ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)

2010-08-30

sorry sorry sorry (เสียใจแต่ไม่ขอโทษ เสียใจแต่ไม่ขอโทษ เสียใจแต่ไม่ขอโทษ)

ธันวาคม 1970 วิลลี บรันดท์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์การจราจลโดยชุมชนแออัดเพื่อต่อต้านนาซี ในวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ขอโทษประชาชนชาวโปแลนด์ที่ถูกนาซีฆ่าตาย 6 ล้านคน ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

วิลลี บรันดท์ คุกเข่าขอโทษ

กุมภาพันธ์ 2008 รัฐบาลออสเตรเลีย โดย Kevin Rudd นายกรัฐมนตรี กล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ สำหรับสิ่งที่รัฐบาลก่อน ๆ ได้กระทำผิดต่อชาวพื้นเมืองอะบอริจินในอดีต จากทั้งกฎหมายและนโยบาย ที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าว เศร้าโศกเสียใจ ทุกข์ทรมาน และความสูญเสีย

The Australian government has made a formal apology for the past wrongs caused by successive governments on the indigenous Aboriginal population.

Prime Minister Kevin Rudd apologised in parliament to all Aborigines for laws and policies that inflicted profound grief, suffering and loss.

มิถุนายน 2010 เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ อาทิตย์นองเลือด (Bloody Sunday) ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งกองกำลังของสหราชอาณาจักรได้สังหารผู้ชุมนุมประท้วงชาวคาทอลิกไป 13 คน เหตุการณ์นองเลือดดังกล่าวนำไปสู่ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น การขยายตัวของกองกำลังไออาร์เอ (Irish Republican Army) และเหตุการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ ในไอร์แลนด์เหนือต่อเนื่องมาอีกเกือบ 20 ปี

There is nothing equivocal. There are no ambiguities. What happened on Bloody Sunday was both unjustified and unjustifiable. It was wrong.

ซอรี่ ซอรี่ ซอรี่ ...

แต่พูดซอรี่นี่ เดี๋ยวก็โดน เสียใจ แต่ไม่ขอโทษ ได้ :p

technorati tags: , ,

2010-08-12

พิธีกรรมสาธารณะ/วันที่ระลึกของไทย - Thai public rituals

ในโอกาสพิธีกรรมสาธารณะ (ที่ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ยิ่งยวด)

รวบรวมและจัดประเภท (วันที่ถูกกำหนดให้เป็น)วันสำคัญ/วันที่ระลึก/วันหยุด จากแหล่งต่าง ๆ (ข้อมูลประกอบบทความที่เขียนไม่เสร็จ พิธีกรรมสาธารณะและสิ่งมันระลึกถึง - การบ้านเมื่อสองเทอมที่แล้ว)

พิธีกรรมสาธารณะ/วันที่ระลึกของไทย (Thai public ritual table)

รวบรวมจากเอกสารหลายฉบับ (ดูอ้างอิงที่ท้ายตาราง) แล้วทดลองจัดกลุ่มตามสิ่งที่ระลึกถึง ได้จำนวน 20 กลุ่ม - บางวันอาจอยู่ในกลุ่มมากกว่าหนึ่งกลุ่ม เช่น วันยุทธหัตถี (วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ) ที่อยู่ในกลุ่มการทหาร และกลุ่มสถาบันกษัตริย์/กษัตริย์, หรือ วันตำรวจ ที่อยู่ในกลุ่มราชการ/การปกครอง และกลุ่มอาชีพ/กลุ่มคน/องค์กร. กลุ่มจากการทดลองจัดนี้ สอดคล้องกับกลุ่มวันสำคัญของไทยที่จัดโดย ธวัชชัย พืชผล (2545).

