัญของระเบียบระดับกระทรวงต่าง ๆ และ พ.ร.บ.จดหมายเหตุ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ก็คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ นั้นระบุให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ แต่จะเข้าถึงได้ ก็ต้องเก็บรักษาเอาไว้ในสภาพที่เอามาใช้ได้ และไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน

เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ อีเมล แฟ้มข้อมูลต่าง ๆ สูญหายได้ง่ายมาก ทั้งจากอุบัติเหตุ ความเผลอเรอ หรือความตั้งใจ ยิ่งเราจะไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ จัดซื้อจัดจ้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประมูลระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลือกต้ังด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อการตรวจสอบกิจการต่าง ๆ และเพื่อการศึกษา ในฐานะเอกสารทางประวัติศาสตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก คลังเอกสาร เครือข่ายพลเมืองเน็ต

แถม: ระหว่างกระโดดไปกระโดดมา ตามหน้าเน็ต ก็เจออันนี้ เผื่อใครจะได้ใช้: บริการค้นหาข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

iLaw ที่อาจจะเกี่ยวข้อง (ยังงง ๆ อยู่ ไอเดียรวม ๆ คือ อยากให้มีแบบ Presidential Records Act)

technorati tags: , , ,

2008-05-19

The Hague Declaration, call for signers

Support free and open information standards, for transparency, for equality, for participatory, for communication rights, for information freedom, and for freedom of expression. — please consider signing the The Hague Declaration.

ขอเชิญพิจารณาและร่วมลงชื่อใน “คำประกาศเฮก” (The Hague Declaration) เพื่อสนับสนุนมาตรฐานดิจิทัลแบบเปิดและเสรี และเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกใช้และส่งเสริมมาตรฐานแบบเปิดและเสรี เพื่อความเท่าเทียมและโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วมในการปกครอง และใช้บริการของรัฐ ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ตามสิทธิและเสรีภาพของเราใน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และตามรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๕๖ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่ การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ในการจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ แม้หน่วยงานรัฐจะ “เปิดเผยข้อมูล” แล้ว แต่หากข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานแบบเปิดและเสรี ก็อาจมีอุปสรรคในการเปิดดูได้ในปัจจุบันหรือในอนาคต การให้รัฐใช้มาตรฐานแบบเปิดและเสรีจึงเป็นการรับประกันว่า ข้อมูลข่าวสารของรัฐที่ควรเปิดเผยจะได้รับเปิดเผยและเรียกดูได้อย่างเสรีตลอดไป ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ร่วมลงชื่อ

technorati tags: , ,

2008-05-01

TWA/DSI in OIC Internet Censorship Investigation Subcommittee

Inside the Official Information Commission, there's a “Internet censorship investigation subcommittee” which taking care of the information disclosure and information access on the Internet and investigating the Internet censorship case if it occurs.

The president of the Thai Webmaster Association (TWA) (or his/her representative) is an ex-officio member of that Internet censorship investigation subcommittee.

This seems perfectly okay. Until it happens that the new president of TWA is Pol Col Yanapol Yangyeun, Commander of Office of Technology and Information Cases under the Department of Special Investigation (DSI), who heavily involves with the Internet censorship himself.

We all make good wishes to him and hope that he will manage the two contradicted responsibilities well.

ใน คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) — ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อ พัฒนาการปกครองในระบบประชาธิปไตยโดยประชาชนมีส่วนร่วม และส่งเสริมการปฏิรูประบบราชการให้การใช้อำนาจเป็นไปอย่างโปร่งใส — มีคณะอนุกรรมการที่รับผิดชอบพิจารณาเรื่องเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตอยู่

อำนาจหน้าที่ของ คณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต:

  1. ศึกษาข้อเท็จจริงและกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต
  2. ศึกษาปัญหา สาเหตุ ข้อเท็จจริง ผลกระทบและแนวทางแก้ไข ในกรณีที่มีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต
  3. มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริง และเรียกให้บุคคลใด ให้ถ้อยคำหรือให้ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา
  4. รายงานผลการดำเนินการให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการทราบ

