ย้ายบล็อกไปที่ bact.cc แล้วนะครับ

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
หยุด ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ ฟรี 2GB จาก Dropbox (sync กับ Windows, Linux, Mac, iPhone, Android ฯลฯ ได้)

2009-11-29

[1-pager] What's so new about new social movements? โดย David Plotke (1990)

[อัปเดต 2009.12.03: เพิ่มลิงก์ บ่อนอก-หินกรูด]

จากสรุปอ่านเอกสารเทอมที่แล้ว คาบที่เกี่ยวกับ ขบวนการทางสังคมใหม่ (new social movements)

Plotke, David. 1990. What's so new about new social movements? Socialist Review. 20:91-102.

บทความนี้ลองสำรวจข้ออ้าง ความใหม่ ต่าง ๆ ของ ขบวนการทางสังคมใหม่ ว่ามันมีอะไรใหม่จริงหรือ, และถ้าใหม่จริง แล้วมันยังใหม่อยู่ไหมสำหรับตอนนี้ และในบริบทไหน ที่มันจะไม่ใหม่อีกต่อไป.

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจสำหรับบทความชิ้นนี้ คือการพูดถึง กระบวนการแปะป้ายหรือตราหน้า (stigmatize) แนวคิดที่ผู้แปะป้ายไม่เห็นด้วย และ การสร้างคู่ตรงข้ามแบบสุดขั้ว (polarization และ radicalization) เพื่อบังคับให้สังคม[ต้อง]เลือก[อย่างเต็มใจ]ในทางที่ผู้กำหนดขั้วได้ออกแบบเอาไว้.

----

บทความชิ้นนี้ David Plotke ผู้เขียน สำรวจข้อถกเถียงหลักในวาทกรรมขบวนการทางสังคมใหม่ ในบริบทสังคมการเมืองสหรัฐอเมริกาช่วง 1960s-1980s และเสนอว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับขบวนการทางสังคมใหม่นั้นให้ราคา “ความใหม่” (novelty) กับขบวนการทางสังคมใหม่มากเกินไป และการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้โดยไม่ดูบริบทแวดล้อมว่าเหมาะสมหรือไม่ ก็มีแต่จะทำให้เพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายตรงข้าม. ในตอนท้ายบทความ ผู้เขียนเสนอการรื้อสร้างความหมายเพื่อต่อสู้ทางวาทกรรม.

แนวคิดขบวนการทางสังคมใหม่ (New Social Movements; NSM) ซึ่งพัฒนาขึ้นในยุโรปตะวันตก ถูกนำเข้ามาในสหรัฐอเมริกาในช่วง 1960s-1980s และหนึ่งในปัญหาของมันก็คือ การนำมาใช้อย่างไม่วิพากษ์ในบริบทของสหรัฐอเมริกาซึ่งต่างจากยุโรปมาก. แนวคิดนี้ตั้งแต่ทศวรรษ 1960s เป็นต้นมา ประสบความสำเร็จพอสมควรในการต่อสู้ประเด็นสิทธิพลเมือง และต่อมาในประเด็นต่อต้านสงคราม สิทธิผู้หญิง/เฟมินิสต์. ความ “ใหม่” ของขบวนการทางสังคมใหม่นั้น คือความใหม่ที่ปฏิเสธ orthodox Marxism – ซึ่งผู้เขียนมองว่า มันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (relevant) กับสภาพสังคมการเมืองยุโรปในขณะนั้น ที่ orthodox Marxism เป็นกระแสใหญ่ของสังคม, แต่ไม่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (irrelevant) อีกต่อไปกับสภาวะสังคมตั้งแต่ทศวรรษ 1980s เป็นต้นมา โดยเฉพาะกับบริบทสังคมการเมืองอเมริกัน ที่แนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่ (neoconservative) ได้ขึ้นแทนที่เป็นพลังที่ครอบนำสังคมไปแล้ว.

