ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)
Showing posts with label British. Show all posts
Showing posts with label British. Show all posts

2007-06-22

NME: 50 Greatest Indie Anthem Ever

50 “เพลงชาติ” อินดี้ยอดเยี่ยมตลอดกาล

  1. Oasis - 'Live Forever'
  2. Nirvana - 'Smells Like Teen Spirit'
  3. Pulp - 'Common People'
  4. The Smiths - 'There Is A Light That Never Goes Out'
  5. The Libertines - 'Don't Look Back Into The Sun'
  6. The Libertines - 'Time For Heroes'
  7. The Smiths - 'How Soon Is Now?'
  8. The Stone Roses - 'I Am The Resurrection'
  9. The Strokes - 'Last Nite'
  10. Arctic Monkeys - 'I Bet You Look Good On The Dancefloor'
  11. The Smiths - 'This Charming Man'
  12. The Stone Roses - 'She Bangs The Drums'
  13. The Libertines - 'Can't Stand Me Now'
  14. Oasis - 'Don't Look Back In Anger'
  15. Blur - 'Song 2'
  16. Franz Ferdinand - 'Take Me Out'
  17. The Stone Roses - 'I Wanna Be Adored'
  18. The Verve - 'Bitter Sweet Symphony'
  19. Joy Divison - 'Love Will Tear Us Apart'
  20. Joy Division - 'Transmission'
  21. The Smiths - 'Panic'
  22. The Breeders - 'Cannonball'
  23. The Gossip - 'Standing In The Way Of Control'
  24. Babyshambles - 'Fuck Forever'
  25. Oasis - 'Supersonic'
  26. Radiohead - 'Creep'
  27. Oasis - 'Wonderwall'
  28. Pavement - 'Cut Your Hair'
  29. Arcade Fire - 'Rebellion (Lies)'
  30. Manic Street Preachers - 'A Design For Life'
  31. Oasis - 'Cigarettes & Alcohol'
  32. The Stone Roses - 'Fool's Gold'
  33. The Killers - 'Mr Brightside'
  34. Radiohead - 'Just'
  35. Pixies - 'Monkey Gone To Heaven'
  36. Kaiser Chiefs - 'I Predict A Riot'
  37. Kasabian - 'LSF'
  38. Pixies - 'Gigantic'
  39. Oasis - 'Champagne Supernova'
  40. Klaxons - 'Golden Skans'
  41. Blur - 'Parklife'
  42. The Cribs - 'Hey Scenesters'
  43. Suede - 'Animal Nitrate'
  44. The Stone Roses - 'Love Spreads'
  45. The La's - 'There She Goes'
  46. Dinosaur Jr - 'Freak Scene'
  47. The Libertines - 'Up The Bracket'
  48. Sonic Youth - 'Bull In The Heather'
  49. The Rapture - 'House Of Jealous Lovers'
  50. My Bloody Valentine - 'You Made Me Realise'

เราอยากใส่ Motorcycle Emptiness ...

[ ลิงก์ NME ]

technorati tags:

2007-04-17

music abroad abroad

BozzaNova ถามมาว่า ตอนอยู่สกอตแลนด์ ฟังเพลงใหม่ ๆ ที่ไหน

จริง ๆ เป็นคำถามที่แปลก

ตอนอยู่เมืองไทย เราเองก็ฟังพวกดนตรีจากเกาะนั้นอยู่แล้ว แต่พอไปอยู่โน่นจริง ๆ กลับไม่รู้จะไปหาอะไรฟังที่ไหน ทั้ง ๆ ที่อยู่ในถิ่นเขาแท้ ๆ ตลกไหม

ผมเองก็มีปัญหานะตอนแรก ๆ แต่พอมั่ว ๆ ได้ซักพัก ก็โอเค

Fopp (@wikipedia), Radio 1 (@wikipedia), และตามผับ น่าจะเป็นที่ ๆ ผมได้ฟังอะไร “ใหม่” (คือใหม่สำหรับตัวเราเอง แต่จริง ๆ มันอาจจะเก่าแล้วล่ะ)