หนึ่งในคณะอนุกรรมการจำนวนสิบคนเศษนั้น มี นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย (หรือผู้แทน) เป็นอนุกรรมการอยู่ด้วย โดยตำแหน่ง — ซึ่งมันก็ดูโอเคดี

แต่เรื่องชองเรื่องก็คือ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยคนใหม่ เกิดเป็น พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ซึ่งยังดำรงตำแหน่งอีกตำแหน่งคือ ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่นกระทรวงไอซีที)

จากการพูดคุยกับคนที่คุ้นเคยกับสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยและ พ.ต.อ.ญาณพล เขาเชื่อว่า พ.ต.อ.ญาณพล น่าจะแยกแยะบทบาทหน้าที่ทั้งสองได้อย่างดี ในหมวกดีเอสไอ ผู้ทำหน้าที่เซ็นเซอร์ และ ในหมวกอนุกรรมการฯ ผู้ทำหน้าที่สอบสวนการเซ็นเซอร์ ไม่สับสนหรือขัดประโยชน์กันเองแน่นอน

เราก็หวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นเช่นนั้น

(เช่นเดียวกับการที่ตัวแทนสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการและที่ประชุมต่าง ๆ ในฐานะ “ตัวแทนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต” หรือ “ภาคประชาชน”, เราก็หวังว่าตัวแทนสมาคมฯ จะดำรงและปฏิบัติตนในฐานะดังกล่าวได้อย่างแข็งขัน — หรือมิเช่นนั้น ก็เข้าร่วมในฐานะอื่นที่ไม่ใช่ฐานะดังกล่าวเสีย)

technorati tags: , , , , ,

2008-04-30

Out of 20, we got 1 1/2. Ok, that's something. Move on.

Office of the Official Information Commission (O.I.C.) asked Ministry of Information and Communication Technology to reveal names of people who MICT has contacted with for blocking business (item no.12) and partially-disclosed blocklist (item no.15), as requested by an Internet freedom group, Freedom Against Censorship Thailand.

MICT admitted that it has blocked 1,893 websites before the Computer-related Crime Act came into enforcement — Porn 1,663 / Selling illegal goods (e.g. IP violation) 161 / Lese majeste 26 / Against national security 21 / Gambling 21 / Against religion and good moral 1.

18 (and a half) questions still remain unanswered.

“คำตอบ” มาแล้ว (อ่านความเป็นมาด้านล่าง)

กระทรวงไอซีที ยอมรับ เคยขอให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบล็อคเว็บไซต์ 1,893 แห่ง ยันไม่เคยทำอีกแล้วหลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 บังคับใช้

แปล(เอาเอง)ได้ว่า : การบล็อคเว็บไซต์ที่ทำไปก่อนหน้าพ.ร.บ.คอมฯ บังคับใช้ ทำไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับ — แต่กระทรวงไอซีทีอาจไม่ได้มีความผิดตามกฎหมาย เพราะเป็นเพียงการ “ขอความร่วมมือ” เท่านั้น

กำกวม : ที่ไอซีทีบอกว่า “ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 เมื่อ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผลบังคับใช้ กระทรวงไอซีทีก็ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวอีก” นั้น ไม่ชัดเจนว่า ไอซีทีหยุดดำเนินการดังกล่าวตั้งแต่เดือนไหนกันแน่ ตั้งแต่ พฤษภาคม 2550 หรือ ตั้งแต่ กรกฎาคม 2550 (พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้) ? — พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 18 มิถุนายน 2550, มีผลบังคับใช้ 18 กรกฎาคม 2550 — ช่วงเวลาแตกต่างกัน 2-3 เดือน

บางส่วนของข่าว...