กลุ่ม : จำนวนวัน

  • อาชีพ/กลุ่มคน/องค์กร : 23
  • สถาบันกษัตริย์/กษัตริย์ : 23
  • การทหาร : 20
  • การศึกษา/วิทยาการ : 13
  • ประเพณี : 10
  • ราชการ/ปกครอง : 8
  • ศาสนา : 7
  • สาธารณสุข : 7
  • สิ่งแวดล้อม/สัตว์ป่า : 7
  • ครอบครัว/เยาวชน : 7
  • พระบรมวงศาฯ/เจ้านาย : 6
  • ศิลปะ/วัฒนธรรม : 6
  • สงเคราะห์ : 5
  • ประชาธิปไตย : 4
  • สามัญชน : 3
  • เศรษฐกิจ : 3
  • สิทธิเสรีภาพ : 2
  • กีฬา : 2
  • ชาติ : 1

หากนับเฉพาะที่ถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ [ที่คนในสังคมจำนวนมากมีพิธีกรรมสาธารณะร่วมกัน] 14 วัน:
กลุ่มสถาบันกษัตริย์/กษัตริย์มีจำนวนมากที่สุด คือ 5 วัน (วันจักรี, วันฉัตรมงคล, วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, วันปิยมหาราช, วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว);
ตามด้วยกลุ่มศาสนา 4 วัน (วันมาฆบูชา, วันวิสาขบูชา, วันอาสาฬหบูชา, วันเข้าพรรษา);
ประเพณี 3 วัน (วันขึ้นปีใหม่+สิ้นปี, วันสงกรานต์, วันลอยกระทง);
และอาชีพ 1 วัน (วันพืชมงคล) [วันแรงงาน ราชการไม่หยุด-ธนาคารหยุด].

ในวันหยุดราชการ 14 วัน วันหยุดที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มคนมากที่สุด คือวันพืชมงคล ที่ในแง่หนึ่งมีความสำคัญต่อเกษตรกรและมีลักษณะเฉพาะกลุ่ม แต่ในขณะเดียวกัน พิธีในวันพืชมงคลก็มีลักษณ เชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์อย่างมาก กระทั่งการกำหนดวันในแต่ละปี ก็เป็นประกาศจากสำนักพระราชวังในการกำหนดอุดมฤกษ์.

เมื่อเปรียบเทียบวันหยุดราชการกับวันหยุดธนาคารซึ่งประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากการที่ราชการหยุดในวันเข้าพรรษาแต่ธนาคารไม่หยุด และธนาคารมีวันหยุดภาคครึ่งปีในวันที่ 1 กรกฎาคมแล้ว, ใน 14 วันนี้ วันพืชมงคล ก็เป็นจุดแตกต่างสำคัญระหว่างวันหยุดทั้งสองระบบ โดยมีคู่ตรงข้ามเป็น วันแรงงานแห่งชาติ ที่ราชการไม่หยุดแต่ธนาคารหยุด.

ความเป็นคู่ตรงข้ามของวันพืชมงคลและวันแรงงานแห่งชาตินี้ ดูจะเหมาะเจาะลงตัวมาก เนื่องจากทั้งคู่ต่างก็เป็นวันหยุดเฉพาะกลุ่ม และต่างก็แทนวิถีการผลิตคนละแบบ คือวันพืชมงคลสำหรับวิถีการผลิตแบบเกษตรกรรม และวันแรงงานสำหรับวิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรม.

การที่ราชการเลือกหยุดในวันพืชมงคล และไม่หยุดในวันแรงงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ.

คำอธิบายโดยมองวิถีการผลิตเพียงอย่างเดียว ว่า ข้าราชการไม่ถือว่าตัวเองอยู่ในระบบแรงงาน และถือว่าตัวเองอยู่ในระบบ เกษตรกรรม ดูจะไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน. แต่เราอาจลองมองจากความเชื่อมโยงของวันพืชมงคลกับสถาบันกษัตริย์ได้ -- ซึ่งผู้เขียนยังไม่ได้ศึกษาต่อ.

อนึ่ง ข้อสังเกตต่อวันหยุดราชการ และวันสำคัญต่าง ๆ ของไทย คือ เพิ่งจะถูกกำหนดมาเมื่อไม่นานนี้.