คำว่า “ใหม่” ใน “ขบวนการทางสังคมใหม่” นั้นถูกอ้างว่า มีความหมายต่างไปจากที่ใช้ในขบวนเสรีนิยมที่เคลื่อนด้วยกลุ่มผลประโยชน์และที่ใช้ในแนวคิดสังคมนิยมคลาสสิก. ความ “ใหม่” ของมันไม่เพียงหมายถึง ประเด็นเป้าหมายใหม่ที่พ้นไปจากการปฏิรูปการเมืองที่ทำเป็นกิจวัตรเท่านั้น, แต่ยังหมายถึง ช่องทางใหม่ ๆ เพื่อจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นซึ่งไม่สามารถจะบรรลุได้ด้วยช่องทางทางการเมืองแบบดั้งเดิมด้วย. ผู้เขียนอ้างถึง มิเชล ฟูโกต์ และมองว่ากรอบของฟูโกต์ เกี่ยวกับรูปแบบของการต่อต้าน (forms of resistance) สามารถนำมาพิจารณาขบวนการทางสังคมใหม่ได้ โดยมองว่าเป็นการต่อสู้ขัดแย้งกับ ‘government of individualization’ ซึ่งทำผ่านความรู้. คำถามที่ตั้งจึงเป็นการตั้งคำถามต่อวิธีที่ความรู้หมุนเวียนและกระทำการ, ความสัมพันธ์ของมันกับอำนาจ. สิ่งเหล่านี้เป็นการต่อต้านการสร้างและต่อต้านการทำลายอัตลักษณ์ของตัวเองโดยผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน ด้วยมีความต้องการจะนิยามอัตลักษณ์ของตัวเอง. โดยสรุปก็คือ ขบวนการทางสังคมใหม่นั้น ไม่ได้ต่อต้านตัว สถาบัน อำนาจ กลุ่ม หรือ ชนชั้น มากนัก แต่สิ่งที่มันต่อต้านอย่างเต็มที่ คือ เทคนิคและรูปแบบของอำนาจ.

Claus Offe เปรียบเทียบความคิดหรือกระบวนทัศน์ (paradigm) ของการกระทำการทางการเมืองแบบเก่าและใหม่ เอาไว้ว่า กระบวนทัศน์เก่านั้นอยู่กับประเด็น การเติบโตและการกระจายตัวทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคมและการทหาร และการควบคุมสังคม, ในขณะที่แบบใหม่นั้นอยู่กับประเด็น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน สันติภาพ, หรือพูดรวม ๆ ก็คือ คุณภาพในการใช้ชีวิต [ประเด็นนี้น่าจะคล้าย บ่อนอก-หินกรูด]. ตัวผู้กระทำการในกระบวนทัศน์เก่านั้น เป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจสังคมที่กระทำการในฐานะกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม, ในขณะที่แบบใหม่ แม้จะเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจสังคมเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้กระทำการในฐานะกลุ่มนั้น ๆ แต่ในฐานะกลุ่มที่เกิดมาจากการสร้างร่วมกันระหว่างการเคลื่อนไหว (ascriptive collectivities). แนวคิดนี้ต่างจาก Marx และ Gramsci ที่ว่าต้องมีสำนึกทางชนชั้นมีอัตลักษณ์ก่อนแล้วค่อยร่วมขบวนการ.

กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ประสบความสำเร็จในการสร้างวาทกรรม “การทำให้ทันสมัยเชิงอนุรักษ์” (conservative modernization). ในทศวรรษ 1970 และ 1980 กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ประสบความสำเร็จในการตราหน้า (stigmatize) ขบวนการทางสังคมใหม่ที่เริ่มต้นในทศวรรษ 1960 โดยอาศัยทัศนคติความเท่าเทียมทางกฎหมายที่คับแคบอยู่ในขณะนั้น, บวกกับความคิดเสรีนิยมกระแสหลักในสังคมช่วงหลังสงคราม ที่ความคิดเรื่อง ความเติบโต เสรีภาพ ระบบระเบียบ และอำนาจระหว่างประเทศ กำลังได้รับความนิยม, สร้างขั้วตรงข้าม: เติบโต/ไม่เติบโต, เสรีภาพ/รัฐนิยม, อำนาจบริหารที่เชื่อถือได้/ประชาธิปไตยตกขอบ, ระเบียบ/ปัจเจกนิยมอย่างบ้าคลั่ง, ชุมชน/ความแตกแยก, อำนาจระหว่างประเทศ/ความอ่อนแอของประเทศ. การกำหนดขั้วตรงข้ามแบบนี้ โดยอัตโนมัติ ได้ทำให้ทางเลือกแบบการทำให้ทันสมัยเชิงอนุรักษ์ เป็นทางเลือกที่ถูกต้องตามหลักการและมีเหตุผล (legitimate, rational) และทางเลือกของขบวนการทางสังคมใหม่ เป็นทางเลือกที่ไร้เหตุผลและไม่เป็นประชาธิปไตย (irrational, anti-democratic). ที่สำคัญก็คือ ขบวนการทางสังคมใหม่ไม่สามารถตอบโต้วาทกรรมดังกล่าวได้เลย หรือตอบโต้ว่าแนวคิดของพวกตนนั้น เป็นอุดมคติ ซึ่งยิ่งทำให้ทางเลือกแบบ conservative modernization มีน้ำหนักมากขึ้น ว่าแม้จะไม่หวือหวาแต่ก็เป็นทางเลือกที่ยอมรับได้มากกว่า.