Fopp เป็นร้านซีดี/หนัง/หนังสือ ที่ผมชอบแวะไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเค้าชอบเอาของเก่า ๆ ดี ๆ มาลดราคา 5 ปอนด์มั่ง 3 ปอนด์มั่ง มันอยู่ในเส้นทางไปร้า่นอาหารไทยที่ทำงานด้วย ก็แวะก่อนเข้าร้าน
Fopp ทั้งสองสาขาในเอดินบะระ อยู่ใกล้ที่ทำงานหมดเลย คือร้านไทยที่ทำงานนี่มีสองสาขา ที่นึงบน Cockburn Street ใน Old Town อีกที่นึงตรง Rose Street, New Town .. Fopp ทั้งสองสาขาก็ตั้งอยู่บนถนนสองแห่งนี้ สบายเลย :D

จริง ๆ มันมีร้านซีดีดี ๆ อีกเยอะเลยนะในเมือง ใกล้ ๆ มหาลัยก็แยะ แต่ก็ไม่ค่อยได้แวะไปเท่าไหร่ เหมือนมันไม่ได้อยู่ในเส้นทางไง แล้ว Fopp มันก็เดินแล้วสบายใจดีด้วย (HMV หรือ Virgin ก็ใหญ่และเสียงดังเกินไป) ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

ซื้อแผ่น Belle & Sebastian เป็นของตัวเองแผ่นแรก (ชุด If You're Feeling Sinister) น่าจะจากร้านใกล้ ๆ มหาลัย จำชื่อร้านไม่ได้ จำได้แค่ว่าทาสีเหลือง ๆ อยู่บน West Nicholson Street ถนนที่มีผับเยอะ ๆ อาจารย์และนักเรียนชอบแวะไปนั่งแถวนั้นหลังเลิกเรียน ร้านประจำของ “language people” คือร้าน The Blind Poet ร้านเก่า ๆ ไม่ได้แต่งอะไร หน้าตาเหมือนผับอังกฤษทั่วไป (เอ้อ ผับสก็อตทั่วไปสิ) แต่บรรยากาศผู้คนมันดีน่ะ

Radio 1 เป็นสถานีวิทยุที่น่าติดตาม วงดี ๆ เจ๋ง ๆ หลายวง แจ้งเกิดจากที่นี่ - ผมรู้จัก Radio 1 น่าจะเพราะวง The Wedding Present และ Cinerama (ซึ่งรู้จักผ่านคนใน Audiogalaxy อีกที - โปรแกรมแชร์เพลง p2p) สองวงนั้นเค้ามี Radio 1 session แล้วก็รู้จัก John Peel จาก Radio 1 session นี่แหละ ตอนที่ John Peel ตายนั้น เป็นอะไรที่คนแถวนั้นเศร้าจริง ๆ โอเคมันไม่ใช่ทุกคนหรอก แต่อย่างน้อยบรรยากาศของสื่อที่ผมรับ มันก็เป็นอย่างนั้น หนังสือพิมพ์ลงข่าว ลงประวัติของเขา รวมถึง NME และนิตยสารดนตรีอื่น ๆ ไม่ต้องนับเรดิโอวันบ้านของเขา ศิลปินหลายคน (ซึ่งหลาย ๆ คนก็ยอมรับว่าตัวเอง 'เกิด' ในวงการได้ ก็เพราะ John Peel session) ออกมา tribute ให้กับเขา - นี่คือตัวอย่างของคนที่เจ๋ง

ผมซื้อแผ่น Stereolab - BBC Radio 1 Sessions จาก Fopp สาขา Rose Street เงินจากทำงานร้านอาหารนั่นแหละ

ส่วนเงินที่เหลือเหรอ ก็เอาไปเข้าผับไง กินเบียร์ คุยกับเพื่อน รู้จักเพลงใหม่ ๆ

ทำงานหาตังค์ เอาไปซื้อหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง กินเบียร์ เที่ยวกับเพื่อน เดินทาง และไปหาตังค์ที่ใหม่

ผ่านไปหลายปี ผมก็เหมือนจะยังทำแบบเดิมอยู่

ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ เพื่อน ๆ ที่เคยทำอะไรอย่างนั้นด้วยกัน มันค่อย ๆ หายไปแล้วน่ะสิ

 

พอรึยังนะ

 


BozzaNova ยังถามว่า “ดีเจสยาม มีคนขายดีๆ รู้เรื่องจริงๆ หน่อย แล้วไม่กวนตีน ทำเก๋าจีบสาวบ้างไหม ตอนนี้”