เช่น วันชาติ 5 ธันวา หรือ วันแม่ 12 สิงหา ก็เพิ่งถูกกำหนดขึ้นไม่นานนี้. โดยวันชาติที่ตรงกับวันพระราชสมภพของในหลวงภูมิพล กำหนดในปี พ.ศ. 2503 โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์. ส่วนวันแม่ที่ตรงกับวันพระราชสมภพของราชินี กำหนดในปี พ.ศ. 2519 โดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คณะราษฎรหมดอำนาจทางการเมือง. โดยก่อนหน้านี้ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม กำหนดให้วันชาติไทยคือวันที่ 24 มิถุนายน (ตามวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และวันแม่แห่งชาติคือวันที่ 15 เมษายน.

ดูส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางสัญลักษณ์และอุดมกาณ์ ผ่านการกำหนดวันหยุดและพิธีกรรมสาธารณะได้ที่ ลำดับเหตุการณ์คณะราษฎร (วิกิพีเดีย)

technorati tags: , , ,

2010-08-09

ปิดสนามบิน ปิดสนามหลวง เปิดสาธารณะ Berlin-Tempelhof re-opens as the city's largest public park

อยากไปเดินบ้าง~~~!

รัฐบาลท้องถิ่นเบอร์ลิน เปิดสวนสาธารณะแห่งใหม่เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา มันเคยเป็นสนามบิน ชื่อ Berlin Tempelhof

Tempelhof เป็นสนามบินที่ผมไม่เคยใช้ ไม่เคยไป ได้แต่ผ่านเฉียดไปเฉียดมา

เบอร์ลินสมัยที่ผมอยู่ มี 3 สนามบิน คือ Tempelhof (THF), Tegel (TXL), และ Schönefeld (SXF) — อันหลังนี่ จริง ๆ มันอยู่นอกเบอร์ลินไปหน่อย อยู่ในรัฐ Brandenburg

ตอนไปเบอร์ลินครั้งแรก ผมนั่ง EasyJet ไปลง Schönefeld (คิดว่าน่าจะมาจากสนามบิน Luton - ไม่ค่อยชัวร์) ส่วนตอนกลับเมืองไทย ผมกลับ Austrian Airlines จาก Tegel

Tegel เป็นสนามบินอันนึงที่ผมชอบ คือมันเล็กดี แล้วมันเป็นวงกลม (หกเหลี่ยม) = เดินง่ายและไม่เหนื่อย วิกิพีเดียบอกว่า ระยะทางจากเครื่องบินไปจนถึงประตูทางออกจากอาคารผู้โดยสาร แค่ 30 เมตร! โคตรแฮปปี้เลยครับ นึกถึงดอนเมืองในประเทศ ที่เดินได้ชิล ๆ ไม่ต้องรีบ แล้วเทียบกะสุวรรณภูมิ ที่นอกจากจะโคตรยาว ไม่มีขนส่งมวลชนภายใน แล้วยังดันมีแต่ซุ้ม King Power ให้เกะกะเล่นตลอดทาง

ในหนังสายลับยุคสงครามเย็น เราจะเห็น Tegel อยู่บ่อย ๆ มันเป็นสนามบินหลักสนามบินหนึ่งในช่วงนั้น

Tegel สร้างในช่วงปฏิบัติการ Berliner Luftbrücke สะพานอากาศเบอร์ลิน หลังจากที่โซเวียตตัดการเดินทางทางบกเข้าสู่เขตปกครองของสัมพันธมิตรในเบอร์ลิน สัมพันธมิตรเลยตอบโต้ด้วยปฏิบัติการนี้ ขนเสบียงอาหารและของใช้ต่าง ๆ เข้าเบอร์ลินทางอากาศ โดยสหราชอาณาจักรใช้สนามบิน Gatow สหรัฐอเมริกาใช้ Tempelhof ส่วนฝรั่งเศสใช้ Tegel แต่ละสนามบินที่ว่ามา อยู่ในเขตปกครองของแต่ละประเทศสัมพันธมิตร เบอร์ลินสมัยนั้นแยกเป็นสี่เขตปกครอง

