ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)

2010-02-20

Me on #ICT2020 plan

วันนี้ไปงานระดมความเห็นเรื่องแผนไอซีทีในระยะ 10 ปีข้างหน้า (ICT2020) กลุ่ม civic empowerment (คืออะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ ผมก็มั่วไป) ที่เนคเทคเป็นเจ้าภาพ (ผมไป แทน หลายคนมาก ๆ ประมาณว่าแปะมือกัน)

ผมได้เสนอในวงและยังยืนยันว่า ในการทำนโยบายทางสังคมใด ๆ จำเป็นต้องคิดถึงกลุ่มชายขอบทางการเมืองด้วย ไม่ใช่เพียงกลุ่มชายขอบทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ

กลุ่มชายขอบทางการเมือง คือ กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ กลุ่มคนที่รัฐมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ต่อศีลธรรมอันดีงาม และกลุ่มคนที่ถูกแปะป้ายว่า หัวรุนแรง

คนเหล่านี้ก็เป็นพลเมืองหรือผู้ส่วนได้ส่วนเสียในสังคม และไม่ควรจะต้องถูกกันออกไป เพียงเพราะเขาคิดไม่เหมือนกับรัฐ

ตัวอย่างของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายหรือกิจกรรมของรัฐ ที่ได้ผลกระทบที่เกี่ยวกับสารสนเทศ ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล เช่น ชุมชนในมาบตาพุดและประจวบ ที่ขอดูเอกสารประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากรัฐ แต่ถูกปฏิเสธ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง ความมั่นคง

ถ้าทัศนคติแบบนี้ยังมีอยู่ และข้ออ้างแบบนี้ยังฟังขึ้น ก็ป่วยการที่จะพูดถึงเทคโนโลยีสารพัดที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร — เพราะถึงมีเทคโนโลยีไป รัฐก็ไม่เปิดอยู่ดี

แค่โยนบรอดแบนด์ตูมลงไป แล้วหวังจะให้เกิดสังคมข้อมูลข่าวสารและปริมณฑลสาธารณะ แบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันเป็นไปไม่ได้ – ต้องเปลี่ยนทัศนคติของรัฐและสังคมด้วย ในเชิงรูปธรรมก็คือกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องสอดคล้องให้มันเปิดให้เข้าถึงได้ด้วย เทคโนโลยีมันถึงจะได้ทำงาน


ในประเด็นสิทธิและบริการที่ขยายไปให้มากกว่าที่ให้กับพลเมือง ผมหมายถึงกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับชุมชนสังคมไทย ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพลเมืองไทยหรือไม่ก็ตาม แต่ในฐานะที่พวกเขาก็ได้ทำอะไรบางอย่าง (contribute) ให้กับสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นในรูปของแรงงาน ศิลปวัฒนธรรม เงินภาษี ฯลฯ คนเหล่า นี้แม้จะไม่ได้เป็นพลเมืองไทย ก็ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการไอซีทีบางอย่างตามสมควรด้วย

ทุกวันนี้ คนทุกคนในสิงคโปร์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ทั่วทั่งเกาะ ขอให้มีเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ลงทะเบียนรับรหัสผ่านครั้งแรกก็พอ — Wireless@SG

ผมกำลังพูดถึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพลเมืองไทย และอาจไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเป็นการถาวร แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ควรจะเข้าถึงข้อมูลและบริการพื้นฐานได้ — คิดในกรอบของสิบปีข้างหน้า ที่การเข้าไม่ถึงไอซีทีก็เท่ากับจำกัดสิทธิทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ได้เหมือนกัน

จินตนาการถึง การเคลื่อนย้ายแรงงาน (mobility) ที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งจากภายในประเทศเอง และจากอาเซียนซึ่งจะควบรวมกันมากขึ้น