เออ เนอะ แต่ที่โอเคก็มีนะ อย่างน้อยก็คนนึงล่ะ ผมคุยกะเค้าค่อนข้างบ่อย ก็แค่ทัก ๆ กันแหละ คนที่ผอม ๆ หัวฟู ๆ น่ะ เมื่อก่อนมีพี่คนนึงที่เจ๋ง ๆ โอย แต่นานมากแล้ว ไม่รู้หายไปไหนละ หน้าตาประมาณโป้โยคี กับอีกคนนึงใหม่หน่อย ผิวคล้ำ ๆ ออกไปอยู่อีกร้านแล้ว ใต้โรงหนังสยาม ร้านที่ไม่ใช่ร้านตรงข้ามกาโตว์น่ะ — ถ้าอ่านแล้วรู้เรื่องว่าผมหมายถึงใครมั่งก็โคตรเก่งเลยนะเนี่ย ผมมีปัญหากับการจำชื่อคน หรืออธิบายถึงผู้คนน่ะ เครือข่ายสังคมของผม ท่าจะได้แค่ออนไลน์เท่านั้น เผลอ ๆ จะได้ด้วยแค่ นามจอ เท่านั้นด้วย ดูอย่างตัวผมเองประไร บอกชื่อจริงไปทุกคนทำหน้าเหวอ เอานะ สงสัยจะต้องจีบกันออนไลน์ — แต่เธอคนนั้นก็ไม่ออนไลน์มานานเท่าไหร่แล้วล่ะเนี่ย (หัวเราะ)

technorati tags:

2007-01-28

Our generation. Alienation.

เคยโพสต์ถึงเพลงนี้ไว้เมื่อ 16 ก.ค. 2547 เพลงจากหนัง Human Traffic หนังอีกเรื่องที่ชอบ ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่มันมันดี

ทำนองเพลง เอามาจากเพลงชาติสหราชอาณาจักร “God Save the Queen”
แต่ท่าทางเนื้อเพลงชาติ มันก็ควรจะเป็นเรื่องของคนในชาติ หนังเรื่องนี้เลยจัดการเปลี่ยนเนื้อร้องเสียใหม่ ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว เรื่องที่บอกเล่าความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนหนึ่งช่วงอายุหนึ่งในชาติ (กรณีนี้คือวัยรุ่น) อย่างที่ตัวละครในเรื่องพูดไว้:

“I think it's time for a new national athem, you know, one I can relate to.”

“ผมว่ามันถึงเวลาสำหรับเพลงชาติเพลงใหม่แล้ว คุณรู้ไหม เพลงที่ผมสามารถสัมพันธ์ตัวผมกับมันได้”

I'm trying to be myself.
Understand everyone.
It's a mission and a half.

Looking at everyone.
Trying to learn something.
But I am getting more confused.
It's hard being cool.

Our generation.
Alienation.
Have we a soul?

Techo emergency.
Virtual reality.
We're running out of new ideas?

Who is the Queen?

ฉันพยายามที่จะเป็นตัวของตัวเอง
เข้าใจทุก ๆ คน
มันเป็นงานที่ได้รับมอบหมาย งานหนึ่ง และอีกครึ่ง

มองไปยังทุก ๆ คน
พยายามที่จะเรียนรู้อะไรบางอย่าง
แต่ฉันกลับสับสนมากขึ้น
มันไม่ง่ายเลยที่จะเป็นคนดี

คนรุ่นเดียวกับเรา
ความห่างเหิน
เรามีวิญญาณไหม?

เทคโนโลยี ภาวะฉุกเฉิน
ความจริง เสมือน
เรากำลังจะไม่เหลือความคิดใหม่ ๆ แล้ว?

ใครคือราชินี?

ผมกดย้อนกลับเพื่อฟังเพลงนี้ซ้ำหลายรอบ เมื่อเกือบสามปีก่อน

technorati tags: , , , , , , ,

2006-05-29

Media Lens

จับตาสื่อ

Media Lens is an online, UK-based media watch project providing detailed and documented criticism of bias and omissions in the British media. Media Lens provide free detailed analysis of news reporting in the UK media, concentrating on the 'quality' liberal print and broadcast media.

Media Lens's aim is to expose bias, inconsistencies, inaccuracies, omissions and untruths. They challenge journalists and editors by email and invite their response. They then collate and analyse the material and distribute a Media Alert (free mailing list) to members of the public who have signed up for the service.