ผู้เขียนเสนอว่า ขบวนการทางสังคมใหม่จำเป็นต้องดูบริบททางสังคมและวัฒนธรรมด้วย โดยชี้ถึงความแตกต่างของความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานในยุโรปเทียบกับสหรัฐอเมริกา และความแตกต่างของพื้นที่ทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่(กระจัด)กระจายไม่ได้รวมศูนย์แบบยุโรป (ซึ่งหมายถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมโดยอัตโนมัติ). พร้อมเสนอว่าในการต่อสู้ทางวาทกรรม ขบวนการทางสังคมใหม่จำเป็นต้องรื้อวาทกรรมขั้วตรงข้ามของอนุรักษ์นิยมใหม่ แล้วสร้างความหมายใหม่ที่เอื้อต่อการต่อสู้ของตัว.

----

ใครที่สนใจเรื่องขบวนการทางสังคม ประภาส ปิ่นตบแต่ง (ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพิ่งออกหนังสือ แนวการวิเคราะห์การเมืองแบบขบวนการทางสังคม (เห็นครั้งแรกเมื่องานหนังสือที่ผ่านมา) มีทั้งส่วนที่สำรวจทฤษฎีขบวนการทางสังคมสำนักต่าง ๆ และส่วนที่สำรวจงานศึกษาขบวนการทางสังคมในประเทศไทย

ทั้งเล่มนี้ ดาวน์โหลดไปอ่านได้ฟรี จากหน้าเว็บของอ.ประภาส เช่น บทที่ 7 ขบวนการทางสังคมใหม่ (pdf, 18 หน้า)

และอีกบทความจาก ผาสุก พงษ์ไพจิตร (ที่เขียนคำนำให้หนังสือเล่มข้างบน) ทฤษฎีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใช้กับสังคมไทยได้หรือไม่? (doc, 13 หน้า)

technorati tags: , , ,

2009-11-23

Chromium OS (Chrome OS) มาแล้น มีซอร์สด้วย

Chromium OS มาแล้น @kengggg กำลังหาทางยัดฟอนต์ไทยใส่ลงไปอยู่ ใครมีฟอนต์อะไรน่าใช้ + สัญญาอนุญาตประมาณ BSD หรือโอเพนซอร์สอื่น ๆ ลองบอกเขาดูครับ

ดูหน้าตาแล้ว ก็น่าจะเหมาะกะเน็ตบุ๊กดีนะ

ถ้าจะ build เอง ไปเอาซอร์สที่ chromium.org ต้องมี Linux ถึงจะ build ได้
ถ้าขี้เกียจ ไปเอา vm image ได้ที่ gdgt.com (ต้องลงทะเบียน-ฟรี ใช้ Facebook Connect ได้) ได้ image มาแล้ว รันกะ VMWare หรือ VirtualBox (ตัวหลังนี้ฟรี-โอเพนซอร์ส)

โหลดมาเสร็จ ก็ติดตั้ง ใครไม่ถนัด VirtualBox TechCrunch โชว์วิธีติดตั้ง แบบทีละขั้น

ไปดู @markpeak รีวิว ที่ blognone

technorati tags: , ,

2009-11-19

Thailand's Corruption Perceptions Index 2002-2009: Thaksin, Coup, Military, Abhisit

อัปเดต: คำอธิบายกราฟงบประมาณกองทัพ: แก้ไขหน่วยเงินเป็นเหรียญสหรัฐ (USD), เดิมใส่ผิดเป็นบาท (THB). เพิ่มลิงก์ เอแบคโพลล์, นายกตอบคำถามเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน (วิดีโอ)