บริการใด ๆ ที่ยังผูกกับจากใช้ที่อยู่ทะเบียนบ้านจดทะเบียน จะกันคนจำนวนมากออกไปโดยทันที เพราะจะมีคนจำนวนมากที่ไม่มีทะเบียนบ้าน (นอกจากแรงงานจากนอกประเทศ และนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมี คนไร้บ้าน ในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น — ญี่ปุ่นและแคนาดาก็มีแนวโน้มเดียวกัน) ถ้าจะพัฒนาไอซีทีในยุค high mobility ที่คนเคลื่อนไหวไปมามากขึ้น ๆ ก็จำเป็นต้องขจัดข้อจำกัดในทางทะเบียนหรือทางกฎหมายลักษณะนี้ออกไปด้วย

จริง ๆ นักเรียน นักศึกษา จากต่างบ้านต่างเมืองต่างประเทศ ที่อยู่หอพัก ก็ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่แล้วในปัจจุบัน คือสมัครบริการอินเทอร์เน็ตเองไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้าน ข้อบังคับของหอพัก ฯลฯ ทำให้ต้องใช้บริการอินเทอร์เน็ตของหอพัก ที่ก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง แพงบ้างไม่แพงบ้าง — คนที่อยู่หอพักหรือบ้านเช่าแบบนี้จะมีจำนวนมากขึ้นอีกมาก ในสิบปีข้างหน้า


สำหรับประเด็นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอื่น ๆ โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว ผมคิดว่าไอเดีย Universal Design ที่ มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย นำเสนอในวง นั้นน่าจะครอบคลุมเกือบทั้งหมด เมื่อเสริมกับประเด็นทางเศรษฐกิจการเมือง คือความเป็นเจ้าของและโครงสร้างการควบคุม ก็น่าจะครอบคลุมเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งหมดแล้ว (คิดว่า)

มีเสริมเรื่องภาษาหน่อยนึง คือนอกจากภาษาหลากหลาย ภาษาถิ่น แล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ ด้วย คือใช้ภาษาที่อ่านไม่ยาก เรียบง่าย ไม่ยาวเกินไป คนทั่วไปอ่านเข้าใจ ใช้เวลาไม่นาน — เรื่องนี้สำคัญ เพราะ ภาษา เป็น interface สำคัญในสังคมข้อมูลข่าวสาร ถ้าอะไรที่จำเป็นต้องอ่าน แต่ดันอ่านยากเกินไป มันก็แย่ — ดู Plain Language Movement


นโยบายก็อย่าง แต่จะดำเนินการให้ได้ตามนั้นอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ก็อีกเรื่องหนึ่งอ่ะนะ ... ลองดูตัวอย่าง

มีอีกหลายเรื่อง เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ศูนย์ไอทีชุมชน การอ่านออกเขียนได้ — รออ่านสรุปวงคุย 2 วัน เรื่อง civic empowerment นี้ ที่เว็บไซต์ ict2020.in.th


ขอบคุณคนชวน (กองทุนไทย, แผนงานไอซีที สสส., เครือข่ายพลเมืองเน็ต) และเนคเทคที่จัด งานนี้ได้ความรู้เยอะมาก

ขากลับแวะหนองมน ซื้อปลาหมึกบดและปลาหมึกทุบมาอย่างละถุง เย่

technorati tags: , , , ,

2010-02-18

Keeps private data private, keeps public data public? No. Not in Thailand.

พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ ต้องจัดหาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ให้ประชาชนตรวจดูหรือค้นคว้าได้

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (สขร.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องข้อมูลข่าวสารของราชการและการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

ที่เว็บ www.oic.go.th ของสขร. หน้า การตอบข้อหารือและวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับ สขร.:

คลิกเปิดชื่อเรื่อง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หารือการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ (ลงวันที่ 27/11/2552) ... ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2544

คลิกเปิดชื่อเรื่อง กรมการปกครองหารือการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 (ลงวันที่ 28/12/2552) ... ได้เอกสาร พระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2544

เอกสารต่าง ๆ ไม่สามารถเรียกดูได้ตามชื่อเรื่องเลย

แบบนี้เขาเรียกว่า ไม่เปิดเผย ครับ

ในขณะที่รัฐ มีความพยายามที่จะดักฟังสอดส่องล่วงรู้ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน (#ThaiNoSniff)
พร้อม ๆ กันนั้น รัฐเอง ก็มีความพยายามจะปกปิดหรือสร้างความยากลำบากในการเข้าถึง ข้อมูลของรัฐ

กลับตาลปัตรกับหลักความโปร่งใสของรัฐและการเคารพสิทธิของพลเมือง ที่ว่า ข้อมูลส่วนบุคคล (private data) ต้องเก็บเป็นความลับ (keep/private) และข้อมูลของรัฐ (public data) ต้องเปิดเผย (open/public)

ประเทศของเรา จะไปสู่ยุคสังคมข้อมูลข่าวสารแบบไหนกัน?