โครงการ "แว่นสื่อ" (มีเดียเลนส์ Media Lens) เป็นโครงการจับตาสื่อ ที่นำเสนอบทวิจารณ์และวิเคราะห์อย่างละเอียด เกี่ยวกับคุณภาพ, ความละเลย และความไม่เป็นกลาง ของสื่อในสหราชอาณาจักร ตัวโครงการจะท้าทายและขอคำอธิบายจากบรรณาธิการของผู้สื่อข่าวและสื่อเกี่ยวกับข่าวที่นำเสนอ จากนั้นจะรวบรวมข้อเท็จจริงดังกล่าว วิเคราะห์ และกระจายจดหมายข่าวไปยังสมาชิกที่บอกรับ

PressJargon.org น่าจะสนใจ :)

tags:

2006-02-09

Great British Design

vote your favorite Great British Design

แผนที่ London A-Z เป็นแผนที่ที่จะทำให้คุณนึกสงสัยเสมอ ว่าที่แล้วมา คุณเดินทางไปไหนมาไหนในลอนดอนได้โดยไม่มันได้ยังไง ?,
Raleigh Chopper นี่เป็นจักรยานที่เวลาขี่แล้วมือเราจะคล้าย ๆ ชะนี แต่มันฮิตมาก แถวเบอร์ลินนี่ก็ฮิต,
K2 phone kiosk นี่เป็น "ไอคอน" ของอังกฤษไปแล้ว เอามันไปตั้งในซาฮารา ก็อาจจะมีคนถามว่า "อ้าว ซาฮาราอยู่ในอังกฤษเหรอ ?" (แทนที่จะเป็น "ใครขนตู้ไปตั้งในซาฮาราเนี่ย ?"),
หนังสือปกอ่อนราคาถูก Penguin Paperback คือผู้สร้างวัฒนธรรมการอ่านบนเกาะบริเตน ไม่มีสำนักพิมพ์อื่นใด จะมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของโลกตะวันตกไปมากกว่าสำนักพิมพ์นี้อีกแล้ว,
หน้าปกอัลบั้ม Sgt Peppper ของสี่เต่าทองเป็นหนึ่งในการออกแบบที่ถูก "ผลิตซ้ำ" มากที่สุด,
รถเมล์สองชั้นรุ่น Routemaster เป็นอีกสัญลักษณ์ของลอนดอน ที่สำคัญต่อจิตใจของคนลอนดอนอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ตอนนี้มันจะถูกปลดระวางอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของชาวลอนดอน รถจำนวนหนึ่งก็ยังคงวิ่งอยู่ บนเส้นทางสายประวัติศาสตร์/ท่องเที่ยว ผู้คนส่วนใหญ่รักรถรุ่นนี้ ด้วยความรู้สึกที่ว่า มันเป็นรถเมล์ที่ "มีความเป็นมนุษย์" มากกว่ารถรุ่นอื่น ๆ,
โฆษณาเครื่องดูดฝุ่น Dyson ความยาว 30 วินาที สามารถทำให้ชายหนุ่มผู้ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดจะทำความสะอาดห้อง ก็ยังอยากเป็นเจ้าของมันซักเครื่อง (ผมก็อยาก),
แผนที่รถไฟ London Underground ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแผนผังที่ออกแบบได้ดีที่สุด แผนที่นี้ช่วยให้การเดินทางไปในระบบเครือข่ายรถไฟใต้ดินที่ยุ่งเหยิงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นเรื่องที่ "เป็นไปได้"

มากกว่านี้ ที่ งานออกแบบที่ยิ่งใหญ่ของบริเตน

2005-07-07

Fish and Chips ... and another one

เพื่อนอังกฤษส่งมาให้ ท่าทางมันคงสะใจมาก ...

London 2012

ไม่กี่วันก่อน ปธน.ฝรั่งเศสปากดี ไปบ่นว่าอาหารอังกฤษไม่ได้เรื่อง ... เจอหยั่งงี้เข้า เป็นไงล่ะ :P

thanks John! ;)

2004-11-29

Top 100 UK Box Office Films

Warning: This Channel 4 Ultimate Film is not a guide to good films nor a list of films you must watch before you die. But a list of the most successful films in UK, in terms of the numbers of tickets sold.

rank. Title (release year) estimated admissions, in millions

  1. Gone With the Wind (1940) ~35m, also won 10 Oscars.
  2. The Sound of Music (1965) ~30m, one of the popular musical of all time.
  3. Snow White And The Seven Dwarfs (1938) ~28m, a classic animation, the last one in a supervision of the legendary Walt Disney.

Never have a chance to watch number one nor two. But I think I used to watch Snow White at least once, not sure if it's the original version or not.

Other big films of my age in the list, below.