จากข้อมูลของ Transparency International นี่คือกราฟแสดงดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) จากปี 2545-2552:

Thailand's Corruption Perception Index 2002-2009

เครดิต: กราฟพล็อตโดย คุณหนูเอง โดยใช้ข้อมูลจาก Corruption Perceptions Index 2009

อ่านทื่อ ๆ ตามกราฟได้ว่า:
ดัชนี CPI ชี้ว่า ช่วงปี 2545-2548 ระหว่างสมัยรัฐบาลทักษิณ ภาพลักษณ์การคอร์รัปชันลดลงตามลำดับ.
กระทั่งปี 2549 ปีที่รัฐประหาร ภาพลักษณ์การคอร์รัปชันกลับมาขยายตัวอีกอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องถึงปี 2550.
พอปี 2551 สมัยรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย ภาพลักษณ์การคอร์รัปชันลดลงอีกครั้ง (อภิสิทธ์เป็นนายก 17 ธ.ค. 2551, หลังการประกาศ CPI 2008/2551).
ปี 2552 สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดัชนี CPI ชี้ว่า ภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นใหม่.
** ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกว่า รัฐบาลทักษิณ, สมัคร, สมชาย ไม่ได้คอรัปชันเลย. แต่บอกว่า ถ้าใช้ เกณฑ์เดียวกัน รัฐบาลสุรยุทธ์จากการรัฐประหาร และ รัฐบาลอภิสิทธิ์ นั้น แย่กว่า ในเรื่องดังกล่าว.
(นี่เป็นการอ่านแบบทื่อ ๆ ตามกราฟ โปรดอ่านต่อด้านล่าง ถึงข้อวิพากษ์ดัชนี CPI และการอ่านที่น่าจะแฟร์กว่า-มั๊ง)

เกี่ยวกับ CPI: Corruption Perception Index หรือ ดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน เป็นการสำรวจระดับความรู้สึก/การรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศนั้น ๆ. นิยามคำว่าคอร์รัปชัน หมายถึง การกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน. ค่า CPI เริ่มตั้งแต่ 0 คะแนน ถึง 10 คะแนน. ค่า CPI ยิ่งสูง หมายถึงภาพลักษณ์คอร์รัปชันยิ่งต่ำ.

หมายเหตุตัวใหญ่ ๆ: เนื่องจากดัชนี CPI นี้มาจากการสำรวจสอบถาม ผลลัพธ์โดยตัวมันเองจึงเป็นอัตวิสัย (subjective) ตามแหล่งข้อมูล และจะยิ่งน่าเชื่อถือน้อยลง สำหรับประเทศที่มีแหล่งข้อมูลน้อย. เนื่องจากแหล่งข้อมูลของแต่ละประเทศนั้นแตกต่างกัน และ การจัดทำดัชนีนั้นใช้ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี การเปลี่ยนแปลงในภาพลักษณ์ของการคอร์รัปชันจึงอาศัยเวลา, ผู้จัดทำจึงไม่แนะนำให้เปรียบเทียบดัชนีปีต่อปีชิดกัน หรือเปรียบเทียบดัชนีข้ามประเทศ (=ใช้จัดอันดับไม่ได้). ดูข้อวิพากษ์เพิ่มเติมต่อดัชนีนี้.

ตามข้อวิพากษ์นี้ คะแนนของปี 2549, 2550, 2551 ก็อาจเป็นผลพวงต่อเนื่องจากสมัยรัฐบาลทักษิณด้วย. การบอกว่ามีการคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง โดยใช้กรอบเวลาน้อยกว่า 3 ปี จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำ (เช่นบอกว่า สมัยรัฐบาลสมัคร, สมชาย, หรืออภิสิทธิ์ มีการคอร์รัปชันมากขึ้นหรือน้อยลง - ทุกช่วงไม่ถึง 3 ปี). แต่หากจะดูเป็นในกรอบเวลาที่กว้างกว่านั้น ก็น่าจะพอทำได้. เช่น ใช้ปี 2549 ปีที่มีรัฐประหารเป็นหมุดหมาย แล้วเปรียบเทียบช่วงก่อนรัฐประหารกับหลังรัฐประหาร โดยเว้นช่วงไป 3+ ปี, เช่นเทียบปี 2548 กับ 2552.