Berlin Airlift Memorial
อนุสรณ์สถาน Luftbrückendenkmal ที่ Tempelhof เพื่อระลึกถึงภารกิจ Luftbrücke ที่ฐานจำรึกข้อความ — Sie gaben ihr Leben für die Freiheit Berlins im Dienste der Luftbrücke 1948/49พวกเขาสละชีวิตของพวกเขาเพื่ออิสรภาพของเบอร์ลิน ระหว่างภารกิจสะพานอากาศ 1948/49

การปิดกั้นเบอร์ลินของโซเวียตและปฏิบัติการสะพานอากาศนี้ นำไปสู่การแบ่งเยอรมนีออกเป็นสองส่วน เขตปกครองของโซเวียต กลายเป็นเบอร์ลินตะวันออก ใช้สนามบิน Schönefeld ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ซึ่งอยู่ในเยอรมนีตะวันออก ส่วนเขตปกครองของสหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักร-ฝร่ังเศส กลายเป็นเบอร์ลินตะวันตก ใช้ Tempelhof และ Tegel ส่วน Gatow นั้นเป็นสนามบินทางการทหารเพียงอย่างเดียว

Tempelhof สร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ที่สร้างขึ้นช่วงนาซี ได้กลายเป็นแลนด์มาร์กอันหนึ่งของเบอร์ลินใหม่ ตามแผน เมืองหลวงโลก Welthauptstade Germania ที่ฮิตเลอร์และกลุ่มสถาปนิกของเขาได้วาดเอาไว้ (นอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกอังกฤษ บอกไว้ประมาณว่า มันเป็น พ่อสนามบินทุกสถาบัน) หลังอเมริกาและสัมพันธมิตรเข้ายึดเบอร์ลินได้ บริเวณ Tempelhof ก็ตกอยู่ใต้ปกครองของอเมริกา

Gatow ปิดตัวลงไปไม่นานหลังการรวมเยอรมัน Tempelhof ปิดตัวลงในปี 2008 ส่วน Tegel จะปิดในปี 2012 หลังจากนั้นเบอร์ลินจะเหลือสนามบินพาณิชย์แห่งเดียว คือ Schönefeld ซึ่งจะใช้ชื่อเป็น Berlin-Brandenburg International Airport

ชื่อสนามบินแห่งใหม่นี้เต็ม ๆ ในภาษาเยอรมันคือ Flughafen Berlin Brandenburg „Willy Brandt“ เพื่อเป็นเกียรติแก่ วิลลี บรันดท์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก ที่ดำเนิน นโยบายตะวันออก Ostpolitik ปรับปรุงความสัมพันธ์กับเยอรมนีตะวันออก โปแลนด์ และสหภาพโซเวียต นโยบายของเขาก่อให้เกิดการโต้แย้งอย่างมากในเยอรมนีตะวันตก เขาได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1971

วันที่ 7 ธันวาคม 1970 วิลลี บรันดท์ นายกรัฐมนตรีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์วีรชนชาวโปแลนด์ในการต่อสู้ต่อต้านนาซี ณ กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ขอโทษประชาชนชาวโปแลนด์ที่ถูกฆ่าตายด้วยฝีมือนาซีไปถึง 6 ล้านคน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ขณะที่ไปเยือนอนุสาวรีย์วีรชนโปแลนด์ในการต่อสู้ต่อต้านนาซี โดยไม่มีใครคาดคิด วิลลี บรันดท์ ได้คุกเข่าลงทั้งสองข้าง ภาพนี้เป็นข่าวไปทั่วโลก มีผู้ถามบรันดท์ในภายหลังว่า เขาได้วางแผนหรือทำไปด้วยความรู้สึกโดยอัตโนมัติ เขาตอบแต่เพียงว่า ขณะนั้น เวลานั้น ต้องมีผู้ทำอะไรสักอย่าง

ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการขอโทษครั้งนี้ ก็คือการขอโทษในฐานะตัวแทนของชาวเยอรมันทั้งหมด วิลลี บรันดท์ มิใช่ผู้นำเยอรมันในการทำสงคราม ชาวเยอรมันรุ่นเขาแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสงครามเลยก็ว่าได้ เขาเป็นเพียงลูกหลานของบรรพบุรุษผู้เคยกระทำผิด ในฐานะผู้นำของประเทศที่เคยกระทำผิดทางประวัติศาสตร์กับประชาชนของอีกประเทศหนึ่ง และในภาวะที่คำพูดไร้ซึ่งความหมาย - เขาได้คุกเข่าลง

...

วิลลี บรันดท์เดินทางไปโปแลนด์เพื่อร่วมลงนามในสนธิสัญญากรุงวอร์ซอ ผลของสนธิสัญญา เยอรมันสูญเสียดินแดน 1 ใน 4 ของอาณาจักรไรซ์เดิมให้กับโปแลนด์ ชาวเยอรมันที่ตกค้างในโปแลนด์จำต้องอพยพกลับสู่เยอรมัน ชาวเยอรมันบางส่วนไม่เห็นด้วยกับสนธิสัญญานี้ แต่บรันดท์ชี้แจงว่า เยอรมันจำต้องจ่ายสิ่งเหล่านี้คืนให้กับความสูญเสียจากสงคราม เพื่อที่จะตัดห่วงโซ่แห่งความอยุติธรรมที่เป็นผู้ก่อขึ้น

— คำขอโทษที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์, ใน วิลลี บรันดท์-หมอป่วย-ตากใบและ บก.ฟ้าเดียวกัน. บทความวิชาการ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ 497

นายกเทศมนตรีเบอร์ลินบอกกับพวกเราว่า เมืองเบอร์ลินจะไม่รื้อรันเวย์ออกจาก Tempelhof เพื่อให้ผู้คนที่มาใช้สวนสาธารณะ ได้เห็นอนุสรณ์แห่งประวัติศาสตร์นี้

ต้นพฤศจิกานี้ ผมจะไปเบอร์ลิน ไม่พลาดแน่ ไม่เคยใช้สนามบิน ก็ขอไปเดินบนรันเวย์ละกัน ...

ป.ล. กด ๆ วิกิพีเดียเล่น ไปเจอไอ้นี่ Staaken เขตเล็ก ๆ ด้านตะวันตกของเบอร์ลินตะวันตก ที่ยังไงไม่รู้ สลับไปเป็นเบอร์ลินตะวันออกเฉยเลย มี East/West Staaken ใน East/West Berlin ใน East/West Germany .. เพี้ยนดี

technorati tags: , , ,

2010-08-05

สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จ

ภาพจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แสดงหน้าบทความของ อุทิศ อติมานะ

สมเกียรติ ตั้งนโม กับโครงการทางการเมืองที่ยังไม่เสร็จ

อุทิศ อติมานะ

ชีวิตนั้นไร้สาระ ว่างเปล่า ผ่านมาแล้วก็ผ่านมา ที่เหลืออยู่เป็นเพียง “ความทรงจำ” เกี่ยวกับการกระทำที่ผ่านมาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ สมเกียรติ ตั้งนโม อีกชีวิตหนึ่งที่จากไป แต่ก็ยังอยู่ใน “ความทรงจำสาธารณะ” ที่สำคัญอีกบทหนึ่งของสังคมไทย เป็นความทรงจำสาธารณะถึงชีวิตหนึ่งที่มีอุดมการณ์เพื่อ “ผลประโยชน์สาธารณะ” มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท มีวินัยอย่างคงเส้นคงวาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เสมอภาค ความไม่รู้ ความไม่ยุติธรรม ความไม่ชอบธรรม ฯลฯ ในสังคมไทยและโลก ดูเหมือนว่าพันธกิจนี้จะยังคงเป็น “งานที่ไม่เสร็จ”