  1. Star Wars Episode IV: A New Hope (1978) ~20.76m
  2. The Jungle Book (1968) ~19.8m (in Thai: "เมาคลี ลูกหมาป่า")
  3. Titanic (1998) ~18.91m. Used to have it on HBO for several times, but never watch it from the beginning til its end.
  4. Harry Potter And The Philosopher's Stone (2001) ~17.56m. Don't BOO me, .. never watch or read Harry Potter. I'm sorry :(
  5. Grease (1978) ~17.2m. I never see this film, but can rekon many songs from it. My sister have its soundtracks album.
  6. Jaws (1976) ~16.2m
  7. Jurassic Park (1993) ~16.17m. Every kids love dinosaurs, I'm not an exception.
  8. Lord Of The Rings: The Fellowship Of The Ring (2001) ~15.98m
  9. Thunderball (1966) ~15.6m
  10. Lord Of The Rings: The Return Of The King (2003) ~15.22m
  11. Lord Of The Rings: The Two Towers (2002) ~14.4m
  12. The Full Monty (1997) ~14.19m
  13. Harry Potter And The Chamber Of Secrets (2002) ~14.18m
  14. Goldfinger (1964) ~13.9m
  15. Star Wars Episode I: The Phantom Menace (1999) ~13.59m
  16. Ben Hur (1959) ~13.2m. Watched it once at my highschool days, very epic.

FYI, Thunderball and Goldfinger are James Bond film

2004-11-15

UK Music Hall of Fame

Announced yesterday, November 13, 2004, at the Hackney Empire, London.

5 Honourary Founding Members

  • The Beatles
  • Madonna
  • Bob Marley
  • Elvis Presley
  • U2

Vote Winners

  • 1950s - Cliff Richard
  • 1960s - Rolling Stones
  • 1970s - Queen
  • 1980s - Michael Jackson
  • 1990s - Robbie Williams

Noted that this award is not about "Who is the best", but it's about who has the most influence to the way of life and thinking of the UK people.

previous related blog: UK Music Hall of Fame - The 90's

2004-10-21

UK Music Hall of Fame - The 90's

จัดโดยทีวีช่อง Channel 4 ของที่ยูเคนี่ ทำเป็นรายการโทรทัศน์ สัปดาห์ละทศวรรษ ไล่ย้อนไปตั้งแต่ 90's จนถึง 50's

ได้ดูเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นของ 90's (ซึ่งเป็นยุคเดียวที่ศิลปินที่ถูกเสนอชื่อเข้ามา เราเคยฟังทั้งหมด, ของ 80's นี่ เคยฟังประมาณครึ่งเดียว, 70's ยังไม่รู้ รอดูอาทิตย์หน้า) ก็ดูไปพิมพ์ไป กะเก็บไว้อ่านเองด้วย (เพิ่งมารู้ตอนจบรายการว่า เค้ามีบนเว็บให้อ่าน -_-") ไหนๆ แล้ว ก็เอามาลงบล็อกละกัน

แต่ละทศวรรษ เค้าก็จะเสนอชื่อศิลปินเข้ามา 10 ราย, โดยมีหลักกว้างๆ ว่า ต้องมีผลงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี และไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินจากยูเค ขอให้ฮิตในยูเคก็พอ .. โดยคนที่คัดเลือกนี่ก็จะเป็นศิลปินด้วยกันเอง ดีเจ นักจัดรายการ นักข่าว และคนในอุตสาหกรรมเพลง ร่วมกันคัดเลือกศิลปิน 10 ราย ที่เป็นตัวแทนของดนตรีของแต่ละทศวรรษ เค้าใช้คำว่า influential คือมีอิทธิพลทางความคิด/อารมณ์ของคนในยุคนั้นๆ

หลังจากนั้น ก็จะให้ผู้ชมโหวต จาก 10 รายนั้น เพื่อหาตัวแทนของแต่ละทศวรรษ โดยตัวแทนของแต่ละทศวรรษ รวมทั้งหมด 5 รายนี้ ก็จะไปร่วมกับ 'สมาชิกก่อตั้งกิติมศักดิ์' (Founding Legendary Members) ที่ถูกเลือกเข้ามาโดยอัตโนมัติตั้งแต่แรก 5 ราย คือ Madonna, Elvis Presley, U2, Bob Marley และ The Beatles