มาตรา ๗ หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
(๑) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน
(๒) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน
(๓) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสาร หรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ
(๔) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎ เพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง
(๕) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารใดที่ได้มีการจัดพิมพ์เพื่อให้แพร่หลายตามจำนวนพอสมควรแล้ว ถ้ามีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาโดยอ้างอิงถึงสิ่งพิมพ์นั้นก็ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติวรรคหนึ่งแล้ว

ให้หน่วยงานของรัฐรวบรวมและจัดให้มีข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งไว้เผยแพร่เพื่อขายหรือจำหน่ายจ่ายแจก ณ ที่ทำการของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นตามที่เห็นสมควร


มาตรา ๘ ข้อมูลข่าวสารที่ต้องลงพิมพ์ตามมาตรา ๗ (๔) ถ้ายังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จะนำมาใช้บังคับในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเป็นจริงมาก่อนแล้วเป็นเวลาพอสมควร


มาตรา ๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
(๑) ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชน รวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาวินิจฉัยดังกล่าว
(๒) นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา ๗ (๔)
(๓) แผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ
(๔) คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน
(๕) สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตรา ๗ วรรคสอง
(๖) สัญญาสัมปทาน สัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการสาธารณะ
(๗) มติคณะรัฐมนตรี หรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมาย หรือโดยมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ระบุรายชื่อรายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย
(๘) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วย ให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้น

บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้ ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ได้ ในการนี้ให้คำนึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง


หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในระบอบประชาธิปไตย การให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความเป็นจริง อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้น สมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยมีข้อยกเว้นอันไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจำกัดเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหรือต่อประโยชน์ที่สำคัญของเอกชน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและจะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึงสิทธิหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะปกปักรักษาประโยชน์ของตนได้อีกประการหนึ่งด้วย ประกอบกับสมควรคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เครือข่ายพลเมืองเน็ต เพื่อเสรีภาพข้อมูลข่าวสารและสิทธิทางอิเล็กทรอนิกส์

technorati tags: , ,

2010-02-16

subject: #GT200 and #sniffer

ต่อจากประชาธิปไตยแบบไทย ๆ เราก็มีคณิตศาสตร์แบบไทย ๆ :
13/20 = 100%

ผมเห็นว่า GT200 (เครื่องตรวจระเบิด, เขาอ้างว่าเป็น) และ sniffer (เครื่องดักฟังข้อมูลบนเครือข่าย) นั้นมีส่วนคล้ายกันในหลาย ๆ เรื่อง

ตั้งแต่เรื่องพื้น ๆ อย่างการจัดซื้ออุปกรณ์ราคาแพง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการเอื้อประโยชน์ตอบแทน ซึ่งเรื่องนี้กระทบรายจ่ายของประเทศ-ของเรา แต่อาจจะไม่ได้กระทบกับชีวิตเราตรง ๆ

เรื่องอุปกรณ์ไม่มีประสิทธิภาพตามอ้าง ซึ่งเรื่องนี้อาจจะกระทบชีวิต-ความปลอดภัย-ของเราได้ตรง ๆ เช่น อุปกรณ์ตรวจจับที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้ระเบิดเล็ดรอด ไปตูมตามได้