ความเป็นสมเกียรติ ตั้งนโม เริ่มต้นจากความไม่เสมอภาค ความไม่รู้ ในวงการศิลปะ จากปัญหาดังกล่าวผลักดันเขาให้สร้างสรรค์ผลงานแปล เรียบเรียง และบทความ เกี่ยวกับความรู้ขั้นสูงร่วมสมัยในศาสตร์ศิลปะและสาขาที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อย่างมากมาย ด้วยความเชื่อส่วนตัวที่ว่า ความคิดเชิงวิจารณ์เพื่อผลประโยชน์สาธารณะ และความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรม ชอบธรรม จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงปราศจากความรอบรู้ในศาสตร์ขั้นสูงสาขาต่าง ๆ ซึ่งความรู้เหล่านั้นส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ในโลกของผู้ใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถูกฝึกฝนมาให้เป็นนักแปลมืออาชีพก็ตาม หรือแม้ว่าเขาจะไม่เคยได้รับค่าจ้างแปลใด ๆ ตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่เขาสามารถผลิตผลงานแปลและเรียบเรียง หนังสือวิชาการขั้นสูงในสาขาต่าง ๆ มากมายกว่าร้อยเล่มอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มจากการแปลและเรียบเรียงตำราวงการศิลปะ ค่อย ๆก้าวมาสู่การเขียน การแปล และเรียบเรียงตำราในวงการมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

ต่อมาเขาริเริ่มโครงการเสวนา “ศิลปะ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์” ราว 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อคนไทยมีความรอบรู้ขั้นสูงในสาขาต่าง ๆ เชิงบูรณาการที่มากพอ จะนำมาสู่การสามารถวิเคราะห์ รู้เท่าทัน ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยที่มีความซับซ้อน ซ่อนรูป สามารถเข้าใจปัญหาสังคมระดับโครงสร้างเหตุปัจจัยต่าง ๆ ระดับแนวคิดเชิงทฤษฏี โดยผ่านเวทีเสวนาที่เขาริเริ่มขึ้น เพื่อสร้างชุมชนวิชาการที่มีความเป็นสหวิทยาการ ร่วมกันผลิต “แนวคิดเชิงวิพากษ์สังคม” ผ่านมุมมองของศาสตร์และความเห็นของบุคคลที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดชุมชนนักวิชาการที่ไม่มีแรงจูงใจเพื่อรับใช้อำนาจของคนบางกลุ่ม แต่รับใช้ “ผลประโยชน์สาธารณะอย่างไม่มีเงื่อนไข” เพื่อสร้างพลังการต่อรอง ต่อต้าน ประท้วง ทั้งทางตรงทางอ้อม ฯลฯ ต่อความไม่เสมอภาค ความไม่ยุติธรรม ความไม่ชอบธรรมต่าง ๆ ในสังคมไทยและโลก

จากความเป็นนักทฤษฏี สู่ความเป็น “นักปฏิบัติการทางการเมืองภาคประชาชน” สมเกียรติเข้าร่วมกับกัลยาณมิตรที่มีอุดมการณ์ร่วมคล้ายกัน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกเพื่อสรรค์สร้างปฏิบัติการทางการเมืองภาคประชาชน เน้นการแก้ปัญหาสังคมไทยระดับ “แนวคิดเชิงวิพากษ์” ที่ตรงไปตรงมา มีเหตุผล วิจารณ์เท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะในแต่ละจังหวะเวลา อย่างไม่มีเงื่อนไข อาทิ มีการออกแถลงการณ์ให้ข้อคิดเชิงหลักการต่อเหตุการณ์ทางการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง มีการทำสงครามเพื่อสัญลักษณ์ ฯลฯ รวมทั้งมีการต่อยอดพัฒนาชุมชนมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนสู่โลกอินเทอร์เน็ต มันทำให้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนกลายเป็นชุมชนวิชาการไทยที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง และทรงอิทธิพลในสังคมไทยต่อมา ซึ่งสมเกียรติมีบทบาทสำคัญอย่างมากในฐานะผู้รับผิดชอบเว็ปไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