ตามนี้แล้ว ดัชนี CPI ก็พอจะช่วยให้เราเห็นได้ว่า เหตุผลหนึ่งที่ คมช. (ด้วยการสนับสนุนของคณะยอดมนุษย์ผู้ทรงศีล และให้เสียงโดยพันธมิตร) ได้ใช้อ้างเพื่อทำรัฐประหาร ที่ว่า รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชัน นั้น แม้จะเป็นความจริง (ซึ่งต้องจริงแน่ ๆ ล่ะ คอร์รัปชันมีทุกที่) แต่การรัฐประหารของพวกท่าน ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์อะไรดีขึ้นเลย หนำซ้ำภาพลักษณ์ยังเลวลงได้อีก. มีความชอบธรรมในการรัฐประหารจริง ๆ. เสียสละ.

follow-ups: เอแบคโพลล์: ประเมินสถานการณ์ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐและประสบการณ์ในการถูกเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ (prachatai.com), นายกตอบคำถามเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน (pm.go.th), ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน (art4d.com)

เรื่องใกล้ ๆ กัน: กราฟ งบประมาณกองทัพไทย เทียบกับ จีดีพี ของประเทศ หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 (ข้อมูลจาก Paul Chambers, University of Heidelberg อ้างตาม The Economist):

Thailand's military spending 1978-2010

งบประมาณกองทัพไทย ก่อนรัฐประหาร อยู่ที่ประมาณ 1% ของ GDP, หลังรัฐประหารขึ้นมาที่ประมาณ 2% (และมีแนวโน้มสูงขึ้น).

คิดเป็นตัวเงิน ก่อนรัฐประหาร อยู่ที่ประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ, หลังรัฐประหารขึ้นมากกว่าเท่าตัว เป็นประมาณ 4.5 พันล้าน.

เห็นแบบนี้ ใครอาจจะบอกว่า แหม ถ้ารัฐบาลทักษิณ คอร์รัปชันเชิงนโยบาย ... ดูท่าทางกองทัพไทยและผู้สนับสนุน(และผู้ที่กองทัพสนับสนุน)ก็อาจจะ คอร์รัปชันเชิงรัฐประหาร อยู่ คือกัน.

อย่าไปว่าเขาแบบนั้นสิ ไม่น่ารักเลย (กอ.รมน. เขาเป็นสปอนเซอร์งาน Fat Fest ดี ๆ ให้เรานะ อย่าลืมสิ moso moso) ... ผมคิดว่า การเพิ่มงบกองทัพไทยมันสมเหตุสมผลนะ.

ซื้อปืน ซื้อรถถังไว้เถอะ ดีแล้ว ... เพราะเราจะไม่เหลือเพื่อนบ้านแล้วน่ะ :p

technorati tags: , ,

2009-11-11

Maptaphut, congratulations!

ขอแสดงความยินดีกับบริษัทต่าง ๆ ในมาบตาพุด

สำนักข่าวแห่งชาติ 11 พ.ย. 2552, ภาคเอกชน ขานรับรัฐบาลแต่งตั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหามาบตาพุด:

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายขึ้นมาแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลแต่งตั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าว เพราะเชื่อว่าจะทำให้สามารถหาแนวทางในการดำเนินการต่อไปได้ ขณะที่ภาคเอกชนมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาลที่จะออกมา ขอเพียงรัฐบาลร่วมกันหาแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนเท่านั้น ซึ่งจะทำให้การลงทุนในระยะยาวของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจน

วิกิพีเดียภาษาไทย 11 พ.ย. 2552, อานันท์ ปันยารชุน:

นายอานันท์ หันมาทำงานด้านธุรกิจ ร่วมงานกับกลุ่มบริษัทสหยูเนี่ยน จนกระทั่งเป็นประธานกรรมการกลุ่มบริษัทเมื่อ พ.ศ. 2534 และดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

หนังสือพิมพ์ข่าวสด 11 พ.ย. 2552, ปปช.สั่งโรงไฟฟ้า คืนหาดบ้านกรูด:

ป.ป.ช.ชี้ให้บริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ฯ อดีตเจ้าของโรงไฟฟ้าบ้านกรูด คืนที่ดินสาธารณะชายทะเลให้ชาวบ้าน ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ หลังรังวัดที่ดินมั่วฮุบที่ดินชายหาดไปกว่า 4 ไร่ หวังผุดโรงไฟฟ้าหินกรูด ผลการไต่สวนระบุ 4 จนท.ที่ดิน-เจ้าท่าผิดวินัยร้ายแรง มีมูลความผิดอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อีก 2 รายคือที่ดินจังหวัดประจวบฯ-นอภ.บางสะพาน ผิดวินัยไม่ร้ายแรง พร้อมสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินทันที

[...]