ดูจากชื่อของสมาชิกก่อตั้งแล้ว ก็เห็นสมควรดี เพราะถ้าจะจับเอาศิลปินเหล่านี้ ไปร่วมโหวตกับแต่ละยุค ก็ดูจะเป็นโชคร้ายของศิลปินรายอื่นๆ ในยุคนั้นไปเลย คงจะหาใครมากินลำบากล่ะ เพราะแต่ละรายก็ยิ่งใหญ่/มีอิทธิพลต่อความคิดของคน (Britons) ในยุคนั้นๆ เอามากๆ

เกริ่นกันมามากเกินพอแล้ว ขอเชิญพบกับ 10 ศิลปินที่ถูกเสนอชื่อ เพื่อเป็นตัวแทนของยุค 90 ได้เลยครับ

Oasis -- โอเอซิส วงดนตรีบริทพ็อพที่นำโดยสองพี่น้องกัลลาเกอร์ ได้รับการยกย่องว่า เป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเกาะบริเตนในยุคนี้ อัลบั้มแรกของพวกเขา Definitely maybe ถือเป็น "greatest debut album of all time" (อัลบั้มเปิดตัวยอดเยี่ยมตลอดกาล) ส่วนอัลบั้ม What's the story morning glory นั้น ก็ถือเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุด และยังขายดีจนทุกวันนี้ แม้อัลบั้มชุดหลังๆ ของโอเอซิสจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในด้านยอดขาย แต่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า พวกเขาคือวงดนตรีที่เป็นสัญลักษณ์ของบริทพ็อพไปเสียแล้ว

Nirvana -- เนอร์วาน่า กรันจ์ร็อคจากซีแอตเทิล ซึ่งไม่เพียงข้ามน้ำข้ามทะเลจากสหรัฐมาดังถึงยูเคเท่านั้น แต่ยังดังไปทั่วโลก จนดนตรีสไตล์นี้ ถูกเรียกโดยทั่วไปว่า ซีแอตเทิลซาวนด์ ตามชื่อรัฐบ้านเกิดของเนอร์วาน่า. ดนตรีของเนอร์วาน่าเหมือนเป็นการระเบิดระบายปลดปล่อยสิ่งต่างๆ ที่กดทับความรู้สึกสิ้นหวังของวัยรุ่นในยุคนั้นออกมาอย่างกระแทกกระทั้น เสียงแผดร้องในดนตรีนั้นฟังเหมือนผู้ชนะ แต่น้ำเสียงลึกๆ เหมือนคนที่ขาดและยังหาอะไรบางอย่างในชีวิต Smell likes teen spirit คือเพลงที่เปลี่ยนวงการดนตรีไปในชั่วข้ามคืน (the single that change the music world), ส่วนอัลบั้ม Nevermind นั้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัลบั้มที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นเรา (the album of our generation).

Robbie Williams -- ร็อบบี้ วิลเลี่ยมส์ ทิ้ง Take That วงบอยแบนด์ที่ดังที่สุดในขณะนั้นไว้เบื้องหลังอย่างไม่แยแส และไม่เคยหันกลับไปมองมันอีกเลย. เขาคือหนึ่งในศิลปินที่มีซิงเกิ้ลฮิตมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Angels, No regrets, Rock DJ, Millenium และ Strong การแสดงสดของเขาทุกครั้งนั้นยิ่งใหญ่ และเต็มไปด้วยพลัง เขาคือผู้สรรค์สร้างความสุขที่ครบเครื่อง (The best all round entertainer) ไม่ว่าจะหยิบจับเพลงไหนขึ้นมาร้อง ก็สามารถทำได้ดีเสมอ อัลบั้ม Swing when you're winning นั้นพิสูจน์ได้ถึงคำพูดนี้ เหมือนกับศิลปินที่ยิ่งใหญ่คนอื่นๆ ร็อบบี้ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ Escapology เหมือนกับที่ใบ้ไว้ในชื่ออัลบั้ม นี่คืออัลบั้มที่ทิ้งภาพ ร็อบบี้ วิลเลี่ยมส์ จากอัมบั้มก่อนๆ ไว้เบื้องหลัง. ไม่บ่อยนัก ที่จะมีศิลปินเดี่ยวคนไหน ที่สามารถครองใจคนทั่วไปได้ทั้งชายและหญิง "เต็มไปด้วยสเน่ห์" (Charismatic) คือคำสดุดีต่อศิลปินคนนี้