แน่นอนที่สุด ชีวิตนั้นว่างเปล่า ไร้สาระ ชั่วคราว แต่อย่างน้อย สมเกียรติ ก็ได้ท้าทาย “กฎแห่งความไร้สาระของชีวิต” สู่การทำให้ชีวิตของเขาที่ผ่านมา “มีสาระบางประการท่ามกลางความว่างเปล่า” เป็นสาระแห่งชีวิตที่ถูกใช้อย่างทุ่มเท จริงจัง มีวินัย ฯลฯ เพื่อตอบสนองคุณค่าความจริง ความดี ความงาม อย่างปราศจากเงื่อนไข ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของอารยธรรมมนุษย์ เพื่อต่อสู้กับความไม่รู้ ความไม่เสมอภาค ไม่ยุติธรรม ไม่ชอบธรรม ความไร้ระเบียบ ฯลฯ ในสังคม “ความเป็นสมเกียรติ ตั้งนโม” น่าจะกลายเป็น “ความทรงจำสาธารณะ” อีกบทหนึ่งที่ควรค่าต่อการจดจำ และส่งต่อผ่านคนรุ่นหลัง เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สืบต่อบทบาทการเมืองภาคประชาชน แนวคิดเชิงวิพากษ์ และการสร้างชุมชนวิชาการของสังคม ที่ร่วมกันผลิตสื่อทางเลือก คอยเฝ้าระวัง “มุมมืด” ที่มีในตัวเราทุกคน เพื่อร่วมตั้งคำถามใหม่ ๆ เกี่ยวกับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” อย่างต่อเนื่อง จริงจัง ทุ่มเท เป็นสงครามที่ยังไม่ยุติ


(คัดลอกจากหน้าแรกของเว็บไซต์ม.เที่ยงคืน - 5 ส.ค. 2553)

อ่านต่อ: “ความรู้” ในแบบสมเกียรติ ตั้งนโม แห่ง ม.เที่ยงคืน โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล 22 ก.ค. 2553

ข่าวเกี่ยวกับ "สมเกียรติ ตั้งนโม" ในนสพ.ประชาไท

technorati tags: , ,

2010-08-03

Global Civil Society 2007/8: Communicative Power and Democracy [PDF]

The Global Civil Society Yearbook is an annual publication produced by the Global Civil Society Programme at the Centre for the Study of Global Governance at the London School of Economics (LSE). The 387-page volume for 2007-2008 explores advances in technology, stating that they have enhanced global mass media and permitted private worldwide communication while also facilitating civil society's own global presence. At the same time, the democratic nature of global communication appears very open to question.
Concluding words from the introductory chapter: It is the associational diversity of civil society that provides the basis for communicative democracy and a fertile contrast with the monolithic citizen-state relationship of representative democracy. On past experience the new institutions will only develop and become adequate for the tasks ahead if global civil society debates democracy and communication for itself and the world at large as explicitly as did theorists of democracy for the modern age that has past.

เว็บไซต์ The Communication Initiative Network แนะนำหนังสือ Global Civil Society 2007/8 เอาไว้ แต่ลิงก์ไป PDF เสีย - เมื่อวานเจอลิงก์ให้โหลด ที่เว็บไซต์ Center for Global Communications Studies, UPenn เลยเอามาแบ่งกัน

หรือจะอ่านแบบออนไลน์ (ไม่ใช่ PDF) ก็ได้ ที่ Global Civil Society Observatory

Global Civil Society 2007/8: Communicative Power and Democracy

Introduction: Democracy and the Possibility of a Global Public Sphere - Martin Albrow and Marlies Glasius

Concepts

Democracy

Communicative Power

Records

เว็บไซต์ Global Civil Society Year Books ที่ LSE Global Governance (ย้อนไปถึง 2001) และที่ สนพ. SAGE

technorati tags: , ,