ผู้สื่อข่าว 'มติชนออนไลน์' รายงาน เมื่อวันที่ 27 เมษายนว่า คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมและการเกษตร (ที่ วท 2/2551) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยอมรับว่า ก่อน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ในการขอให้ยุติหรือระงับการเผยแพร่เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมโดยดำเนินการใน ลักษณะการเสนอแนะผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ซึ่งทำให้มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคจำนวนทั้งสิ้น 1,893 ราย ทั้งนี้ระบุเหตุผลที่ถูกบล็อคประกอบท้ายรายชื่อเว็บไซต์ต่าง ๆ ดังกล่าว

ปรากฏว่า รายชื่อเว็บไซต์ถูกบล็อคด้วยเหตุผลเผยแพร่ภาพสื่อลามกอนาจาร จำนวน 1,663 ราย
เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จำนวน 21 ราย
เว็บไซต์มีเนื้อหาที่อาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวน 26 ราย
เว็บไซต์ที่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการพนัน จำนวน 21 ราย
เว็บไซด์ที่หลอกลวงประชาชนโดยโฆษณาเผยแพร่ขายสิ่งผิดกฎหมยในลักษณะเป็น VCD จำนวน 161 ราย
เว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมทางศาสนา จำนวน 1 ราย

[...]

กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯ พิจารณาเห็นว่า ข้อมูลตามข้อที่ 12 (ที่กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในการปิดกั้นเว็บไซต์) ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ประมวลสรุปแล้วจัดส่งมาให้กวฉ.ฯ นั้นเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยโดยทั่วไปอยู่แล้ว เพียงแต่กระทรวงไอซีทีได้ประมวลสรุปจัดทำขึ้นและมีอยู่ในความครอบครองหรือ ควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐจึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่เปิดเผยได้

สำหรับข้อมูลข่าวสารข้อที่ 15 (รายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น) นั้น จากคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงไอซีทีไม่มีเหตุที่จะฟังได้ว่าการเปิดเผยจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงหรือทำให้การบังคับกฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ เนื่องจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ยื่นขอรับใบอนุญาตทุกรายต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว และการบล็อคเว็บไซต์เป็นเพียงกรณีการขอความร่วมมือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตช่วยกันเฝ้าระวังตรวจสอบร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาการเผยแพร่สื่อที่ไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายของกระทรวงไอซีทีที่จะสามารถปิดกั้นเว็บไซต์ได้ อย่างไรก็ตาม รายชื่อเว็บไซต์ทั้งหมดที่ถูกบล็อคนั้น การเปิดเผยรายชื่อดังกล่าวอาจกระทบต่อส่วนได้เสียของเจ้าของเว็บไซต์ที่มีรายชื่อเหล่านั้นได้ และจากการชี้แจงด้วยวาจาของกลุ่มผู้อุทธรณ์ว่า ต้องการข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาทางวิชาการว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคจำนวนเท่าใด ถูกบล็อคด้วยเหตุใดบ้าง ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้เปิดเผยจำนวนเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคในลักษณะของข้อมูลกลุ่มที่จำแนกแยกประเภทโดยให้ได้รู้ว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคด้วยเหตุใด จำนวนเท่าใด เท่านั้น ซึ่งการรวบรวมและจำแนกแยกประเภทดังกล่าวได้ปรากฏในคำวินิจฉัยนี้แล้ว

ฉะนั้น กวฉ.สาขาวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีมติให้กระทรวงไอซีทีเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ข้อที่ 12 ทั้งหมด และข้อที่ 15 ในลักษณะเป็นกลุ่มแยกประเภทเว็บไซต์ที่ถูกบล็อคตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ได้ระบุไว้ข้างต้นแล้ว

ข้อมูลข่าวสารข้อที่ 12 และข้อที่ 15 คือ
12) ชื่อ ตำแหน่ง และข้อมูลการติดต่อสำหรับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แต่ละรายที่กระทรวงไอซีทีขอความร่วมมือในการบล็อกเว็บไซต์
15) สำเนารายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกบล็อก (blocklist) ของกระทรวงไอซีที ฉบับสมบูรณ์
(ดูข้อมูลข่าวสารทั้ง 20 ข้อ ที่ FACT ร้องขอ)