Blur -- (ในตอนแรกมี 3 วงที่ใกล้เคียงกัน คือ Blur, Manic Street Preachers และ Pixies แต่สุดท้าย คณะกรรมการตัดสินใจเสนอชื่อ Blur) เบลอ วงบริทพ็อพรุ่นใหม่ที่ยิ่งใหญ่ เป็นเหมือนสูตรแห่งความสำเร็จของวงดนตรี สมาชิกแต่ละตำแหน่งล้วนมีความสามารถและพรสวรรค์ เบลอสร้างเสียงและสไตล์ใหม่ๆ ให้กับดนตรี และเป็นผู้สร้างสำเนียงและภาพของบริทพ็อพที่เรารู้จักในทุกวันนี้ ไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาในวงนี้ แต่ละอัลบั้มล้วนมีสำเนียงที่แตกต่างกันไป Girls and Boys คือเพลงที่ดังเป็นพลุแตก และถูกเปิดบ่อยที่สุดในคลับยุคนั้น ส่วนซิงเกิ้ล Song 2 นั้นคือเบลอในสำเนียงใหม่ ใหม่ เหมือนที่เคยเป็นตลอดมา และตลอดไป

Dr. Dre -- ดร. เดร เพลงฮิปฮอปในแบบที่เราฟังกันอยู่ในยุคนี้ ล้วนมีอิทธิพลมาจากงานของ ดร. เดร ทั้งสิ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ดร. เดร นั้นนอกจากจะออกผลงานของตัวเองแล้ว ยังทำงานเพลงให้กับศิลปินฮิปฮอปต่างๆ เป็นจำนวนมาก Eminem คือหนึ่งในศิลปินที่เป็นผลงานของ ดร. เดร. ดร. เดร ได้ทำให้ดนตรีฮิปฮอปเป็นที่นิยมในวงกว้าง และกลายเป็นดนตรีของคนรุ่นใหม่ ความนิยมในกระแสฮิปฮอปนั้นขยายวงไปจนกระทั่งดนตรีแนวอื่นๆ ก็ซึมซับฮิปฮอปเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัว กล่าวได้ว่า ดร. เดร คือผู้เปลี่ยนสไตล์ดนตรีของยุค 90

Spice Girls -- สไปซ์เกิร์ล เกิร์ลกรุ๊ปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล Wanna be ซิงเกิ้ลสุดฮิตของพวกเธอ ขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตของ 31 ประเทศทั่วโลก ตามมาด้วยอีก 6 ซิงเกิ้ล ซึ่งขึ้นอันดับ 1 ทุกตัว อัลบั้มของพวกเธอนั้นเป็นอัลบั้มที่ขายได้เร็วที่สุดทั่วโลก และเป็นสถิติที่เหนือ The Beatles พวกเธอคือสัญลักษณ์ คือการประกาศ "พลังหญิง" (Girl Power) และคำประกาศนี้ก็ดังก้องไปทั่วโลก ในยุค 90 โลกแห่งเพลงป็อป คือ Spice World ไม่มีคำอะไรจะอธิบายความโด่งดังของพวกเธอไปได้มากกว่าคำว่า "ปรากฏการณ์" (Phenomenal)

Prodigy -- โพรดิจี้ คือผู้นิยามแนวดนตรีเรฟ (rave) จากส่วนผสมของดนตรีเต้นรำอิเลกทรอนิกส์และพังค์ร็อค จริงๆ แล้ว ถ้าจะพูดให้ถูก พวกเขาคือตัวแทนของวัฒนธรรมเรฟเลยทีเดียว ซิงเกิ้ล Firestarter คือการประกาศตัวตนของโพรดิจี้ ในขณะที่ The fat of the land คืออัลบั้มที่ขายได้เร็วที่สุดตลอดกาลของยูเค และยังคงขายดีจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ โพรดิจี้คือตัวอย่างของวงที่ไม่ต้องเดินตามกระแสหลัก หากสร้างแนวและกระแสของตัวเองขึ้นมาแทน พวกเขามีซิงเกิ้ลติดชาร์ต 20 อันดับแรกถึง 14 ซิงเกิ้ล ในจำนวนนี้เป็นซิงเกิ้ลอันดับหนึ่ง 2 ซิงเกิ้ล และมีอัลบั้มติดอันดับหนึ่ง 3 อัลบั้ม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือวงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในทศวรรษนี้