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ส่วนกรณีบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ฯ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ราชบุรี เพาเวอร์ จำกัด ครอบครองที่สาธารณประโยชน์หาดทรายชายทะเลมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ประกอบมาตรา 108 และมาตรา 108 ทวิ เป็นความผิดฐานกระทำให้สิ่งอื่นใดล่วงล้ำบนหาดทรายชายทะเล ตามพ.ร.บ.การเดินเรือ ในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 นั้น ให้แจ้งตำรวจภูธร จ.ประจวบฯ และกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการตามอำนาจต่อไปด้วย

หนังสือพิมพ์ข่าวสด 22 เม.ย. 2543, "อานันท์"ปิดไมค์ ช่วยโรงไฟฟ้า เบรค"บ้านกรูด"แฉในที่ประชุมยูเนี่ยน:

แกนนำต้านโรงไฟฟ้าหินกรูดบุกสหยูเนี่ยน บริษัทแม่ของโครงการโรงไฟฟ้า แฉกลางวงประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นบริษัทท่ามกลางสมาชิกหลายร้อยคน ถึงความไม่โปร่งใสของโรงไฟฟ้าสารพัดเรื่อง แต่ยังไม่ทันได้พูดรายละเอียดก็โดนเบรก จนเกิดความวุ่นวายไปทั้งห้องประชุม เมื่อสมาชิกแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย มีทั้งค้านและหนุนให้ แกนนำชาวบ้านกรูดเปิดโปงข้อมูล สุดท้ายก็ทำได้แค่ยื่นหนังสือให้ผู้บริหาร เพราะโดนสั่งปิดประชุมดื้อๆ

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (ยูพีดีซี) เจ้าของโครงการ "โรงไฟฟ้าหินกรูด" หมู่ 9 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 7 ของบริษัท สหยูเนี่ยนฯ โดยมีคณะกรรมการบริหารนำประชุม รวมทั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานที่ปรึกษา และกรรมการบริหาร บริษัท สหยูเนี่ยนฯ ท่ามกลางสมาชิกผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการประชุม เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถามข้อสงสัยต่างๆ นางจินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหินกรูด และนายจีรวุฒิ แจวสกุล นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าหินกรูด ซึ่งได้ซื้อหุ้นบริษัท ยูเนี่ยนฯ เพื่อมีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมด้วย ได้ลุกขึ้นถามในที่ประชุมถึงความไม่ชอบมาพากลและผลกระทบด้านลบที่จะเกิดจากโรงไฟฟ้า โดยถามถึงการขออนุญาตซื้อที่ดินที่ใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งมีการล้อมรั้วที่สาธารณะ และถามถึงความมั่นใจในโครงการ แต่ยังไม่ทันที่จะมีการตอบคำถาม นายอานันท์พูดตัดบทขึ้นมาว่าการประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องภายในของบริษัท ยูเนี่ยนฯ จะไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้ในที่ประชุม นางจินตนากล่าวว่า บริษัทมีหุ้นส่วนอยู่ในโรงไฟฟ้าถึง 10% คิดเป็นเงินสูงถึง 4.5 พันล้านบาท จะมาบอกว่าไม่ใช่เรื่องภายในบริษัทไม่ได้