อ่านรายงานข่าวฉบับเต็มที่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) - อ้างข่าวจาก มติชนออนไลน์, 'ไอซีที' รับสั่งบล็อกเว็บเกือบ 1,900 ราย เป็นพวกลามกสูงสุด เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง 26 แห่ง, 27 เมษายน 2551


เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 FACT (เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย) ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เข้ามาตรวจสอบการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตโดยรัฐ (ท้ายคำร้องเรียนดังกล่าวลงชื่อผู้สนับสนุน 257 ชื่อ ซึ่งรวมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิเสรีภาพ และจำนวนดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขณะนี้มีมากกว่า 700 ชื่อแล้ว)

แม้ว่าคณะกรรมการฯ จะขอความร่วมมือไปยังกระทรวงไอซีที (ในขณะนั้นเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และมีนายสิทธิชัย โภไคยอุดม เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ) หลายครั้ง กระทรวงไอซีทีก็ยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 FACT จึงได้ออกแถลงการณ์ และยื่นจดหมายต่อกระทรวงไอซีที ขอให้เปิดเผยรายละเอียดของการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต 20 ข้อ ตามสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามสิทธิอันพึงมีและได้รับรองไว้ใน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 — ซึ่งคำถามหลักก็คือ กระทรวงไอซีทีใช้อำนาจอะไรในการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ? มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร ? และปิดกั้นเว็บไซต์อะไรไปแล้วบ้าง ? ซึ่งทั้งหมดเป็นคำถามเพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ของการทำงานของรัฐ

(พ.ร.บ.ข่าวสารของราชการฯ กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนร้องขอภายใน 30 วัน เว้นว่าจะมีเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติหรือการบังคับใช้กฎหมาย หากหน่วยงานรัฐไม่เปิดเผยข้อมูลภายในเวลาดังกล่าว ประชาชนผู้ร้องขอข้อมูลสามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลความโปร่งใสของรัฐ จัดตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” พ.ศ. 2540)

ในวันที่ 8 มีนาคม 2550 กระทรวงไอซีทีได้ตอบคำถาม 20 ข้อดังกล่าว (ที่ ทก 0200.14/1258?) [PDF, 25 หน้า, 7 MB] โดยอ้างว่ามีอำนาจในการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วกฎหมายใดที่มอบอำนาจกระทรวงไอซีทีให้ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตก่อนเกิดรัฐประการในวันที่ 19 กันยายน 2549?) นอกจากนั้น กระทรวงไอซีทียังปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายชื่อเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้น หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการปิดกั้น หรือรายละเอียดวิธีการปิดกั้น ไม่ยอมแม้กระทั่งเปิดเผยจำนวนเว็บไซต์ที่ปิดกั้น โดยอ้างว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือการเปิดเผยจะทำให้การบังคับให้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ

เนื่องจากการคำตอบดังกล่าวไม่เป็นที่พอใจ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2550 FACT จึงได้เข้ายื่นคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เพื่อขอให้ สขร. ออกคำสั่งให้กระทรวงไอซีทีเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนร้องขอ

ทาง สขร. ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา หลังจากนั้นทาง FACT ก็ได้มีการโต้ตอบส่งจดหมายชี้แจงเพิ่มเติมตามที่คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ (คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินการกรณีร้องเรียนให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการใช้อำนาจตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540) ร้องขอเรื่อยมา

ในระหว่างนั้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ก็ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และอีก 30 วันต่อมา เมื่อ 18 กรกฎาคม 2550 ก็มีผลบังคับใช้

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา (หลังเลือกตั้งทั่วไป และก่อนจะได้รัฐบาลใหม่ ที่มีนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี) ทาง FACT ได้เข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ

วันที่ 27 เมษายน 2551 คณะกรรมการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.) สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมและการเกษตร ก็ได้เปิดเผยข้อมูลคำวินิจฉัย ที่ วท 2/2551 (รายงานคำวินิจฉัยดังแสดงด้านบน)


ติดตามข่าวสารเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารได้ที่เว็บไซต์
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
และข่าวสารเรื่องการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตได้ที่เว็บไซต์
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT)

technorati tags: , , , , ,