Radiohead -- เรดิโอเฮด ยืนหยัดอยู่เหนือแฟชั่นและกระแสทั้งปวง พวกเขาคือวงอัลเทอเนทีฟร็อคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนเกาะนี้ในยุค 90 Creep ซิงเกิ้ลที่ดังที่สุดของพวกเขา คือบทประพัทธ์ที่สวยงาม ส่วนอัลบั้ม OK Computer นั้น ก็คือการปฏิวัติแนวเพลงของตัวพวกเขาเอง แนวเพลงของเรดิโอเฮดนั้นวิ่งไกลไปกว่ายุคของพวกเขาเสมอ และสร้างทางให้คนอื่นๆ เดินตาม พวกเขามีอัลบั้มติดอันดับหนึ่งในยูเค 4 ชุด ควา่มสำเร็จของเรดิโอเฮดนั้นแผ่ขยายออกไปไกลกว่าเกาะบริเตน เรดิโอเฮดคือวงร็อคไม่กี่วงจากเกาะนี้ ที่สามารถข้ามไปโด่งดังในสหรัฐได้ ซึ่งเป็นความสำเร็จที่แม้แต่ โอเอซิส และ ร็อบบี้ วิลเลี่ยมส์ ยังไม่เคยได้สัมผัส. ถ้าจะให้อธิบายเรดิโอเฮดในหนึ่งคำ คำๆ นี้คงเป็นคำที่ดีที่สุด "ต้นตำรับ" (Genuine)

Red Hot Chili Peppers -- วงที่มีผลงานมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ไม่มีวงร็อคในยุคนี้วงไหนจะใหญ่ไปกว่า เรดฮอตชิลี่เป็บเปอร์ส คอนเสิร์ตของชิลี่เป็ปเปอร์สคือการแสดงสดที่ขายบัตรได้เยอะที่สุดในโลก Under the bridge คืองานชิ้นเยี่ยมที่เข้าขั้นคลาสสิกไปแล้ว เดอะเป็ปเปอร์สมีอัลบั้มติดอันดับหนึ่งในยูเคสองอัลบั้ม ด้วยสไตล์ดนตรีที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของฟังก์และพังค์ร็อค สำเนียงกีตาร์และเบสเฉพาะตัว บวกกับสไตล์การร้องปนแร็พ ชิลี่เป็ปเปอร์สสร้างสำเนียงดนตรีร็อคของตัวเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีอิทธิพลต่อวงร็อคชื่อดังรุ่นหลังๆ อย่าง Korn, Rage Against the Machine และ Limp Bizkit

Missy Elliot -- มิสซี่ เอเลียต พูดได้ว่าศิลปินฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีหญิงที่โด่งดังในยุคนี้ทั้งหมดนั้น เธอมีส่วนร่วมแทบทุกคน มิสซี เอเลียต สร้างสรรค์เสียงเพลงฮิปฮอปและอาร์แอนด์บีให้แต่งต่างไปจากเดิม นอกเหนือจากการโปรดิวซ์ แร็พและแต่งเพลง เธอยังเชี่ยวชาญในการผสมผสานเสียงใหม่ๆ จากดนตรีแนวอื่นๆ เข้ามาทำให้ฮิปฮอปมีสเน่ห์ ไม่เฉพาะงานเบื้องหลังเท่านั้นที่เธอทำได้ดี ในจำนวน 30 ซิงเกิ้ลยอดฮิตของยูเค มีผลงานเดี่ยวของเธอถึง 7 ชิ้น ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงงานที่ร่วมกับศิลปินอื่นๆ อีก

และนั่นก็คือ 10 ศิลปินที่ถูกเสนอชื่อเข้ามาทั้งหมด (ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเขียนยาวแบบนี้นะ -_-")

แล้วคุณคิดว่าใครใน 10 รายนี้จะได้รับการโหวตมากที่สุดจากชาวบริตันทั้งหลาย? หรือคิดว่ามีใครสมควร/ไม่สมควรได้รับการเสนอชื่อ? และสุดท้ายแล้ว ถ้าให้เลือกศิลปินในดวงใจมาหนึ่งรายจากยุค 90 นี้ คุณจะเลือกใคร?

เพิ่ม: ประกาศแล้ว

2004-07-16

Who is the Queen?

I'm trying to be myself.
Understand everyone.
It's a mission and a half.

Looking at everyone.
Trying to learn something.
But I am getting more confused.
It's hard being cool.

Our generation.
Alienation.
Have we a soul?

Techo emergency.
Virtual reality.
We're running out of new ideas?

Who is the Queen?


a national anthem that I can related myself to ... from Human Traffic [imdb]
(a parody of “God save the Queen”, British national anthem, sing it that way)