ไปจนถึงการเรื่องที่กระทบชีวิต-สิทธิเสรีภาพ-ของเราอย่างที่เราอาจจะคาดไม่ถึง คือ การใช้อุปกรณ์ วิทยาศาสตร์ เหล่านี้ ในการสร้างความชอบธรรมแก่เจ้าหน้าที่ในการควบคุมหรือตรวจค้นเป้าหมาย (ที่อาจถูกหมายหัวเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว) โดยไม่ต้องขอหมายค้นหรือคำสั่งศาล โดยอ้างว่า มีเหตุอันเชื่อได้ว่า เราทำผิดอะไรซักอย่าง ตามแต่เครื่องมือนั่นจะบ่งชี้ ... อย่างดีก็แค่รบกวนการดำเนินชีวิต อย่างชั่วก็ยัดข้อหา (โดยมนุษย์หรือโดยอุปกรณ์) อย่างชั่ว ๆ ดี ๆ ก็อาจจะต่อรองกันได้ เป็นช่องทางหากิน ... ในภาคใต้ของไทยเอง มีคนจำนวนมากถูกจับกุมหรือขึ้นบัญชีเพราะ GT200 ชี้(เดา)ว่าพวกเขามีระเบิด

ในเรื่องสุดท้ายนี้ GT200 และ sniffer มีความเหมือนกันอย่างมาก และมันแสดงถึงความไม่ต้องการดำเนินตามขั้นตอนกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนหนึ่ง (ซึ่งน่ากลัวว่า ถ้าจำนวนหนึ่งนี้ เป็นจำนวนมาก)

พวกเขาคิดว่า หมายค้น หรือ คำสั่งศาล เป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่ควรต้องมี พวกเขาต้องการตรวจค้น ควบคุม จับกุม โดยทันที - โดยอาศัยสัญชาตญาณของพวกเขาเอง โดยการตัดสินของพวกเขาเอง - โดยไม่ต้องการการถ่วงดุลหรือคานอำนาจใด ๆ ตามกระบวนการยุติธรรม (พูดกันง่าย ๆ ว่า ศาลเตี้ย)

...

ผมพบว่า เวลาผมไปติดต่องานกับสถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ นั้น จะเคร่งครัดกับกฎระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ ที่พวกเขาตั้งขึ้นอย่างมาก

แต่ก็ตลกดี ว่าเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องทำตามกฎระเบียบขั้นตอนบ้าง พวกเขากลับไม่อยากทำ และพยายามหาช่องทางที่จะไม่ต้องทำ

ในแง่นี้ ผมจึงคิดว่าสถานะของ ประชาชน อย่างเรา ๆ และ เจ้าหน้าที่รัฐ (ข้าราชการ/ข้ารัฐการ) นั้นต่างกันอย่างชัดเจนจริง ๆ — คือมันมีกฎหมายจำนวนมากมาย ที่พวกเราจำเป็นต้องขึ้นกับ/ปฏิบัติตาม (subjected to) โดยไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐ กลับมีช่องทางหรือสามารถสร้างช่องทางที่จะไม่ต้อง subjected to กฎหมายพวกนั้นได้

เมื่อพิจารณาเช่นนี้ ก็ไม่แปลกอะไร ที่ในสถานการณ์บางอย่าง ภายใต้กฎหมายต่าง ๆ ดังกล่าว พวกเราจึงไม่ได้มีสถานะเป็น ประชาชน แต่เป็น ไพร่ (subject) — คือมีแต่พวกเราเท่านั้นที่ subjected to กฎต่าง ๆ เหล่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐนั้นจะอยู่เหนือกฎหมายที่ว่า — เป็นเจ้าในทางกฎหมาย ที่อยู่เหนือไพร่ในทางกฎหมายอย่างพวกเรา

ความเป็นเจ้าในทางกฎหมายนี้ อาจสร้างได้หลายวิธี แต่ในกรณีล่าสุดนี้ มันก็ดูตรงไปตรงมาดี ที่ความเป็นเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจเหนือกฎหมาย จะถูกสร้างขึ้นโดยอุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น GT200 :)

ประเด็นที่ยังน่าสงสัยคือ ถ้าเครื่องจีที 200 ไม่มีประสิทธิภาพเลย เครื่องไม่น่าจะตรวจพบสารประกอบระเบิด แต่ในการทดสอบยังตรวจพบถึง 4 ครั้ง ส่วนการตรวจ 16 ครั้งไม่พบสารระเบิด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อพิสูจน์ให้ได้
— พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

technorati tags: , ,