จากนั้นนางจินตนากล่าวกับผู้ถือหุ้นที่อยู่ในห้องประชุมว่า โครงการนี้มีปัญหาหลายอย่างและได้รับการต่อต้านอย่างมาก ขอให้ผู้ถือหุ้นใคร่ครวญให้ดีถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า อย่างไรก็ตามนายอานันท์พยายามจะพูดตัดบทไม่ให้นางจินตนาและนายจีรวุฒิพูดถึงข้อเสียของโรงไฟฟ้า นางจินตนาจึงนำจดหมายเปิดผนึกเรื่องขอให้บริษัท สหยูเนี่ยนฯ ถอนตัวจากโรงไฟฟ้า ยื่นให้นายอานันท์ในที่ประชุม แต่นายอานันท์ไม่ยอมรับ บอกว่าให้ไปยื่นกับนายกมล คูสุวรรณ กรรมการบริหาร บริษัท สหยูเนี่ยนฯ พร้อมกับแจกจ่ายจดหมายเปิดผนึกเรื่องขอให้บริษัทถอนตัวจากโรงไฟฟ้าแก่ผู้ถือหุ้นจำนวนกว่า 100 ชุด เนื้อหาระบุถึงผลเสียของโครงการอย่างละเอียด

ต่อมาผู้ถือหุ้นบางคนลุกขึ้นพูดในเชิงตำหนินางจินตนาที่พูดเรื่องนี้ออกมา แต่ก็มีผู้ถือหุ้นบางคนเห็นควรให้พูด ทำให้เกิดความชุลมุนกันขึ้นมา จังหวะนั้นนายอานันท์สั่งให้เลิกการประชุมทันที แล้วรีบเดินออกจากห้องประชุม พร้อมด้วยกรรมการบริหารคนอื่นๆ แต่ผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งยังถกเถียงกันไม่เลิกถึงเรื่องที่สมควรให้นายจีรวุฒิและนางจินตนาพูดในที่ประชุมหรือไม่ การถกเถียงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ถือหุ้นหลายคนต้องมาช่วยกันห้ามปราม เหตุการณ์จึงเริ่มสงบ หลังจากนั้นนางจินตนาและนายจีรวุฒินำจดหมายเปิดผนึกที่จะยื่นถึงนายอานันท์มอบให้นายกมล

ทางด้านนายกมล คูสุวรรณ กล่าวว่า กรรมการบริหารบริษัทมีนโยบายดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ถ้าเป็นธุรกิจที่สุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม บริษัทจะแสวงหามาทำ ดังเช่นโครงการโรงไฟฟ้า ไม่ว่าจะเกิดประโยชน์กับใครหรือไม่ แต่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นแน่นอน

มาบตาพุด...สิ่งชำรุดของการพัฒนา

technorati tags: , ,

2009-11-09

computer crime?

ความผิดตามกฎหมายนั้น มีทั้งที่เป็น ความผิดอาญา (crime) และความผิดที่ไม่ใช่อาญา

หากจะพิจารณาว่า อะไรควรจะนับเป็น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ (computer crime) และอะไรที่จะนับเป็นเพียง ความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เราจำเป็นจะต้องพิจารณาว่า อะไรคือ ความผิดอาญา และอะไรที่ไม่ใช่

บางส่วนจากบทความ การกำหนดความผิดอาญา ตามกฎหมายเยอรมัน- สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ที่ BioLawCom.de เพื่อการศึกษาแนวคิดในการกำหนดความผิดอาญา ในประเทศอื่น

ในการถกเถียงเกี่ยวกับข้อปรับปรุงกฎหมายอาญาเมื่อสิบปีก่อนนั้น ประเด็นที่ว่า กฎหมายอาญาควรที่จะมีไว้เพื่อคุ้มครองนิติสมบัติเท่านั้น เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญมาก กล่าวคือ กฎหมายอาญาควรที่จะมีไว้เพื่อคุ้มครองเฉพาะ “สมบัติ” (บางประการที่กำหนดไว้เท่านั้น อย่างเช่น ชีวิต (มาตรา 211 เป็นต้นไป), ความปลอดภัยของร่างกาย (มาตรา 223 เป็นต้นไป), ชื่อเสียง (มาตรา 185 เป็นต้นไป)

การที่กฎหมายอาญามีหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองนิติสมบัติ หรือสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองนั้น ทำให้ความสงบเรียบร้อยของสังคมเป็นจริงขึ้นมาได้ จึงกล่าวได้ว่ากฎหมายอาญาเป็นระเบียบแห่งการคุ้มครองและระเบียบสันติภาพ ที่มีรากฐานมาจากระเบียบแห่งคุณค่าในทางจริยศาสตร์สังคมของรัฐธรรมนูญ

จากรากฐานความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้กฎหมายอาญามีภารกิจในการที่จะให้ความคุ้มครองแก่คุณค่าพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม, การคงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคม และ ในกรณีที่มีการละเมิดต่อบทบัญญัติในกฎหมายอาญา ก็จะมีมาตรการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย

จากหลักการดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่สำคัญอย่างน้อย 2 ประการดังนี้ กล่าวคือ

1. การกระทำที่เป็นแต่เพียงการขัดต่อศีลธรรมอันดี ไม่เป็นความผิดอาญา

ในกรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับความผิดอาญาที่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ กล่าวคือ ก่อนปี ค.ศ. 1969 ความผิดเกี่ยวกับรักร่วมเพศของผู้ใหญ่, ความผิดเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์, ความผิดเกี่ยวกับการเป็นคนกลางให้บุคคลที่ไม่ได้แต่งงานกันมีเพศสัมพันธ์ต่อกัน, การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร เป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 เป็นต้นมา การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอาญาอีกต่อไป เหตุผลก็เพราะว่า การกระทำดังกล่าวที่แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่หากได้กระทำโดยบุคคลที่บรรลุนิติภาวะและโดยความยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายแล้ว อีกทั้งไม่เป็นการรบกวนบุคคลอื่นๆ ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นแต่เพียงการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่เป็นการทำให้เสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง

ประเด็นปัญหาว่า การกระทำที่เป็นแต่เพียงการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่ทำให้เสียหายแก่สิ่งที่กฎหมายมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง ควรจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนาน ตามร่างของประมวลกฎหมายอาญาในปี ค.ศ. 1962 ยังถือว่าการรักร่วมเพศเป็นความผิดอาญา ในทางตรงกันข้าม ในมาตรา 2 ของร่างประมวลกฎหมายอาญาที่เป็นทางเลือกในปี ค.ศ. 1966 ที่ร่างโดยศาสตราจารย์ทางกฎหมายอาญา จำนวน 14 ท่าน บัญญัติไว้ชัดเจนว่า โทษทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ และเป็นการวางรากฐานแนวความคิดทางเสรีนิยม โดยก่อให้เกิดผลที่ทำให้ การกระทำที่เป็นแต่เพียงขัดต่อศีลธรรม แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของบุคคลอื่นแล้ว ไม่เป็นการกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาอีกต่อไป

ซึ่งในการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาในครั้งต่อๆมา ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นในปี ค.ศ. 1969 (25.6.1969) และ ปี ค.ศ. 1973 (27.11.1973) ได้มีการแก้ไขกฎหมายอาญาโดยวางอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดที่ว่า กฎหมายอาญามีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ

2. การกระทำที่เป็นแต่การละเมิดต่อระเบียบ ไม่เป็นความผิดอาญา

ในกรณีนี้มีเหตุผลมาจากแนวคิดที่ว่า กฎหมายอาญามีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติที่มีอยู่ก่อนแล้ว กล่าวคือ เป็นการคุ้มครองสิทธิของปัจเจกชนที่มีอยู่ก่อนที่จะมีรัฐ ส่วนการละเมิดต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ของรัฐที่ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะคุ้มครองนิติสมบัติ หากแต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ออกมาเพื่อให้ภารกิจที่เกี่ยวกับระเบียบสาธารณะ และภารกิจในการที่จะทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นไปได้โดยเรียบร้อยนั้น การละเมิดต่อกฎเกณฑ์ดังกล่าวถือว่าเป็นแต่เพียงการละเมิดต่อระเบียบที่ไม่ควรที่จะนำมาตรการการลงโทษทางอาญามาใช้บังคับ

จากแนวความคิดดังกล่าว จึงทำให้การกระทำบางอย่าง เช่น การทำร้ายร่างกายเป็นความผิดอาญา ส่วนการกระทำบางอย่าง เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด การไม่แจ้งย้ายเมื่อมีการย้ายที่อยู่ เป็นต้น ไม่เป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญา เพราะเนื้อหาของข้อห้ามไม่ให้กระทำ หรือ ข้อบัญญัติให้กระทำดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยรัฐ กล่าวคือ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมก่อนที่จะมีรัฐ และด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่นิติสมบัติ

technorati tags: , ,